เราเริ่มเห็นว่า แผนการของคนคนหนึ่งผู้หนีโทษในต่างประเทศ ที่ต้องการสร้างความแตกแยกในสังคม เพื่อกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนความสนใจต่อคดีของตัวกำลังประสบความสำเร็จ กลุ่มคนกำลังแตกแยกกัน โกรธกันมาก เกลียดกันมากขึ้น ใช้วิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งน่าเป็นห่วงว่า วิธี “ตาต่อตา” จะทำให้สังคมมืดบอดไปได้
ขณะนี้ คนไทยเริ่มมีทางเลือกน้อยลง มองไปข้างหน้า ระหว่าง รัฐประหาร พันธมิตร และระบอบทักษิณ ดูเหมือนอยากจะเลือกกันด้วยวิธีวัดความสูญเสีย ว่า วิธีใดสูญเสียน้อยที่สุด แต่ก็น่าจะประเมินความสูญเสียให้เปรียบเทียบได้ ขณะที่ 19 กันยายน 2006 มีคนบอกว่า “ทักษิณโกง 5 ปี นับแสนล้านบาท ยังเสียหายไม่เท่าที่ปฏิวัติครั้งเดียว” และครั้งนี้ ก็บอกว่า “ทักษิณโกง 5 ปี นับแสนล้านบาท ยังเสียหายไม่เท่ายึดสนามบิน”
ความจริงปรากฏว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2006 ถือเป็นกรณีพิเศษ สังคมโลกไม่ยอมรับ การล้มล้างประชาธิปไตย เพื่อเข้าสู่อำนาจเข้าด้วยอาวุธและความรุนแรง คนไทยก็ไม่ยอมรับ แต่กรณี 19 กันยายน ไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยเห็นได้ชัดว่า 1. ไม่ได้เป็นการกระทำเพื่ออำนาจและประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด อยู่เพียงเพื่อล้างอำนาจมืดชั่วคราว แล้วประมาณ 1 ปี ก็ลงจากอำนาจ เพื่อคืนอำนาจสู่ประชาชน
2. บริหารบ้านเมืองแบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” ในช่วงที่โลกกำลังเป็นลูกโป่งพองตัว ลงทุนเกินตัว กู้เงินเกินตัว ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญวิกฤติการเงินเหมือนประเทศหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเราก็บอกกับทุกคนได้อย่างภาคภูมิใจ ว่า เรามีหลักการ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระเจ้าอยู่หัวอยู่ในใจของเรา
รัฐบาลขิงแก่ได้เลิกบริหารเงินแบบเป่าลูกโป่ง สร้างหนี้ ซุกหนี้ ซ่อนหนี้ ลดตั๋วเงินคลังลงเกือบ 1 แสนล้านบาท ล้างหนี้กองทุนน้ำมัน 1 แสนล้านบาท ไม่มีการซุกซ่อนหนี้เหมือนก่อน หนี้รากหญ้าก็ไม่ได้เพิ่มเติม เราจึงรอดพ้นวิกฤติการเงิน หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในรอบนี้
จึงกล่าวได้ว่า การรัฐประหาร 19 กันยายน 2006 ไม่ได้หาประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้สร้างความเสียหายให้บ้านเมือง กลับได้ช่วยให้ประเทศพ้นวิกฤติเมื่อโลกลูกโป่งแตกอีกด้วย กลับมาเทียบการโกงของรัฐบาลระบอบทักษิณนับแสนล้านบาท กับการยึดสนามบินก็เสียหายนับแสนล้านบาท ก็อาจจะเป็นการเปรียบเทียบคนละมิติ
การโกงนับแสนล้านบาทของระบอบทักษิณนั้น เป็นเฉพาะส่วนที่เข้ากระเป๋า อาทิเช่น การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งพรีเพด เกือบแสนล้านบาท ภาษีสรรพสามิต การที่อาจจะไม่คืนสินทรัพย์ให้ ทศท. เมื่อสิ้นอายุสัมปทาน ฯลฯ แต่ส่วนที่เข้ากระเป๋าชาวพันธมิตร “ติดลบ” แต่ละคนควักออกมาด้วยความเสียสละ ทั้งเวลา เงิน ไม่ได้หวังอะไร แต่หวังให้มาตรฐานคุณธรรมดีขึ้น และหวังอนาคตที่ดีขึ้นของลูกหลานเรา
ซึ่งหากจะเทียบในด้านผลกระทบ “ระบอบทักษิณ” ทำให้ชาติเสียหายมากกว่าเฉพาะส่วนที่เข้ากระเป๋า มูลค่ากิจการของ ทศท. และ กสท หายไปเกือบหมดแล้ว ไปอยู่ในกระเป๋าเอกชนหมดแล้ว รุกต่อไปก็เป็นการบินไทย กำลังขาดทุนเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่ภาครัฐก็คอยสนับสนุนสายการบินไทยแอร์เอเชียเป็นระยะๆ จนจำนวนการบินของไทยแอร์เอเชียที่สุวรรณภูมิเริ่มใกล้เคียงกับการบินไทยแล้ว !! มูลค่าแต่ละองค์กรที่สูญเสียก็นับแสนล้านบาท
การต้องเลี้ยงพรรคพวกพันธุ์เดียวกัน ก็ทำให้เกิดการคอร์รัปชันต่างๆ มากมาย ทั้งโครงการ CTX กล้ายาง สุวรรณภูมิ สัญญาจีทูจี รถดับเพลิง รถเมล์ 6 พันล้านบาท ฯลฯ อีกนับแสนล้านบาทเช่นกัน
สิ่งที่เป็นปัญหาหนักมากเกินกว่าที่จะประเมินเป็นตัวเลขได้ คือ การปกปิดความจริง คุมสื่อด้านเดียว ลดค่านิยมและมาตรฐานคุณธรรม ทำให้คนรู้สึกว่า ยิ่งโกงมาก มีอำนาจมาก จะทำอะไรก็ได้ สังคมที่โกงได้โกงเอา จะลำบากกันเพียงใด จะมีต้นทุนการรักษาความสงบ ความถูกต้องอีกเท่าใด
