![]() |
ไร… ภัยนอนเต็นท์
เพิ่งผ่านวันหยุดยาว หลายคนอาจเพิ่งกลับมาจากเที่ยวป่า เที่ยวภูเขา…
ข่าวล่าสุด มีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวป่าหน้าหนาวให้ระวัง 2 โรคร้าย “มาลาเรีย” และ “สครับไทฟัส” สำหรับโรคมาลาเรียหรือไข้ป่าจากยุงก้นปล่อง คงคุ้นเคยกันดี แต่สำหรับโรค “สครับไทฟัส” ที่เกิดจากตัวไรอ่อนกัดในร่มผ้า นี่คืออะไรกันหว่า ?
โรคสครับไทฟัสพบผู้ป่วยจำนวน 2,152 ราย แหล่งที่พบอันดับ 1 คือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ …
นายแพทย์ ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายว่า โรคสครัปไทฟัส เกิดจากตัวไรอ่อน (chigger) กัด ซึ่งในตัวไรอ่อนจะมีเชื้อริกเกตเชีย (Rickettsia orientalis) เชื้อนี้อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของไรหลายชนิด เมื่อไรแก่จะวางไข่ไว้บนดินและฟักเป็นตัวอ่อน ขนาดเท่าปลายเข็มหมุด มีสีส้มอมแดง มองเห็นด้วยตาเปล่า ไรอ่อนจะอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ ตามทุ่งหญ้า หรือชายป่า ป่าโปร่ง พุ่มไม้เตี้ยๆ หรือพื้นที่ป่าละเมาะ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นป่าทึบแสงแดดส่องไม่ถึง
จุดที่ไรอ่อนมักชอบกัด คือ ในบริเวณร่มผ้า ได้แก่ อวัยวะสืบพันธุ์ ขาหนีบ เอว ลำตัว รักแร้ และคอ ผู้ที่ถูกไรอ่อนกัด ร้อยละ 30 จะพบแผลบุ๋มคล้ายโดนบุหรี่จี้ (Eschar) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ตรงกลางรอยแผลจะเป็นสะเก็ดสีดำ ส่วนรอบๆ แผลจะแดง หลังถูกกัดประมาณ 10-12 วัน จะมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการทางปอดและสมอง ควรรีบไปพบแพทย์
การป้องกัน ผู้ที่เดินทางไปป่า หรือนอนเต็นท์ ควรใส่รองเท้า สวมถุงเท้ายาว หุ้มปลายขากางเกงไว้ และเหน็บปลายเสื้อเข้าในกางเกง ใส่เสื้อแขนยาวปิดคอ ใช้ยากันแมลงกัดตามแขนขา แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในรายที่มีผิวหนังถลอกหรือมีแผล และไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ เพราะเด็กอาจเผลอขยี้ตา หรือหยิบอาหารจับใส่ปาก ทำให้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายเป็นอันตรายได้ การทาครั้งหนึ่งออกฤทธิ์นาน 4 ชั่วโมง
![]() |
หลังออกจากป่า ให้อาบน้ำให้สะอาดพร้อมนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักให้สะอาดทันที เพราะตัวไรอาจติดมากับเสื้อผ้าได้ ส่วนการตั้งค่ายพักในป่า ควรทำบริเวณค่ายพักให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่งและนอน บริเวณพุ่มไม้ ป่าละเมาะ ฯลฯ
รู้แล้วก็พึงระวังไว้ …ทริปหน้าเที่ยวไกล จะได้ไม่กลัวโรค..
1,250 ก.ม. ปั่นสู้มะเร็งปากมดลูก
ผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยถึงวันละ 7 คน !!!
ความจริงข้อนี้ ทำให้มีแคมเปญรณรงค์เรื่องมะเร็งปากมดลูกออกมามากมาย หนึ่งในนั้นคือ โครงการ “The Tour of Hope -Fight for Cervical Cancer” กิจกรรมการกุศลประจำปี เพื่อรณรงค์ให้สตรีไทยตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย นำทีมโดย มิสเตอร์ ฮานส์ บ๊อก รองประธานและผู้อำนวยการการแพทย์เอเชีย-แปซิฟิก แกล็กโซสมิทไคล์น (จีเอสเค) ไบโอโลจิคอลส์ และทีมนักปั่นจักรยานจากนานาชาติในโครงการเดอะ ทัวร์ ออฟ โฮป (The Tour of Hope)
จังหวัดเชียงรายเป็นจุดสตาร์ตของการปั่นมาราธอน รวมระยะทาง 1,250 กิโลเมตร โดยมีปลายทางที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร งานนี้สามารถระดมเงินทุนได้มากถึง 1 ล้านบาท มอบให้องค์การจาไปโก้ (JHPIEGO) องค์กรด้านการกุศลของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ นำไปสนับสนุนโครงการให้ความรู้แก่หญิงไทยเรื่องป้องกันมะเร็งปากมดลูก รวมถึงสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย
![]() |
แก้…ท้องผูก !
