การบริหารจัดการ
พฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2011
การปลดปล่อยพลังแห่งอัจฉริยภาพ มนุษย์นั้นใช้พลังความสามารถที่มีอยู่ในตัวไม่ถึง 10% แต่ก็มีผู้นำที่ประสบความสำเร็จ สามารถจะปลดล็อกและสะกิดศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมาสร้างพลังแห่งอัจฉริยภาพที่สามารถทำสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ให้เป็นไปได้
ความสามารถในการบริหารการใช้สมองหรือที่เราเรียกว่า Multi-Dimension Whole Brain Management อย่างถูกจังหวะถูกเวลาเป็นการบริหารขุมพลังในชีวิตที่สำคัญ เพราะถ้าเรารู้จักสิ่งที่เรามีและเลือกใช้ให้ถูกเวลาและถูกจังหวะ เราก็สามารถปลดปล่อยพลังแห่งอัจฉริยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บันได 5 ขั้นที่ผู้เขียนใช้เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้นำสายพันธุ์ใหม่หลายท่านสามารถสะกิดและปลดปล่อยพลังที่อยู่ในตัวเราเองตลอดจนทีมงานที่สามารถจะมาเสริมดวงเราก็คือ
1.รู้จักต่อมพลังแห่งความสุข
เมื่อเรารู้จักว่าเราเป็นใครและต่อมพลังชีวิตอยู่ที่ใดจะเป็นจุดกำเนิดในการเข้าใจพลังแห่งอัจฉริยภาพที่แฝงอยู่ในตัวเราที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ผู้นำบางคนจะมีสัญชาติญาณพิเศษที่มองภาพรวมของวิกฤตและมองเห็นโอกาสได้เสมอในขณะที่คนอื่นมองเป็นภัยอันตราย แต่ถ้าเขาใช้อัจฉริยภาพของสมองซึกขวาบนที่โดดเด่นนี้ไม่เป็นแต่ใช้สมองซ้ายบนทางด้านตรรกะวิทยา ว่ามันเคยทำได้ไหมและมองตัวเลขกำไรขาดทุนเข้ามาแต่เริ่มต้น โอกาสทองนั้นอาจจะหลุดมือไป
ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะเข้าใจศักยภาพของต่อมพลังในสมองนี้และพยายามทำความเข้าใจตนเองว่าต่อมสุขใจของตัวเองอยู่ที่ใดและทำอย่างไรที่จะดึงและบริหารอัจฉริยภาพในสมองให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างลงตัว ทีมงานของผู้เขียนได้ใช้เทคโนโลยี่ในการหาความถนัดเชิงอัจฉริยภาพในสมองที่เรืยกว่า Multi-Dimension Intelligence Profile Technology เพื่อเป็นกระจกสะท้อนถึงการเข้าถึงธรรมชาติของพลังแห่งอัจฉริยภาพของผู้นำแต่ละคน
ในขณะเดียวกันผู้นำแต่ละคนก็จะมีต่อมเครียดที่เป็นเสมือนจุดที่เมื่อเราสะกิดนำมาใช้จะเกิดอารมณ์ลบและสามารถจะกลายเป็น Toxic หรือมลพิษทางอารมณ์ได้ถ้าเราเร่งใช้มันอย่างไม่เท่าทันเปรียบเสมือนควันพิษที่สามารถออกมาได้และเมื่อเราใช้ไปนานๆ อาจจะกลายเป็นสารพิษที่สะสมในร่างกายและก่อเป็นโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
2.เพิ่มแรงบันดาลใจและลดแรงโน้มถ่วงในใจ
มีผู้บริหารท่านหนึ่งเคยมาปรึกษาว่าเขาใกล้จะเกษียณอายุแล้วแต่ระหว่างทางเดินไปหาความสำเร็จเขาจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต พลังชีวิตในการทำงานแต่ละวันรู้สึกเหือดหายไป รู้สึกหงุดหงิดง่ายกับตัวเองและคนรอบข้าง มีอาการปวดหลังเป็นไมเกรน น้ำหนักตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อทีมของผู้เขียนได้ทดสอบความถนัดเชิงอัจฉริยภาพของผู้บริหารท่านนี้ทั้งในด้านอุปนิสัยพื้นฐานซึ่งเป็นต่อมพลังแฝงที่อยู่ภายในและมักจะขับเคลื่อนด้วยจิตใต้สำนึกที่เปรียบเสมือนยักษ์สีเขียวที่หลับไหลอยู่ภายใน