รัฐบาลระบอบทักษิณ บริหารงานช่วยคนจน ให้ “จนต่อไป” เอาไว้เป็นพวก แม้ปากจะอ้างว่าเป็นรัฐบาลขวัญใจคนจนชาวรากหญ้า แต่กระบวนการทำงาน เป็นดังการหลอกเด็กด้วยขนมหวาน ให้ก่อหนี้ง่ายขึ้นจนเกินตัว ส่งเสริมมือถือเอารายได้เข้าตัว ส่งเสริมการพนันผ่านหวยบนดิน เป็นการเก็บภาษีเพิ่มจากคนจนอย่างแยบยล (เช่นเดียวกับรัฐบาลจีนในอดีต หาวิธีเก็บภาษีโดยการขายหวย) รัฐบาลท่านบริหารงานมานาน คนจนก็ยังจนเหมือนเดิม หลายคนมีหนี้มากขึ้น และต้องรอพึ่งน้ำเลี้ยงจากนักการเมืองต่อไป การบริหารให้คนยังจนอยู่เพื่อรักษาอำนาจ ก็ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลกับบ้านเมือง
รัฐบาลระบอบทักษิณ บริหารโดยทำให้ “คนดีท้อใจ” การที่ประชาชนคนบริสุทธิ์ออกมาต่อสู้ยาวนาน จนถึงขั้นยึดทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลมีชนักติดหลัง ก็ไม่พร้อมจะจัดการ แต่วิธีดีที่สุด คือพยายามเข้าใจว่า มาเรียกร้องอะไร ตอบเขาได้ไหม น่าจะตอบให้โปร่งใส เข้าใจตรงกันทุกคน ให้ความดี ความจริง ชนะ ซึ่งอาจเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ได้ แต่ไม่ใช่ใช้อำนาจรัฐปกปิดด้วยการสื่อความข้างเดียว สร้างภาพ “ผู้มีอำนาจ” และ “ผู้รู้ทัน” ตามใจผู้มีอำนาจ แล้วยังปล่อยให้มีการยิงระเบิดเข้าทำร้ายผู้ชุมนุมแทบทุกคืน ราวกับการทยอย “ยิงตัวประกัน” ให้ผู้เรียกร้องอย่างบริสุทธิ์ใจต้องท้อแท้ใจ
ประเทศที่เขาเจริญและให้เกียรติปัญญาประชาชน เขาจะไม่เลือกใช้วิธีปกปิดบิดเบือน เพราะเขารู้ว่า มันจะบานปลายได้ และชาติจะเสียหาย เมื่อมีข้อสงสัย บิล คลินตัน ก็ต้องยอมให้ซักฟอกซักถาม โทนี แบลร์ ก็ต้องยอมให้ซักฟอกกรณีตามอเมริกาต่อปัญหาอิรัก ผู้นำญี่ปุ่นหรือเกาหลีพร้อมจะลาออกเมื่อยากที่จะอธิบาย เพราะไม่พร้อมที่จะให้ชาติเสียหายจากการปกปิดบิดเบือนด้วยอำนาจรัฐ
ที่เขาคิดกันได้อย่างนั้น เพราะสำหรับประเทศ เป็นเรื่องที่ถูกต้องชัดเจน เว้นแต่ การต้องอยู่ในอำนาจรัฐ เป็นไปเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือปกปิดความผิดส่วนตัว จึงยอมเสียสละประเทศชาติไทยไม่ว่าจะเสียหายเท่าใด เพียงเพื่อปกปิดความผิดตัวเองเท่านั้น !!
ในฐานะนักโทษชายหนีอาญา ทักษิณกลับ ตำหนิประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลระบอบทักษิณไม่เคยโต้ตอบเพื่อปกป้องประเทศชาติ แต่เมื่ออังกฤษถอนวีซ่า คนในพรรครัฐบาลจะสอบถามรัฐบาลอังกฤษ !! การที่นักโทษชายจะโฟนอินเข้ามา ไม่ตอบศาล ไม่สู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ไม่เปิดรายละเอียดให้ครบถึงสาเหตุในการตัดสินคดี แต่กลับบอกกับประชาชนกลุ่มตนว่าเป็น “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” เช่นเคย ต้องพูดข้างเดียว และยัง เผยโฉมความเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความวุ่นวาย ข่มขู่มาจากต่างประเทศ ว่า พร้อมจะ “นองเลือด” หากใครจะหยุดอำนาจนอมินีของตน!
ความเสียหายในการทำลายคุณธรรมความชอบธรรมอย่างปกปิด เป็นวิธีคิดแบบฮิตเลอร์ ซึ่งก็มาจากการเลือกตั้ง และยังเป็นความคาดหวังอำนาจเผด็จการผ่านเงินที่โกง ซึ่งในภูมิภาค เราก็จะเห็นว่า ประเทศที่ยึดอำนาจเผด็จการ คิดแบบเผด็จการ และดูจะไม่สนใจความถูกผิด ก็จะมีที่พม่า และเขมร ตลอดจน อินโดนีเซียยุคซูฮาร์โต ที่ครองอำนาจร่วม 30 ปี และฟิลิปปินส์ในบางยุคที่ผ่านมา
จนบัดนี้ จากข้อมูลของธนาคารโลก คนไทยมีรายได้เฉลี่ยปีละ 1.3 แสนบาท/ปี ขณะที่ประเทศซึ่งมีข่าวผู้นำหลงอำนาจโกงได้โกงเอา อินโดนีเซีย 6.8 หมื่นบาท/ปี ฟิลิปปินส์ 5.8 หมื่นบาท/ปี เขมร 2.1 หมื่นบาท/ปี พม่า 8 พันบาท/ปี การต่อสู้ชูสีแดงราวคอมมิวนิสต์ ก็น่าเป็นห่วง อาทิเช่น จีน 8.8 หมื่นบาท/ปี เวียดนาม 3 หมื่นบาท/ปี ลาว 2.4 หมื่นบาท/ปี เราก็คงไม่อยากเห็นเช่นนั้น
หลายคนอยากเห็นเรามีผู้นำที่ดีเข้มแข็งเหมือนสิงคโปร์ ประชาชนเขามีรายได้เฉลี่ย 1.24 ล้านบาท/ปี เกือบ 10 เท่าของคนไทย และคิดว่า ทักษิณควรจะเป็นเช่นนั้นได้ แต่จุดที่ต่างกันก็เห็นได้ชัดจากการเจรจาธุรกิจ การขายหุ้นให้เทมาเส็กนั้น เขาเจรจาให้กองทุนของรัฐบาล เราเจรจาให้หุ้นของครอบครัว ซึ่งถือโดยนอมินี !!