ปกติ คนเราถ่าย 3 ครั้งต่อวัน … อาหารจะใช้เวลาในลำไส้ใหญ่ประมาณ 24-30 ชั่วโมง
อาการท้องผูกอาจไม่มีสาเหตุ หรือมีสาเหตุจากโรคของระบบต่อมไร้ท่อ ระบบการเผาผลาญ ระบบประสาท โรคของลำไส้ใหญ่ หรือยาต่างๆ ฯลฯ ซึ่งอาการท้องผูกที่ไม่พบโรค มี 2 สาเหตุ ได้แก่ การเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นไปอย่างเชื่องช้า (slow transit time) หมายถึง การบีบตัวของลำไส้มีน้อย หรือไม่ปกติ พบใน 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังที่ไม่เป็นโรค เมื่อลำไส้ใหญ่ไม่ค่อยบีบตัว อาหารและน้ำจะอยู่ในลำไส้ใหญ่นาน ทำให้ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายมาก
อีกสาเหตุหนึ่งคือ ปัญหาของการเปิดรูทวาร หมายถึง การเบ่งของลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (rectum) พบประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ จะเกิดร่วมกับปัญหาแรก
สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของการถ่ายอุจจาระอย่างไม่ทราบสาเหตุ ต้องได้รับการตรวจลำไส้อย่างละเอียด เพื่อดูว่าสาเหตุของท้องผูกไม่ใช่โรคมะเร็งของลำไส้ใหญ่
วิธีการรักษา แพทย์มักเริ่มต้นให้ยาที่เป็นกากมากๆ ก่อน แต่หลักของการกินกาก จะต้องผสมน้ำมากๆ แต่ดื่มน้ำตามไปด้วย ส่วนวิธีการอื่นๆ ได้แก่ การตรวจดูการบีบตัวของลำไส้ การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวาร ฯลฯ
ยังไงป้องกันไว้ก่อนดีกว่า ง่ายๆ ด้วยการกินผัก-ผลไม้ที่มีกากมากๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เช็กทุกครั้ง…เมื่อออกกำลัง !
สาวๆ ที่ต้องการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ไม่ง้ออุปกรณ์ “การวิ่งจ็อกกิ้งและเดินธรรมดา” ดูเป็นทางเลือกที่ลงตัวสุดๆ แต่ถ้ากีฬายอดฮิตสำหรับสร้างความยืดหยุ่นร่างกาย ต้องยกให้ “โยคะและพิลาทีส” ในขณะที่สาวไฮเปอร์ที่ชอบเรียกเหงื่อและ
สร้างความแข็งแกร่งทั้งแขน ขา หน้าท้อง ก็ต้อง “ปั่นจักรยานและชกมวย” ส่วน
“แอโรบิกและว่ายน้ำ” ช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุล ไม่เจ็บปวดเมื่อย แต่ถ้าสาวๆ คนไหนมีทักษะและชอบความเสี่ยง ลอง “แชร์บอลและเทนนิส”
แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกออกกำลังแบบไหน…นิตยสารมาดาม ฟิกาโร แนะนำให้จดจำสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้การออกกำลังได้ประโยชน์อย่างแท้จริงดังนี้
- อัตราการเต้นของหัวใจ ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์
- ผสมผสานการออกกำลังเข้าด้วยกัน เมื่อเหนื่อยก็ลองเปลี่ยนทำอีกท่าหนึ่งที่เหนื่อยน้อยกว่า อย่าฝืนทำอย่างจริงจังอยู่ตลอด การหยุดพักเมื่อรู้สึกแย่จะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บได้ดี
- ไม่ว่าจะเลือกออกกำลังแบบไหน สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้สึกดีกับมัน เพียงแต่ดูบุคลิกของตัวเอง และเลือกในสิ่งที่ชอบย่อมทำให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพสูงสุด
- ถ้าหากว่าออกกำลังแล้ว รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพอ ท่าทางไม่สวยเหมือนคนอื่น ควรหยุดคิดมาก ทำแบบสบายๆ ผ่อนคลายช้าๆ
คอลัมน์ HEALTH
โดย เกด-ริน






















