การบริหารจัดการ
ศุกร์ที่ 08 กรกฏาคม 2011
พลังของคำพูดเป็นอาวุธที่สำคัญของผู้นำที่ใช้ในการสื่อสารความคิด วิสัยทัศน์ หรือแนวทางในการปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆในองค์กร
ถ้าหัวใจมีความเชื่อในสิ่งที่พูด สมองมีแก่นความคิดที่คมชัด มีทักษะในการแต่งแต้มเนื่อหาด้วยเรื่องราวที่เข้าไปใจของผู้ฟัง ผู้นำก็สามารถจะแปลงคำพูดธรรมดาให้กลายเป็นเสมือนพลังของแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดหัวใจ สมองและมือของผู้ตามให้เดินตามเพื่อสร้างปาฎิหารย์ให้เกิดขึ้นได้
คิดให้ชัดพูดจากหัวใจ ผู้เขียนมีโอกาสเป็นที่ปรึกษาของผู้นำหลายท่านที่ต้องการพัฒนาทักษะในสร้างพลังของคำพูดในการเป็นผู้นำด้วยการสร้างความเชื่อ เจียระไนแก่นความคิดและแต่งแต้มการสื่อสารเข้าไปในใจของผู้ฟังโดยนำเอาบันได 3 ขั้นมาเป็นหลักในการพัฒนาอันได้แก่
1. สร้างความเชื่อ (Belief)
การสร้างความเชื่อที่มาจากใจของผู้นำเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสื่อสาร ถ้าเราสื่อสารจากความอยากไม่ใช่ความเชื่อ ความแรงของการสื่อสารจะเกิดจากต่อมเครียดซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ความกลัวและความคาดหวังซึ่งต่างกับความเชื่อเกิดจากการที่เรามีความมั่นใจและเชื่อมั่นจากหัวใจ เมื่อพลังของความเชื่อมั่นเกิดพลังของคำพูด
ขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากต่อมสุขใจจะทำให้สารแห่งความสุข หรือ Endorphin หลั่งออกมาพลังของความแรงจากหัวใจจะสร้างพลังบวกที่สร้างความเพียรในการหาหนทางให้สิ่งที่เราเชื่อเกิดขึ้นเป็นความจริงโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
2. แก่นของเรื่อง (Structure Thinking)
เมื่อเรามีความเชื่อ พลังพื้นฐานจากภายในจะเกิดขึ้นและเป็นเสมือนลมส่งท้ายที่ทำให้คำพูดของเรามีพลัง แต่ความคมชัดของคำพูดซึ่งเป็นแก่นของเรื่องทำให้คำพูดนั้นสามารถถูกแกะสลักไว้ในรอยหยักของสมองและสามารถจะทำให้เกิดการจดจำได้ในสมองได้อย่างดี
การเล่าเรื่องด้วยโครงสร้างของ Bullet of 3 เป็นระบบความคิดที่มี 3 หัวข้อเพื่อสร้างมุมมองและการขยายความของเรื่องราวที่เราจะสื่อสารให้เกิดความคมชัดยิ่งขึ้น ถ้าเราขยายความมากเกินไปจะทำให้สมองของผู้ฟังไม่สามารถจำได้ แต่ถ้าเราไม่มีมุมมองของการเปรียบเทียบการเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็จะไม่เกิดขึ้น
ผู้นำอย่าง สตีฟ จอบส์ CEO ของ Apple เข้าใจกระบวนการสลักรอยหยักด้วยการนำเสนอแก่นของเรื่องในการใช้ระบบ 3 หัวข้อเพื่อสร้างมุมมองและสลักรอยหยักใหม่เข้าไปในสมองของผู้ฟัง และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งถ้าผู้นำที่รู้จักการเล่าเรื่องในมิติของผู้ฟังตลอดจนถ้าสามารถเข้าใจอุปนิสัยพื้นฐานของผู้ฟังด้วยแล้วจะสามารถเตรียมการเล่าเรื่องอย่างตรงกับสิ่งที่ผู้ฟังอยากฟังมากขึ้นและการเข้าไปในใจก็จะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย
3.แต้มความประทับใจ (Paint the Moment of Truth experiences)
เมื่อความเชื่อด้วยหัวใจที่เต็มร้อย เมื่อเข้าใจเแก่นของเนื้อหาในมุมมองของผู้ฟังด้วยความคิดที่เป็นระบบ จะเป็นเสมือนการ Focus การเล่าเรื่องในมุมที่ผู้ฟังอยากฟังด้วยความเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจ แต่ถ้าเราสามารถแต่งแต้มความประทับใจด้วยการสื่อสารในมิติของผู้ฟังด้วยแล้ว การสื่อสารที่ประทับเข้าไปในสมองและเข้าไปในใจก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ถ้าเราแบ่งคนตามอุปนิสัยพื้นฐานเชิงความถนัดเชิงอัจฉริยภาพทางสมอง หรือที่เราเรียกว่า Whole Brain Communication เราสามารถแต่งแต้งสีสันตามรอยหยักในสมองนั่นก็คือถ้าผู้ฟังเป็นนักวิเคราะห์ หรือถนัดใช้สมองด้านซ้ายบน การแต่งแต้มเรื่องราวด้วยตัวเลขเหตุและผล ตลอดจนกราฟที่เห็นการเปรียบเทียบเด่นชัดจะเป็นความสนใจของนักวิเคราะห์กระหายที่จะได้ข้อมูล
ถ้าผู้ฟังเป็นนักจัดการ หรือถนัดใช้สมองด้านซ้ายล่าง การลงรายละเอียดด้วยวิธีการ พูดถึงกระบวนการจัดการที่คมชัดลึกจะเป็นเรื่องราวที่นักจัดการสามารถรับและนำไปสร้างเป็นกระบวนการจัดการที่เป็นระบบ
ถ้าผู้ฟังเป็นนักประสานใจ หรือถนัดใช้สมองด้านขวาล่าง การเข้าถึงจิตใจและสามารถสัมผัสความรู้สึกจะเป็นการสะกิดความสนใจได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ ส่วนถ้าผู้ฟังเป็นนักกลยุทธ์ หรือถนัดการใช้สมองด้านขวาบน การสร้างภาพในการสื่อสารเพื่อต่อยอดความคิดทางด้านจินตนาการ นักกลยุทธ์จะมองเห็นภาพและโยงใยความสนใจด้วยมุมมองภาพรวมร่วมกัน
ถ้าผู้นำมีรากแก้วของความเชื่อที่หยั่งรากไปในระดับจิตใต้สำนึกจะเป็นจิตพื้นฐานที่เป็นขุมพลังในเป็นลมส่งท้าย การเจียระไนเพื่อตกผลึกทางความคิดก็จะสร้างแรงดึงดูดของการจดจำ การแต่งแต้มความประทับใจด้วยเรื่องราวที่ถูกกับความถนัดเชิงความคิดก็จะสามารถหยั่งลึกเข้าไปในหัวใจของผู้ฟัง...พลังของคำพูดก็สามารถสร้างความมหัศจรรย์ที่ทีมงานจะช่วยกันสร้างฝันให้เกิดขึ้นจริง
As the woman from the video says:
"I wrote the same...
but in different words."
โดย...กฤษณ์ รุยาพร
Trackback(0)
Comments for The Power of Words