หากคนไทยกลับไปเป็นเหมือนอินโดฯ หรือฟิลิปปินส์ คนดีท้อใจ คนเสียภาษีท้อแท้ (ด้วยผู้นำเป็นตัวอย่างหลบภาษี) คนส่วนใหญ่รอความช่วยเหลือจากรัฐ หากรายได้ของเราคล้ายเขา จาก 1.3 แสนเป็น 6-7 หมื่น คูณด้วย 65 ล้านคน ก็ทำให้รายได้ทั้งประเทศหายไป 3 ล้านล้านบาท ! ยังไม่ลงไปเทียบกับประเทศผู้นำเผด็จการอย่างเขมรหรือพม่า จะไปกันใหญ่
นายกฯ ทักษิณก็เคยหากินกับพรรคการเมืองขั้วนี้มายาวนาน เคยส่งพรรคพวกเข้าร่วมรัฐบาลบิ๊กจิ๋วก่อนวิกฤติ และเข้าเป็นรองนายกฯ พาชาติเข้าวิกฤติเรียบร้อย โกงกันไม่หยุด แม้กระทั่งการซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์ยังไว้ในชื่อคนรถคนใช้หวังส่วนลดจากธนาคาร !? เรียกว่า กะดูดจนเลือดแห้งกันเลย วิกฤติเศรษฐกิจเช่นนั้น โตติดลบเป็น 10% ก็ 5-6 แสนล้านบาท และกว่าจะฟื้น ก็ฟื้นจากฐานต่ำ เป็นความเสียหายสะสมมาอีกยาวนาน
การท่องเที่ยวเป็นรายได้ใหญ่ของประเทศ ประมาณปีละ 1 ล้านล้านบาท ความเสียหายประมาณ 1 สัปดาห์ที่สูง อาจสูงถึง 2-3 หมื่นล้านบาท นับเป็นเรื่องใหญ่ที่พันธมิตรเองควรต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง แต่ไทยทนไม่อยากคิดว่า เสียหายด้านใดมาก เสียหายด้านใดน้อย หากไม่จบ ความเสียหายของประเทศ ไม่ใช่เอามาเทียบกัน หรือเอามาลบกัน แต่เอา “ความเสียหายมารวมกัน” หลักธรรมสำคัญ คือ ต้องไม่คิดแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
เมื่อมองดูสถานการณ์ความขัดแย้งแล้ว รัฐบาลผิด ที่ทำเรื่องผิดเป็นเรื่องถูก อาทิเช่น กรณีปกปิดคดีเอสซีแอสเสท ไม่ชอบธรรมจากกรณีถูกตัดสินกรณีเขาพระวิหาร คุมสื่อด้านเดียว ละเลยความคิดจิตใจคนไทยกลุ่มพันธมิตร ละเลยปล่อยให้มีการยิงระเบิดเข้าที่ชุมนุมพันธมิตรหลายๆ คืนอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นเหตุให้ยึดสนามบิน ทำให้ผู้บริสุทธิ์เดือดร้อน !
ฝ่ายพันธมิตรเสียสละต่อสู้เพื่อประเทศชาติด้วยใจบริสุทธิ์ ถึงขั้นยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ก็ไม่เป็นเหตุให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงฆ่าฟันกัน ทำให้คนไทยเกลียดกัน แตกแยกกัน ด้วยการคุมสื่อด้านเดียว รับลูกกับผู้บัญชาการในต่างประเทศ ที่เตรียมให้เกิดการ “นองเลือด” ในประเทศ ! ยิ่งหากผลพิพากษาให้ “ยุบพรรค” แล้ว ก็ถือได้ว่าหมดความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจอีกต่อไป และท่านก็ควรยอมรับ
ดูแล้ว วิธีดีที่สุด คือ “เว้นวรรคความขัดแย้ง แสวงหาสันติภาพ และความชอบธรรม” อาจจะพักความขัดแย้งทางการเมืองสักปีหนึ่ง ทุกฝ่ายรอดูกระบวนการยุติธรรมเดินหน้า ด้วยสติ และรอบด้าน จะเห็นความผิดชอบชั่วดีได้ชัดเจน โดยคนไทยไม่ต้องใช้อารมณ์โกรธเกลียดต่อกัน และบ้านเมืองจะได้เข้าสู่สันติภาพและความชอบธรรมอย่างแท้จริงเสียทีครับ
“รัฐประหาร พันธมิตร ระบอบทักษิณ ใครทำความเสียหายมากกว่ากัน”
ของขวัญจากพ่อ 81 พรรษามหาราชาของคนไทย
![]() |
ปี 2551 นี้ถือเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 81 พรรษา
ในวันที่ 5 ธันวาคม
เป็น 81 พรรษาที่พระมหาราชาอันเป็นที่รักของทวยราษฎร์ทรงครองราชย์มาแล้ว 63 ปี โดยไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ทรงงานเพื่อราษฎร
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยกล่าวไว้ว่า …หากเปรียบกษัตริย์เป็นพีระมิดชั้นสูงสุด พระองค์ก็ทรงเป็นพีระมิดหัวคว่ำ อยู่ข้างล่างทรงพระราชกรณียกิจหนักเพื่อราษฎร ต่างกับชั้นกษัตริย์อื่นที่เป็นพีระมิดหัวตั้ง รางวัลระดับสากลมากมายที่พระองค์ทรงได้รับทูลเกล้าฯถวายนั้น แสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นความยิ่งใหญ่ในเรื่องของพระอัจฉริยะ จนชาวโลกรับรู้และยอมรับ ดังที่พระองค์เคยตรัสในวันขึ้นครองราชย์ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” คุณธรรม จริยธรรม ทศพิธราชธรรม และความยุติธรรม
“พระองค์ทรงสร้างคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้กับแผ่นดินไม่ใช่สำหรับวันนี้ แต่ถึงลูกหลานด้วยเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยอย่าง
แรงกล้า”
ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 81 พรรษา DLife ขอหยิบโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมานำเสนอ 9 สิ่ง ด้วยระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
เป็น 9 ของขวัญจากพ่อหลวง ผู้ทรงงานหนักเพื่อราษฎรของพระองค์มาตลอด แม้ในยามที่พระพลานามัยของพระองค์ท่านทรงเริ่มเหนื่อยล้าตามพระชนมายุที่มากขึ้น
อายุ 81 ปี หากเป็นประชาชนคนธรรมดาคงเลือกเก็บเกี่ยวชีวิตในบั้นปลายอย่างมีความสุข แต่เมื่อทรงเป็นพระมหากษัตริย์ แม้จะมีพระชนมายุ 81 พรรษา พระองค์กลับยังคงทรงงานหนักเพื่อราษฎร โดยไม่เคยมีสักวันที่พระองค์จะละทิ้งภาระสำคัญในการครองแผ่นดินโดยธรรมดังที่พระองค์เคยตรัส
แล้วประชาชนคนไทยอย่างเราๆ ล่ะ เคยคิดที่จะมอบของขวัญอะไรให้กับพระมหาราชาผู้ทรงงานหนักพระองค์นี้บ้าง !
