|

ปี 2555 เป็นปีที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกยังเสี่ยงจากวิกฤตหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังเปราะบาง
"บลูมเบิร์ก" นำเสนอ 15 เทรนด์สำคัญที่จะมีส่วนชี้ชะตาเศรษฐกิจโลกในปีนี้ เริ่มจาก
1.ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนที่เริ่มแฟบ หลังจากก่อนหน้านี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองของจีนโตร้อนแรงมาก แม้แต่ทางการปักกิ่งยังต้องยอมรับภาวะฟองสบู่ที่ก่อตัวขึ้น ทว่าปัจจุบัน คนจีนที่มีฐานะร่ำรวย เริ่มมองหาการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ มากขึ้น
2.อิทธิพลด้านพลังงานของรัสเซียที่เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงช่วยค้ำจุนรัฐบาลแดนหมีขาวมานับทศวรรษ ก่อนหน้านี้ รัสเซียส่งออกก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ไปยังยุโรปผ่านประเทศยูเครน แต่เมื่อปลายปีที่แล้ว รัสเซียเพิ่งเปิดท่อส่งก๊าซเส้นใหม่ลอดใต้ทะเลบอลติกที่มีชื่อว่า "นอร์ด สตรีม" ซึ่งเท่ากับลดการพึ่งพาท่อส่งผ่านยูเครนที่มีข้อพิพาทกันอยู่
3.แบงก์อเมริกันเลิกจำกัดการปล่อยสินเชื่อ หลังจากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคกู้ยืมได้น้อยลง เนื่องจากธนาคารลดการปล่อยกู้ แต่ปัจจุบัน สินเชื่อสำหรับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวอเมริกันและเงินพลาสติกกลับมาหวานชื่นอีกครั้ง
4.มนุษย์ทองคำ ไม่ได้เลิศลอยเหนืออาชีพอื่นอีกแล้ว เพราะทั้งเงินเดือนและโบนัสของพนักงานภาคการเงินและธนาคารลดลงจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นโกลด์แมน แซคส์ ที่ปรับโบนัสให้เท่าเทียมกัน รวมถึง มอร์แกน สแตนเลย์ และแบงก์ ออฟ อเมริกา ที่จำกัดการจ่ายเงินสด ขณะที่เครดิต สวิส จ่ายโบนัสพนักงานในรูปของหุ้นกู้ เป็นวัฒนธรรมการจ่ายโบนัสแบบวิน-วิน ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหน และช่วยปกป้องระบบการเงินโลก
5.จุดเปลี่ยนดีลลดราคา ซึ่งเริ่มจาก "กรุปปอง" (Groupon) ลามไปถึงลีฟวิง โซเชียล และกูเกิล ออฟเฟอร์ส แต่หลังเกิดกระแสคลั่งดีลลดราคาในปีที่แล้ว ในปีนี้ เจ้าของธุรกิจเปลี่ยนมาเสนอดีลให้ลูกค้าที่ไม่พอใจบริการและไม่กลับมาอุดหนุนมากกว่า
6.กระแสการจัดเรียงดีเอ็นเอ ที่จะมีต้นทุนลดลงมาก และเป็นไปได้ที่จะลดต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ โดยบริษัท "ทเวนตี้ทรีแอนด์มี" นำร่องโครงการทดสอบยีน 50 ล้านตัว ในราคา 999 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาทดสอบยีนแบบจำกัดจำนวนก็ลดลงอยู่ที่ 99 ดอลลาร์ บวกกับค่าสมาชิกรายปีอีก 9 ดอลลาร์ต่อเดือน
7.ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด ถึงแม้จะมีปัญหาคันเร่งและเผชิญกับเรียกคืนรถหลายระลอก ที่กระทบต่อแบรนด์โตโยต้าเมื่อปี 2553-2554 แต่พริอุส ก็สามารถเรียกคะแนนกลับมาได้ ขณะที่ค่าย เทสลา เพิ่งเปิดตัวรถซีดานไฟฟ้าไฮเอนด์ ตอกย้ำว่า เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่พูดถึงกันมานานหลายปี กำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนี้
8.ตลาดศิลปะโตกระฉูดเหนือคาดหมาย ดูอย่างการประมูลผลงานของ "จาง ต้าเฉียน" จิตรกรชาวจีน ที่ทำเงินได้ 506.7 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ส่วนภาพของศิลปิน "ฉี ไป๋สือ" ทำเงินได้ 445.1 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ผลงานของศิลปินร่วมสมัยอย่าง "ดาเมียน เฮิร์สต์" มีราคา 3.48 ล้านดอลลาร์
9.บริษัทประกัน หันมาจูบปากภาครัฐ หลังจากทั้งคู่เล่นบทคู่กัด ที่ยืนอยู่คนละฟากในกฎหมายสุขภาพ แต่ตอนนี้บริษัทประกันหันมาญาติดี เพราะต้องการเกาะกระแสภาครัฐ ที่ขยายบริการด้านสุขภาพ
10.ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์สยายปีก โดยสมาร์ทโฟนจำนวนมาก ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล ขณะที่ "กูเกิล โครม" ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 ในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และผลิตภัณฑ์ของอะเมซอน ช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้แอนดรอยด์บนแท็บเลต เท่ากับปีนี้น่าจะเป็นยุคทองของกูเกิล
11.ภาคการผลิตมองหาแหล่งแรงงานราคาถูกกว่าจีน เพราะแม้จีน จะเคยมีต้นทุนค่าแรงถูกแสนถูก แต่ปัจจุบัน มีตลาดอื่นที่ราคาถูกกว่า อาทิเช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ที่อาจเป็นความหวังใหม่
12.หลีกเลี่ยงโทสะของผู้บริโภค ดูอย่างแบงก์ ออฟ อเมริกา ที่ต้องเลิกเก็บค่าธรรมเนียมเดบิตการ์ดภายใน 2 วัน หลังจากเกิดการประท้วงของลูกค้าบนอินเทอร์เน็ต หรือกรณีของเน็ทฟลิกซ์ ที่ต้องยอมพับแผนแยกธุรกิจเช่าดีวีดีทางไปรษณีย์ กับวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ต หลังถูกกระแสคัดค้านจากผู้ใช้
13.ละตินผงาด ประวัติศาสตร์เปลี่ยนโฉม เพราะยุโรปเข้าสู่โหมดรัดเข็มขัด ขณะที่ละตินอเมริกาเติบโตอย่างมาก อย่างกรณีของอาร์เจนตินาที่เติบโตกว่า 9% เช่นเดียวกับบราซิลที่ยังร้อนแรง
14.แรงต้านสถาบันการศึกษาเน้นฟันกำไร เพราะนักศึกษาไม่พอใจ บวกกับกฎระเบียบของภาครัฐในเรื่องนี้ ทำให้จำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนในสถาบันเหล่านี้ลดลง
เทรนด์สุดท้าย พนักงานภาครัฐต้องดิ้นรนอย่างหนัก เนื่องจากรัฐบาลของประเทศ พยายามปรับลดจำนวนพนักงานลง หลังเผชิญแรงกดดันให้รัดเข็มขัดรายจ่าย ทั้งสหรัฐและยุโรป ทำให้พนักงานรัฐทั้งหลายต้องต่อสู้เพื่อปากท้อง
Trackback(0)
 |