|
เศรษฐกิจ
|
|
พุธที่ 08 กุมภาพันธ์ 2012 |
|

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งและกว้างขวางกว่าการดำเนินงานของอาเซียนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแนวคิดของผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 8 เมื่อปี 2535 โดยมีเป้าหมายให้บรรลุผลภายในปี 2563(ค.ศ.2020) และต่อมาผู้นำอาเซียนได้เร่งเวลาให้เร็วขึ้นเป็นปี 2558 (ค.ศ.2015) พร้อมกับอีก 2 เสาหลักที่เหลือของประชาคมอาเซียน คือทั้งประชาคมความมั่นคงอาเซียน และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน และให้อาเซียนปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานภายในของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีลักษณะคล้ายคลึงกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community : EEC) เพียงแต่ไม่ได้มีเงินสกุลเดียวร่วมกันเหมือนเงินยูโรและไม่ได้มีอัตราภาษีร่วมกันสำหรับประเทศนอกสมาชิก

การรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของอาเซียนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์หลักคือ การนำอาเซียนไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน(Single Market and Production Base)ภายในปี 2558 ซึ่งจะมีความเสรีในการเคลื่อนย้ายด้านสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และรวมทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากยิ่งขึ้นภายในภูมิภาคอาเซียน หรือกล่าวได้ว่าประเทศสมาชิกจะสามารถเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตอย่างเสรี สามารถผลิตที่ไหนก็ได้ ใช้ทรัพยากรการผลิตทั้งวัตถุดิบและแรงงานร่วมกันได้ โดยมีมาตรฐานสินค้า และกฎระเบียบเดียวกัน นอกจากนี้ ภายในปี 2558 นี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศจะต้องลดภาษีการนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละ 80 ที่มีการดำเนินการทางการค้ากันให้เหลือร้อยละ 0-5 ขจัดมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่างๆ และในส่วนของการถือหุ้นของนักลงทุนสัญชาติอาเซียนในธุรกิจภาคบริการนั้น ตามกรอบฯนี้ยังได้ตั้งเป้าหมายให้สามารถเข้ามาถือหุ้นได้สูงสุดถึงร้อยละ 70

AEC จะเอื้ออำนวยให้เกิดตลาดและฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ ที่หลากหลายธุรกิจจะสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันประชากรของอาเซียนมีจำนวนรวมกันราว 597 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจเป็นมูลค่ารวมกันถึง 1.865 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 6 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทย) โดยคาดว่าปี 2555-2558 อาเซียนโดยรวมจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 5-6 ต่อปี และคาดว่าในปี 2558 GDP ของประเทศสมาชิกในอาเซียนรวมกันจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณเกือบ 3,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรในอาเซียนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ/คน/ปี ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่สูงขึ้นของตลาดอาเซียนที่น่าจะเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยในการขยายมูลค่าการส่งออกได้เพิ่มขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดและอุปสรรคที่ลดลง ทั้งในส่วนของข้อจำกัดด้านภาษีและข้อจำกัดที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับสินค้าไทยกับสินค้านอกกลุ่มอาเซียน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามมาภายหลังการรวมตัวเป็น AEC นอกเหนือจากโอกาสทางการตลาดที่ขยายตัวในวงกว้างขึ้นแล้ว ก็คือภาวะการแข่งขันที่คาดว่าจะทวีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นทั้งตลาดภายในประเทศเองและตลาดต่างประเทศ (ซึ่งหมายรวมถึงทั้งตลาดอาเซียน และตลาดอื่นๆ) จากคู่แข่งทั้งในประเทศไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ ด้วย เนื่องจากแต่ละประเทศเริ่มมีความได้เปรียบเสียเปรียบที่ไม่แตกต่างกันมากนักในหลายภาคส่วนโดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนการผลิต ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558
Trackback(0)
 |