บทเพลงพระราชนิพนธ์
“ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า จะเป็นแจ๊ซหรือไม่เป็นแจ๊ซก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้า… ดนตรีคือสิ่งประณีตงดงาม และทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรีทุกประเภท เพราะว่าดนตรีทุกประเภทต่างก็มีความเหมาะสมตามแต่โอกาสและอารมณ์ที่แตกต่างกัน…”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชทานสัมภาษณ์ออกอากาศในรายการวิทยุเสียงอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องดนตรี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2503
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช มีด้วยกันทั้งสิ้น 48 เพลง เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง และคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง มี 5 เพลง คือ Echo, Still on My Mind, Old-Fashioned Melody, No Moon และ Dream Island อีกทั้งยังโปรดเกล้าฯให้หลายท่านมาร่วมแต่งคำร้องประกอบเพลง
พระราชนิพนธ์ ในยุคแรกหลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีทำนองและคำร้องสมบูรณ์แล้วจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน นำไปบรรเลงในวงดนตรีกรมโฆษณาการ หรือวง
สุนทราภรณ์ เพื่อให้แพร่หลายไปในหมู่ประชาชน
เพลงพระราชนิพนธ์ที่พระราชทานไม่ได้มีเพียงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ความหมายของเพลงยังมีจุดหมายที่จะส่งเสริมและให้กำลังใจผู้ฟังอีกด้วย เช่น เพลง “ยิ้มสู้” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงประพันธ์คำร้องภาษาไทย เพื่อเป็นการปลอบขวัญและให้กำลังใจแก่คนตาบอด แล้วพระราชทานให้นำไปบรรเลงในงานสมาคมช่วยคนตาบอด ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ.2495
เพลงสุดท้ายที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ออกมาคือเพลง “เมนูไข่” เป็นเพลงแนวสนุกสนาน มีเนื้อร้องโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษาแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อ พ.ศ.2538
ล่าสุดมีการอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์มาเรียบเรียงให้ถูกต้องตามแบบฉบับดั้งเดิม และขับร้องโดยศิลปินรุ่นใหม่ร่วมสมัย ในชื่อโครงการ H.M. Blue ร้องบรรเลงเพลงของพ่อ
เรือใบมด-ซูเปอร์มด-ไมโครมด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดกีฬาเรือใบเป็นพิเศษ แต่ในการทรงกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงโปรดซื้ออุปกรณ์ที่แพง ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดต่อเรือใบด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และทรงประดิษฐ์อย่างถูกต้องตามหลักสากล โดยศึกษาแบบแปลนและข้อบังคับของเรือแต่ละประเภท จากตำราต่างๆ ทั่วโลกจนรู้จริงอย่างถี่ถ้วน และทรงประดิษฐ์ด้วยความละเอียดอ่อนถี่ถ้วน
![]() |
เรือใบฝีพระหัตถ์ลำแรกที่ทรงต่อด้วยพระองค์เอง เป็น
เรือใบพระที่นั่งเอ็นเตอร์ไพรส์ โดยพระราชทานชื่อเรือว่า
“ราชปะแตน” และต่อมาทรงต่อเรือใบประเภทโอเคขึ้นอีก พระราชทานชื่อว่า “นวฤกษ์” ซึ่งเรือนวฤกษ์นั้นทรงนำมาใช้ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 นอกจากนี้พระองค์ยังทรงคิดค้น ออกแบบ และสร้างเรือใบขึ้นมาด้วยพระองค์เอง โดยพระราชทานชื่อว่า “เรือมด” เนื่องจากทรงมีรับสั่งว่า “ที่ชื่อมดนั้นเพราะมันกัดเจ็บๆ คันๆ ดี” ต่อมาทรงพัฒนาเรือแบบมดขึ้นมาใหม่ โดยพระราชทานชื่อว่าเรือใบ “ซูเปอร์มด” ซึ่งทรงออกแบบและต่อขึ้นด้วยพระองค์เอง โดยทรงต่อตามแบบสากลจากเรือใบประเภทม็อธ (International Moth Class) และจดลิขสิทธิ์เป็นสากล ในประเทศอังกฤษ
เรือใบซูเปอร์มด เป็นเรือใบขนาดเล็ก มีตัวเรือยาว 11 ฟุต กว้าง 4 ฟุต 11 นิ้ว ท้องแบน น้ำหนักประมาณ 34 กิโลกรัม คุณสมบัติการทรงตัวดี มีความเร็วมากขึ้น ตัวเรือคงทนแข็งแรง สู้คลื่นลมได้ดี และมีความปลอดภัยสูง เรือใบซูเปอร์มดถูกใช้ในการแข่งขันกีฬานานาชาติเป็นครั้งแรกในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ณ ประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2510 และถูกใช้ในการแข่งขันกีฬานานาชาติทุกๆ ครั้งที่แข่งในประเทศไทย นอกจากนั้นในการแข่งขันหัวหินรีกัตต้า ก็จะมีการนำเอาเรือใบซูเปอร์มดมาลงแข่งขัน อีกทั้งเมื่อซีเกมส์ 2007 เรือใบซูเปอร์มดก็ได้ไปร่วมแข่งขันรายการแข่งเรือใบอีกด้วย
ฝนหลวง
ปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไทยมาตลอด จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ ได้ทรงพบเห็นท้องถิ่นหลายแห่งประสบปัญหาความแห้งแล้ง หรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการทำเกษตร เนื่องจากฝนได้ทิ้งช่วงนานหรือภาวะฝนทิ้งช่วง ภาวะฝนแล้งในแต่ละครั้งสร้างความเดือดร้อน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก
ดังนั้นในปี 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้มีพระราชดำริค้นหาวิธีการที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกจากได้รับจากธรรมชาติ โดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากรที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝนในเขตร้อน และต่อมาในปี 2499 ทรงพระมหากรุณาพระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” ให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้เกิดผลโดยเร็ว
การทำฝนหลวงว่ามี 3 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน เป็นการกระตุ้นให้เมฆรวมตัวเป็นกลุ่มแกน เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการสร้างกลุ่มเมฆฝน สารเคมีที่ใช้ ได้แก่ แคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมคาร์ไบด์ แคลเซียมออกไซด์ หรือสารผสมระหว่างเกลือแกงกับสารยูเรีย หรือสารผสมระหว่างสารยูเรียกับแอมโมเนียมไนเตรต ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศ
ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน ใช้เกลือแกง สารประกอบสูตร ท.1 ยูเรีย แอมโมเนียไนเตรต น้ำแข็งแห้ง และอาจใช้แคลเซียมคลอไรด์ร่วมด้วยเพื่อเป็นการเพิ่มแกนเม็ดไอน้ำ ให้กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 โจมตี ใช้ซิลเวอร์ไอโอได น้ำแข็งแห้ง เพื่อทำให้เกิดภาวะความไม่สมดุลมากที่สุดจะเกิดเป็นเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากและตกกลายเป็นฝนในที่สุด
โดยทุกขั้นตอนจะต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการตัดสินใจที่จะเลือกใช้สารเคมีในปริมาณที่พอเหมาะ ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงสภาพอากาศสภาพภูมิประเทศทิศทางและความเร็วของลม ตลอดจนกำหนดบริเวณหรือแนวพิกัดที่จะโปรยสารเคมีด้วย
กังหันชัยพัฒนา…ปั่นน้ำเสียเป็นน้ำดี
ปี 2532 กำเนิดสิ่งประดิษฐ์จากพระปรีชาสามารถ เพื่อการแก้มลพิษทางน้ำ ภายใต้ชื่อ “กังหันชัยพัฒนา”
กังหันชัยพัฒนา คือ เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย ซึ่งประกอบด้วยซองวิดน้ำ 6 ซอง แต่ละซองจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ห้องเท่าๆ กัน ทั้งหมดถูกติดตั้งบนโครงเหล็ก 12 โครงใน 2 ด้าน มีศูนย์กลางของกังหันที่เรียกว่า “เพลากังหัน” ซึ่งวางตัวอยู่บนตุ๊กตารองรับเพลาที่ติดตั้งอยู่บนทุ่นลอย และมีระบบขับส่งกำลังด้วยเฟืองจานขนาดใหญ่อยู่บนโครงเหล็กที่ยึดทุ่นทั้ง 2 ด้านเข้าไว้ด้วยกัน ด้านล่างของกังหันในส่วนที่จมน้ำจะมีแผ่นไฮโดรฟอยล์ยึดปลายของทุ่นลอยด้านล่าง ทำงานด้วยการหมุนปั่นเพื่อเติมอากาศให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดี สามารถประยุกต์ใช้บำบัดน้ำเสียจากการอุปโภคของประชาชน น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเพิ่มออกซิเจนให้กับบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร
![]() |
กังหันน้ำชัยพัฒนา ได้รับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2536 เป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย และครั้งแรกของโลก ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า วันที่ 2 ก.พ.ของทุกปีเป็น “วันนักประดิษฐ์” นับแต่นั้นเป็นต้นมา
แก้มลิง…คลายทุกข์น้ำท่วม
ของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยคลายทุกข์น้ำท่วมของชาวกรุง คือ “โครงการแก้มลิง”
โครงการแก้มลิงกำเนิดจากพระราชดำรัส 4 ธันวาคมตั้งแต่เมื่อ 13 ปีที่แล้ว เป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการขุดลอกคลองชายฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นคลองพักน้ำขนาดใหญ่ ก่อนระบายน้ำออกสู่ทะเลโดยใช้หลักทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลกหรือน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติ ปัจจุบัน ขยายการดำเนินงานไปที่โครงการบรรเทาอุทกภัยตามพระราชดำริ (แก้มลิงหนองใหญ่) จังหวัดชุมพร และโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นอกจากปัญหาน้ำเยอะ (เกินไป) พระองค์ท่านยังพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาน้ำน้อย (เกินไป) อาทิ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนคลองท่าด่าน เขื่อนขุนด่านปราการชล ตลอดจนโครงการอ่างเก็บน้ำและฝายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
สะพานพระราม 8 …คลายความคับคั่ง
ชื่อสะพานพระราม 8 เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ก็จริง แต่ทว่าดำริสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2538 นี่เอง
โครงการสะพานพระราม 8 เป็นหนึ่งในโครงการจตุรทิศ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้กรุงเทพมหานครพิจารณาก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง บริเวณโรงงานสุราบางยี่ขัน บรรจบกับปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักถึงความคับคั่งของการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในอนาคต อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ระหว่างพื้นที่ฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีที่ยังขาดการเชื่อมต่อที่เพียงพอทำให้เกิดการคับคั่งของการจราจรบริเวณพื้นที่ด้านตะวันออกโดยเฉพาะกรุงเทพฯชั้นใน บริเวณถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งต่อกับฝั่งธนบุรี โดยผ่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและถนนจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักเส้นหนึ่งของฝั่งธนบุรีที่มีปริมาณการจราจรคับคั่งให้สามารถคลี่คลายลงได้
นอกจากแก้ปัญหาจราจรแล้ว ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลาเย็นย่ำไปจนถึง 4 ทุ่ม เราจึงได้เห็นสะพานแขวนกลางกรุงเปิดไฟเรืองรองเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยบริเวณใต้สะพานมีสวนสาธารณะให้นั่งพักผ่อน และเป็นลานกิจกรรมสำหรับเด็กๆ ทั้งขี่จักรยาน ซ้อมเต้น
เล่นบอล ฯลฯ
มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม โรงเรียนวังไกลกังวล
มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2538 นายขวัญแก้ว วัชโรทัย ในฐานะรองเลขาธิการพระราชวัง และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เสนอให้กรมสามัญศึกษาจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อช่วยเหลือนักเรียนตามถิ่นทุรกันดาร และโรงเรียนที่มีครูไม่ครบทุกกระบวนวิชา อีกทั้งเพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
สถานีวิทยุโทรทัศน์ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลฯได้ถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมในเรื่องการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ตามเวลาเรียนปกติของกรมสามัญศึกษา และในเวลาบ่ายและค่ำ ได้มีการสอนวิชาชีพระดับวิทยาลัยการอาชีพ เช่น วิชาการท่องเที่ยว วิชาการโรงแรม ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน) กฎหมาย และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
ปัจจุบัน มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ได้ออกอากาศทั่วประเทศในส่วนของโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษากว่า 2,500 โรงเรียน
เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกร
ชาวไทย โดยความเป็นมาเริ่มตั้งแต่พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2517
และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธ.ค.2540 (ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540) เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย
โดยความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆ กัน ดังนี้
1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกิดไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน
ต่อมาเศรษฐกิจพอเพียงจึงถูกบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) และในปัจจุบัน เศรษฐกิจพอเพียงได้กลายเป็นหนึ่งในนโยบายหลักในการพัฒนาประเทศ
ทฤษฎีใหม่
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ที่ได้ทรงพระราชทานไว้เนื่องในวโรกาสต่างๆ พอจะสรุปความหมายของ “ทฤษฎีใหม่” (New Theory) น่าจะหมายถึง “แนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินถือครองประมาณ 10-15 ไร่ (อันที่จริงมีที่ดินถือครองมากกว่านี้ก็ได้ แล้วปรับเปลี่ยนทฤษฎีตามความเหมาะสม-จากผู้เรียบเรียง) สามารถมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดปี และใช้น้ำกับที่ดินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีกินตามอัตภาพ คือไม่ได้รวยมาก แต่พอกิน ไม่อดอยาก โดยการแบ่งที่ดินถือครองออกเป็นสัดส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ร้อยละ 30 ของพื้นที่ สำหรับขุดสระ ส่วนที่ 2 ร้อยละ 60 ของพื้นที่ สำหรับทำนาปลูกข้าว ปลูกพืชไร่สวน และส่วนที่ 3 ร้อยละ 10 ของพื้นที่สำหรับเป็นที่บริการ เช่น ทางเดิน ที่อยู่อาศัย หรืออื่นๆ” (จากหนังสือ “ตามรอยพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่”, สุนทร กุลวัฒนวรพงศ์ เรียบเรียง, ส.น.พ.ชมรมเด็ก)
อย่างไรก็ดี แม้ว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่จะมีแนวคิดบางอย่างคล้ายกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะเศรษฐกิจพอเพียงมิได้หมายถึงการปฏิเสธอุตสาหกรรมแล้ว กลับไปสู่เกษตรกรรม แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างพอดีตามทางสายกลาง ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ส่วนทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางด้านการเกษตรที่เพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่การเกษตร รวมไปถึงการกระจายความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงชนิดเดียวด้วย
“…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาจะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งใหม่แต่เราอยู่อย่างพอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ ช่วยกันรักษาส่วนร่วม ให้อยู่ที่พอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้ไปจากเราได้…”
พระราชกระแสรับสั่งในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2517
คอลัมน์ STORY
โดย ทีมงาน DLife
ปวดท้อง…แบบไหน ?