ปรากฎว่าผลการทดสอบเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารท่านนี้มีขุมพลังที่เป็นนักคิดมองภาพรวมที่เป็นระบบอย่างสร้างสรรค์และมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความหวังดีต่อทุกคนที่อยู่รอบข้างได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ที่น่าเสียดายขุมพลังที่มีอยู่กลับเป็นเสมือนยักษ์หลับที่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะทุกวันเขามัวง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาเดิมๆ และวางแผนติดตามผลลัพธ์ที่วางเป็นหมายไว้ที่เป็น Routine เหมือนกันทุกวัน ทำให้ทุกวันจะหงุดหงิดง่ายกับการไม่ได้ดั่งใจของทีมงานที่รายล้อมอยู่รอบๆ
เมื่อผู้บริหารท่านนี้เห็นภาพของเขาที่ทำในงานที่เปรียบเสมือนครูไหวใจร้ายที่คอยจิกว่ารายได้ถึงเป้าที่วางไว้หรือยัง และแก้ปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งแตกต่างจากซึ่งอุปนิสัยพื้นฐานที่เขามีความสุขเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของการเป็นลมส่งท้ายให้ทีมงานเจริญเติบโตและมองภาพรวมร่วมกัน
ผู้เขียนจึงได้ให้ผู้บริหารท่านนี้ตรวจสอบอารมณ์ว่าต่อมพลังด้านไหนที่ทำแล้วเป็นการเพิ่มแรงบันดาลใจและต่อมไหนที่เป็นเสมือนแรงโน้มถ่วงที่คอยกระตุกกลับและสร้างความเครียดและพลังลบในการเดินทาง เมื่อผู้บริหารท่านนี้ใช้เวลา 2-3 อาทิตย์ในการตรวจจับอารมณ์ตัวเองก็ถึงบางอ้อที่ว่า งานที่ทำทุกวันนี้ไม่ได้เสริมต่อมสุขใจที่เขามีอยู่ในตัวเลย แต่กลับเป็นเสมือนกุญแจล็อกเขาให้ติดกับดักในกรงแก้วที่ไม่สามารถแสดงออกได้ถึงพลังแห่งอัจฉริยภาพที่เขามีอยู่
เขาจึงมาปรึกษากับผู้เขียนว่าเวลาทีเหลืออีกไม่ถึงปี ถ้าเขาจะกล้าเปลี่ยนแปลงและทำสิ่งที่เขาสนุกในงานที่ทำจะสายเกินไปไหม และเขาสามารถจะสร้างสิ่งดีๆและคุณค่าให้กับองค์กร ทีมงานกับต่อมสุขใจที่เขาค้นพบได้หรือไม่
เราจะมาดูถึงบันไดอีก 3 ขั้น ในการช่วยสร้างเป้าหมายแห่งแรงบันดาลใจ การสนุกกับทุกก้าวที่เดินพร้อมเทวดาและเทพธิดาที่รู้ใจตลอดจนการพลิกอุปสรรคให้กลายเป็นโอกาสทองของชีวิตของผู้บริหารท่านนี้ ที่ใช้เวลาแค่ 1 ปีแต่สามารถสร้างคุณค่าและกลายเป็นลมใต้ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ และสร้างความรักและการพัฒนาคนรอบข้างมากมาย
เรื่องการสร้างวิถีผู้นำที่ช่วยปลดปล่อยพลังแห่งอัจริยภาพด้วยทีมงานที่สามารถเสริมสิ่งที่เราขาดจะเป็นหนทางในการสร้างแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการเก็บเกี่ยวความสุขในการสร้างบรรยากาศเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคในการสร้างความสำเร็จอย่างมีความสุข