![]() |
ปวดท้อง…แบบไหน ?
วิธีง่ายๆ ในการเดาว่าอาการปวดท้องของคุณเกิดจากอะไร “หนังสือ 108 กระบวนวิธีหลีกหนีโรคในช่องท้อง” แนะนำเอาไว้อย่างน่าสนใจ…
ถ้าปวดตรงลิ้นปี่ อาจนึกถึงโรคแผลเปปติกของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน ถ้าปวดระหว่างลิ้นปี่กับสะดืออาจนึกถึงโรค ตับอ่อน ถ้าปวดใต้ชายโครงด้านขวาอาจนึกถึงโรคตับหรือถุงน้ำดี ถ้าปวดตรงสะดืออาจนึกถึงโรคลำไส้เล็ก ถ้าปวด ต่ำกว่าสะดืออาจนึกถึงโรคลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดเหนือหัวหน่าว อาจนึกถึงโรคกระเพาะปัสสาวะ ถ้าปวดด้านขวาหรือซ้ายของสะดือหรือด้านหลังของเอวขวาหรือซ้ายอาจนึกถึงโรคไต ถ้าปวดทางด้านล่างข้างขวาของท้องอาจนึกถึงโรคไส้ติ่งอักเสบ ซึ่ง มักเริ่มต้นปวดที่บริเวณเหนือสะดือขึ้นมาเล็กน้อย 1-2 วัน ก่อนที่จะย้ายลงมาปวดด้านล่างของท้องทางด้านขวา
อาการสำคัญที่บ่งถึงอวัยวะ ได้แก่
ถ้าอาการปวดมาจากหลอดอาหาร อาจมีอาการเจ็บแสบร้อนกลางหน้าอก มักเป็นเวลาดื่มแอลกอฮอล์ กินของเผ็ด เวลานอนราบ ก้ม และอาจมีกรด (เปรี้ยว) เข้ามาในปาก
ถ้าเกิดจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ส่วนบน อาจมีอาการปวดบริเวณลิ้นปี่หรือส่วนบนของช่องท้องข้างขวาหรือซ้ายก็ได้ อาการอาจดีขึ้นเมื่อกินอาหาร นม ยาลดกรด อาจปวดท้องเวลาท้องว่าง เวลาหิว หรือปวดหลังกินอาหาร อาจตื่นมาหิวกลางดึกและปวดท้อง
ถ้าเกิดจากตับและระบบทางเดินน้ำดี อาจปวดท้องใต้ชายโครงขวา โดยมีอาการปวดรุนแรงแต่สม่ำเสมอเป็นพักๆ เช่น ปวด 30 นาที หรือ 3-4 ชั่วโมงแล้วหายไป อาการปวดเช่นนี้เรียกว่า biliary colic ถ้ามีควรนึกถึงนิ่วอุดตันระบบทางเดินน้ำดี ซึ่งอาการปวดอาจลามไปด้านหลังหรือไหล่
![]() |
ถ้าอาการปวดมาจากลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ อาจปวดท้องตรงสะดือหรือต่ำกว่าสะดือ อาจมีการเปลี่ยน แปลงของการขับถ่ายอุจจาระ เช่น จากปกติวันละ 1 ครั้งไปเป็น 3 วัน 1 ครั้ง ผู้ป่วยอาจมีอาการถ่ายไม่สุด ถ่ายมีมูก ถ่ายเป็นเลือด แน่นท้อง ท้องอืด
ไม่ว่าจะปวดแบบไหน ถ้าปวดอย่างรุนแรงจนกระทั่งดิ้นไปดิ้นมาหรือขยับตัว ไม่ได้ ให้หยุดกินอาหารและน้ำ เพราะอาจเป็นกระเพาะอาหาร ลำไส้ทะลุ ลำไส้อุดตัน หลอดเลือดแตก ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หรือนิ่วในระบบทางเดินน้ำดีหรือระบบทางเดินปัสสาวะ…ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
เมื่อเล็บอยากสวย
เล็บเป็นอีกส่วนที่สาวๆ ให้ความสำคัญ
แต่บางครั้งการทาเล็บบ่อยๆ ก็เป็นอันตรายได้ เพราะในน้ำยาทาเล็บมีสารโทลูอีนซัลโฟนาไมด์และฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งก่อให้เกิดการแพ้ได้ สังเกตผู้ที่แพ้ยาทาเล็บมักจะเกิดผื่นแดงเป็นขุย สำหรับผู้ที่ชอบต่อเล็บก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการทาเล็บเป็นประจำ เพราะทำให้เล็บเหลือง เปราะ ปลายเล็บเผยอ เล็บบุ๋มมีลูกคลื่น ควรหมั่นทำความสะอาดเล็บ และเวลาตัดเล็บก็ไม่ควรแคะซอกเล็บจนเกินไป เพราะอาจทำให้เล็บฉีกขาด เกิดแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไปได้ ควรสวมถุงมือขณะทำงานบ้านที่ต้องใช้สารเคมี
![]() |
สุดท้ายหมั่นทาโลชั่นถนอมผิวที่มือและเล็บเป็นประจำ ช่วยให้เล็บแข็งแรง เงางาม เรียบเนียน…
วิกฤตสุขภาพที่ซิมบับเว
เศรษฐกิจโลกกระทบกันเป็นแถบๆ หลังสหรัฐอเมริกาเผชิญวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ตอนนี้กลายเป็นโดมิโนลามไปถึงทวีปแอฟริกาแล้ว
สำนักข่าวเอพีรายงานวิกฤตสุขภาพที่กรุงฮาราเร เมืองหลวงของประเทศซิมบับเว ทั้งหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออก “มาตรการเร่งด่วน” แก้ไขปัญหาเงินเดือนและสวัสดิการ รวมไปถึงปัญหาที่ชาวซิมบับเวผู้ด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้ ไม่เพียงเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร แต่ยังขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ รวมทั้งยารักษาโรคขั้นพื้นฐานด้วย
ชนะ ! ภูมิแพ้
ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มากถึงร้อยละ 40 และโรคหืดมีถึงร้อยละ 10-15 กล่าวคือ มีคนไทยเป็นโรคหืดเกือบล้านคน ซึ่งยังไม่นับผู้ป่วยบางคนที่ไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคนี้ด้วยซ้ำไป
ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกล่าสุด มีผู้ป่วยโรคหืดทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน และปัจจุบันพบว่า มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นของโรคกลุ่มนี้อย่างมาก เนื่องจากสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันซึ่งมีมลพิษในอากาศมากขึ้น
สมาคมโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย จึงร่วมกับภาคเอกชนจัดงานเนื่องในวันโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันโลก ภายใต้ แนวคิด “ออกกำลังกาย วันละนิด พิชิตภูมิแพ้”
องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า การรักษาโรคโพรงจมูกอักเสบจาก ภูมิแพ้และโรคหืดควรทำควบคู่กันไป เพราะระบบทางเดินหายใจกับปอดนั้นเชื่อมต่อถึงกัน โดยพบว่าผู้ป่วยโรคหืดส่วนใหญ่ประมาณ ร้อยละ 60-80 มักมีโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้แฝงอยู่ด้วย ขณะเดียวกันผู้ป่วยที่เป็นโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ก็จะมีโอกาสเป็นโรคหืดได้มากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า ซึ่งการรักษาทั้ง 2 โรคควบคู่กันนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
ปัจจุบันแม้จะยังไม่มียาที่ใช้รักษาให้โรคนี้หายขาดได้ แต่ก็มียาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ควบคุมอาการลดความรุนแรงและป้องกันได้ โดยยาที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้นี้มีทั้งแบบยาพ่นชนิดสเตอรอยด์ ที่มีการใช้มานาน หรือทางเลือกใหม่ที่เป็นยารับประทานและยาทาที่ไม่มีสเตอรอยด์
ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดโดยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น การซักเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนและคลุมที่นอนเพื่อกำจัดและป้องกันไรฝุ่น กำจัดแมลงสาบในบ้าน ไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีขนไว้ในบ้าน หลีกเลี่ยงอาหาร ยา แมลงที่ตนเองแพ้ ควันธูป ควันท่อไอเสีย และควันบุหรี่ รวมถึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ
สำคัญที่สุดคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
คอลัมน์ HEALTH
โดย เกด-ริน
อาหารจากรูป ทูน่าแฮมบากุ
![]() |
ตอนที่เค็กได้เที่ยวญี่ปุ่น เวลาไปกินข้าวในร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟจะมีเมนูที่เป็นเมนูรูปสวยงาม แต่บางทีไม่มีชื่อภาษาอังกฤษให้เราเข้าใจได้เลย เราก็เลยต้องจิ้มๆ สั่งตามรูปนั่นแหละ เค็กเคยสั่งเมนูหนึ่งที่น่าตาเหมือนเนื้อปั้นทอดก้อนทานกับข้าว พออาหารมาเสิร์ฟ เขาบอกว่า “แฮมบากุ…แฮมบากุ” ก็เลยถึงบางอ้อว่า… ที่แท้มันคือแฮมเบอร์เกอร์ราดซอสญี่ปุ่น รสชาติอร่อย แฮมเบอร์เกอร์ญี่ปุ่นที่เห็นกันโดยทั่วไปจะมีส่วนประกอบทั้งเนื้อและหมู แต่ก็มีบางร้านที่พิเศษ ทำเบอร์เกอร์ปลาด้วยละ เขาใช้ของชอบของชาวญี่ปุ่นสองอย่างผสมเข้าด้วยกันคือเต้าหู้และปลาทูน่า เค็กเลยเรียกเองว่า “ทูน่าแฮมบากุ”
การทำทูน่าแฮมบากุนี้ ให้ใช้เต้าหู้ญี่ปุ่นแบบแข็งหรือที่เรียกกันว่าเต้าหู้โมเมน เต้าหู้โมเมนนี้มักจะแพ็กเป็น 200 กรัมอยู่แล้ว ให้นำเต้าหู้ออกมาซับน้ำให้แห้งหั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ลงในโถบด ตามด้วยทูน่ากระป๋องละ 180 กรัม (ซึ่งข้างกระป๋องมักจะเขียนว่าน้ำหนักเนื้อ 130 กรัม) เทน้ำเกลือหรือน้ำมันทิ้งให้หมดจนเหลือแต่เนื้อปลาทูน่าแล้วใส่ในโถบดกับซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ช้อนโต๊ะ และพริกไทยดำบด 1/2 ช้อนชา (บดพอแตก) ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วเทส่วนผสมทั้งหมดใส่ชาม นำขนมปังมา 2 แผ่นใช้ส้อมยีให้ป่นใส่ลงไปในชาม ตามด้วยต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ นวดส่วนผสมให้เหนียวเข้ากันแบ่งเป็น 4-6 ก้อน ปั้นเป็นเบอร์เกอร์แช่ตู้เย็นไว้ให้อยู่ตัวสัก 30 นาที
ใช้กระทะไม่ติดใส่น้ำมันพอเคลือบกระทะสัก 1 ช้อนชา ทอดเบอร์เกอร์ข้างละ 4 นาที จนเหลืองดีแล้วพักไว้ในจาน เครื่องปรุงของซอสเคลือบเบอร์เกอร์นั้นประกอบด้วย ซีอิ๊วญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะ ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ วูสเตอร์ซอส (ซอสตรากระต่าย) 1 ช้อนชา เคี่ยวในกระทะพองวด ใส่เบอร์เกอร์ที่ทอดแล้วลงไป แล้วตักเบอร์เกอร์ขึ้นจัดวางราดซอสนิดหน่อย ทานกับผักต้มและข้าวญี่ปุ่น
อาหารประจำบ้าน
ซีอิ๊วญี่ปุ่น พริกไทยดำ
ตู้กับข้าว
ปลาทูน่ากระป๋อง ต้นหอมซอย ซอสมะเขือเทศ เต้าหู้โมเมน
รสชาติของชีวิต
วูสเตอร์ซอส ข้าวญี่ปุ่น
คอลัมน์ DINING IN
โดย savoury cake