เมื่อเรารู้จักต่อมสุขใจและต่อมเครียดทั้งยังสามารถวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบอารมณ์ ว่าต่อมพลังด้านไหนที่ทำแล้วเป็นการเพิ่มแรงบันดาลใจ และต่อมไหนที่เป็นเสมือนแรงโน้มถ่วงที่คอยกระตุกกลับในสร้างความเครียดและพลังลบในการเดินทางก็จะทำให้เรารู้ธรรมชาติของตัวเราได้ดีขึ้นซึ่งเปรียบเสมือนบันได 2 ขั้นแรก ในการปลดปล่อยศักยภาพที่เราซ่อนเร้นอยู่ภายใน
บันไดขั้นที่ 3 คือการสร้างวิถีทางเดินที่สร้างพลังแห่งแรงบันดาลใจ
ความเชื่อและความศรัทธาเป็นรากฐานสำคัญที่ก่อกำเนิดพลังแห่งแรงบันดาลใจ ผู้เขียนมีโอกาสพาผู้บริหารที่เหลือเวลาอีก 1 ปีจะเกษียณอายุไปผจญภัยบนขุนเขาร่วมกับคุณวิทิตนันท์ โรจนพานิช ที่เข้าใจการใช้ธรรมชาติมาเป็นส่วนร่วมในการที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองถึงความซับซ้อนของธรรมชาติที่อยู่รายล้อมเราเป็นพรสวรรค์ซึ่งทำให้คุณวิทิตนันท์สามารถเป็นคนไทยคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์
ทีมของผู้เขียนได้วางแผนร่วมกับคุณวิทิตนันท์ให้ผู้บริหารท่านนี้นำทีมงานที่มีส่วนเป็นเสมือนเทวดาและเทพธิดาที่ไปสนับสนุนจุดอ่อนให้ผู้บริหารไม่อยากทำ ทีมงานของผู้บริหารได้มีโอกาสทำแบบสอบถามความถนัดเชิงอัจฉริยภาพและตรวบสอบแล้วว่าเขาเหล่านั้นสามารถมาประสานมุมที่ผู้บริหารท่านนี้มีต่อมเครียด ผู้บริหารท่านนี้ต้องใช้ต่อมเครียดทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน นั่นก็คือการแก้ปัญหาและการวางแผนแต่กลับทำให้สุขภาพย่ำแย่ลง
เมื่อรายล้อมด้วยทีมงานที่มีต่อมสุขใจในด้านการแก้ปัญหาและวางแผนทำให้ผู้บริหารท่านนี้เน้นการใช้ต่อมสุขใจในด้านการมองภาพรวมและใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยหัวใจที่เมตตาอย่างเต็มที่ การขึ้นสูงขุนเขาที่สูงขึ้นความเบาบางของอากาศและความเหนื่อยในการก้าวข้ามสู่ความสูงที่ไม่คุ้นเคยทำให้ผู้บริหารทั้งทีมต้องเอาจิตดั่งเดิมซึ่งเป็นอุปนิสัยพื้นฐานที่อยู่ในระดับจิตใต้สำนึกมาใช้ขับเคลื่อนชีวิตบนความสูงที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน
บันไดขั้นที่ 4 ก็คือการชื่นชมตัวเองและสร้างรอยยิ้มในทุกก้าวที่เดิน
การชื่นชมตัวเองด้วยรอยยิ้มจากใจของทุกคนในทีมเป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองและทีมงานดั่งแนวคิดที่ว่า “Win Small and Win Often” การฟังและชื่นชมจากสมองและหัวใจเป็นการเพิ่มแรงบันดาลใจและความศรัทธาในแต่การเดินทางเพื่อก้าวสู่ความสูงที่มากขึ้น
ผู้เขียนจะสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัดถึงความพร้อมของวุฒิภาวะของผู้นำหรือที่เราเรียกว่า Maturity Fitness ที่แข็งแกร่งทั้งร่างกาย สมองและหัวใจ หากผู้บริหารใช้ศักยภาพให้ถูกกับอุปนิสัยพื้นฐาน พลังของต่อมสุขใจก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งสูงขึ้นบนขุนเขาผู้บริหารที่เป็นพี่ใหญ่แม้จะอายุ 59 ปีแล้ว แต่กลับดูเหมือนว่ายังจะมีพลังงานอย่างเหลือเฟือจนสามารถนำทีมไปได้ชนิดว่ามีรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุข
ในขณะเดียวกันทีมงานที่ถูกบรรจงเลือกสรรค์จากแบบสอบถามความถนัดเชิงอัจฉริยภาพเมื่อบทบาทในทีมถูกกับต่อมสุขใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาและวางแผนอย่างเป็นระบบทำให้ทั้งทีมมีความสนุกและมีความสุขในการเดินทางอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ทีมงานเล่นบทบาทบู๊ในการเดินทาง พี่ใหญ่ก็สามารถเล่นบทบาทบุ๋น หรือเป็นผู้นำทางความคิด Thought Leader ในการมองภาพรวมเพื่อวางวิถีแห่งการเดินทางที่มีทั้งความสนุก ท้าทายและเป็นไปได้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาในทีมงานและเป้าหมายร่วมกัน
บันไดขั้นที่ 5 สร้างบรรยากาศที่ต่อยอดความเก่งเพื่อก้าวข้ามอุปสรรค
อุปสรรคเป็นบ่อเกิดแห่งการเรียนรู้ที่สำคัญ ถ้าเราสามารถสร้างกระบวนการต่อยอดที่ใช้พลังแห่งอัจฉริยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ การรวมพลังทีมงานเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคสามารถสร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
ผู้บริหารพี่ใหญ่ท่านนี้ไม่เคยคิดว่าสามารถขึ้นมาสู่ความสูงขนาดเทียมเมฆนี้ได้ และจริงๆ แล้วผู้เขียนและคุณวิทิตนันท์สังเกตเห็นได้ชัด ว่าระหว่างทางในช่วงใกล้ถึงยอดเขา ผู้บริหารท่านนี้เกิดอาการแพ้ความสูงแต่เมื่อเราปรับ Focus ให้เขาเป็นบทบาท Creative Photographer หรือตากล้องที่ต้องสร้างสรรค์ภาพที่ไม่เหมือนใครไม่มีใครเหมือนทำให้พลังแห่งศักยภาพหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมาและสร้างภูมิต้านทานที่สามารถเปลี่ยนจาก Maturity sickness ให้กลายเป็น Maturity Fitness ได้อย่างทรงพลัง
การมองภาพรวมอย่างสร้างสรรค์เป็นบทบาทตากล้องที่ผู้บริหารท่านนี้ได้ใช้ตลอดทางสูงยอดเขา เมื่อมีทีมงานที่ช่วยเป็นลมส่งท้ายวางแผนและแก้ปัญหาทำให้เขาสามารถปลดปล่อยความเก่งอย่างมีความสุข บทเรียนของ Self-Reflection จากการผจญภัยทำให้บริหารท่านนี้รู้จักตัวเองมากขึ้น และมีความเชื่อมั่นว่าถ้าเขาเล่นบทบาทนี้ในอีก 1 ปีที่เหลือในการทำงานด้วยทีมที่รู้ใจเขาจะมีความสุขในชีวิตมากขึ้น และยังสร้างคุณค่าและความเชื่อมั่นในทีมงานมากขึ้นด้วย
ผู้เขียนมีโอกาสเจอผู้บริหารท่านนี้ ปรากฏว่าเขากลับได้ต่อสัญญาในการเป็นที่ปรึกษาซึ่งเป็นบทบาทที่เขาชอบและยังสามารถสอนประสบการณ์ที่สั่งสมมาให้กับน้องๆ อย่างเมตตา น้องๆ ผู้บริหารพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเมื่อพี่ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ พี่เปลี่ยนเป็นคนละคน พลังแห่งความรักและเมตตาที่จะช่วยสอนให้น้องได้ดีเป็นเสมือนการปลดล็อคศักยภาพของพี่ที่ไม่ได้ใช้ให้หลั่งไหลออกมาเมื่อน้องได้รับสิ่งดีๆ น้องก็อยากให้พี่อยู่เคียงข้างเป็นพี่เลี้ยงในบทบาทใหม่อย่างน่าชื่นชม
Trackback(0)
Comments for Unlock Your Human Potential