แหลมเจริญซีฟู้ด สด แซบ…ทะเลในห้าง
![]() |
ว่ากันว่า ความอร่อยของอาหารทะเลขึ้นอยู่กับ “ความสด”…
“แหลมเจริญซีฟู้ด” สะสมความเก๋าเรื่องอาหารทะเลมากว่า 30 ปี จากร้านเล็กๆ ที่หาดแหลมเจริญ จ.ระยอง ขยับขยายสู่เมืองกรุงแล้วหลายสาขา ทั้งเหม่งจ๋าย รามอินทรา ล่าสุดยกทะเลขึ้นห้างใหญ่อย่างเซ็นทรัลเวิลด์แล้ว แต่ก็ยังไม่ลืมคอนเซ็ปต์เรื่องความสด ขนาดที่มีท่อออกซิเจนสำหรับ “วัตถุดิบ” ที่ยังไม่ได้ปรุงลงจาน แถมด้วยความแซบระดับตำนานของน้ำจิ้มซีฟู้ด
นอกจากความได้เปรียบเรื่องร้านสาขา จึงมีวัตถุดิบสด (เนื่องจากมีซัพพลายเออร์เดิมอยู่แล้ว) ที่นี่ค่อนข้างได้เปรียบเพราะเดินทางมาง่าย อยู่ใจกลางเมือง
![]() |
ที่สำคัญที่น่าจะโดนใจคนเมืองที่ชีวิตเร่งรีบมากๆ ก็คือ กุ้ง หอย ปู ปลา ที่สาขานี้ทำมาพร้อมกิน…(หมายถึงไม่ต้องเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บจากก้ามปูตำมือ หรือก้างปลาตำคอ เพราะเขาแกะเนื้อๆ เน้นๆ มาให้แล้ว)
ในส่วนของกุ้งอบวุ้นเส้น ที่แหลมเจริญซีฟู้ดจะมีสูตรระยองที่ใส่นมสดในวุ้นเส้นและสูตรธรรมดาให้ลูกค้าได้เลือกลิ้มชิมรสด้วย
บรรยากาศยกทะเลขึ้นห้างเอาใจคนรุ่นใหม่ การตกแต่งจึงดูทันสมัยมากขึ้นตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ จาน ชาม ช้อน ไปจนถึงมู่ลี่รูปเรือที่สานต่อกันเป็นแห แบ่งเป็นอินดอร์หลายโซนให้เลือกทั้งลานโล่งหน้าครัวที่จัดโต๊ะคละ 2-8 ที่ มีสเปซแลดูไม่อึดอัด หรือจะไปเลือกนั่งริมกระจกที่มีปาร์ติชั่นกั้นระหว่างอินดอร์และมุมระเบียงนอกตัวร้าน
![]() |
นอกจากนี้ มีห้องไพรเวตรูมสำหรับรองรับกลุ่มลูกค้าหรือครอบครัวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวด้วย
Recommended : เมนูอันดับ 1 “ปลากะพงทอดน้ำปลา” หวาน กรอบ เนื้อนุ่ม หอมน้ำปลาสุดๆ (370 บาท) ถ้าชอบลิ้มความสดควบคู่กับความแซบ แนะนำ “ปูม้านึ่ง” (245-400 บาท แล้วแต่ขนาด) “แกงป่าปลาเห็ดโคน” เน้นปลาทะเลเนื้อนุ่มในเครื่องแกง ตัวไม่ใหญ่มากเพราะถ้าใหญ่มากเนื้อจะแห้ง (120 บาท) “ยำปลาข้าวสาร” เสริมแคลเซียมด้วยปลาตัวเล็ก (120 บาท)
Open Hour : 10.00-22.00 น.ทุกวัน
How to get to : เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 โซนบีคอน สามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงสถานีสยามหรือสถานีชิดลมก็ได้ แล้วเดินตาม sky walk มาไม่ไกล
Contact : 02-646-1040
คอลัมน์ DINE OUT
โดย คำปาย
แต่งบ้านตามหลักจิตวิทยา… รับปาร์ตี้สิ้นปี
![]() |
เดือนธันวาคม กลับมาอีกแล้ว
เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองจริงๆ เพราะไล่มาตั้งแต่ต้นเดือนก็มีวันพ่อ 5 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม…
ยิ่งเป็นช่วงท้ายเดือน ความคึกคักยิ่งเพิ่มกำลัง เพราะถึงเวลาเทศกาลคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่
อากาศหนาวๆ บรรยากาศเทศกาล ชวนให้นึกถึงงานปาร์ตี้ยิ่งนัก จัดงานปาร์ตี้ในบ้านกันดีไหม ?
ว่าแต่ จะจัดบ้านอย่างไรเพื่อให้ดูชิคชิคดี
ด้วยความพยายามที่จะหาอะไรดีๆ มาให้อ่าน จึงเปิดอินเทอร์เน็ตเพื่อดูการจัดบ้านรับปาร์ตี้ในช่วงสิ้นปี ดูไปดูมา เราเลยเลือกบทความของ “จีเน็ต ฟิชเชอร์” ชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องจิตวิทยาการออกแบบภายในบ้านมาเล่าสู่กันฟัง เพราะดูจะทำตามได้ง่ายและดัดแปลงให้เข้ากับบ้านเราไม่ยากนัก
ถ้าคุณเป็นนักจัดบ้านมืออาชีพที่พิถีพิถันมากละก็ จีเน็ตแนะนำว่าควรจะมีสมุดสวยๆ สักเล่มไว้ เพื่อเก็บรูปภาพสวยๆ จากแมกาซีนที่เกี่ยวกับการแต่งบ้าน และจดบันทึกว่าหลังงานเลี้ยงสิ่งใดคือจุดดีจุดด้อยในเรื่องการแต่งบ้านเพื่องานปาร์ตี้ของเรา ข้อมูลเหล่านี้จีเน็ตบอกว่าจะเป็นประโยชน์อย่างหาค่ามิได้ในการจัดปาร์ตี้ในปีต่อไป
![]() |
ในบรรยากาศคนมากมายในงานปาร์ตี้ จีเน็ตแนะนำว่า อย่าไปเสริมเติมแต่งอะไรมากมายให้มันดูรกสายตาแต่ก็อย่าลืมคงความรู้สึกของการมีปาร์ตี้ไว้ การจัดแต่งควรเน้นไปตรงมุมที่ส่งผลต่อความรู้สึกต่อแขกที่จะเข้ามาโดยไม่ต้องใช้เวลาตกแต่งในมุมนั้นมากนัก บริเวณที่แขกยืนในงานเอาสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกบ้างก็ดีนะ (เน้นเรียบง่ายสไตล์มินิมัลลิสต์เสียจริง)
มุมที่ส่งผลต่อความรู้สึกต่อแขก ที่เราควรเน้นในการจัดงานปาร์ตี้ มีดังนี้คือ
1.ทางเข้าบ้าน ตรงนี้เป็นเสมือนด่านแรกในการต้อนรับแขกเหรื่อ บริเวณทางเข้าบ้านควรจะมีแสงไฟสาดส่องโดยรอบ มีต้นไม้สักต้น ตกแต่งดอกไม้สักหน่อยก็คงจะเข้าที
![]() |
2.บริเวณหน้าประตู รับกระแสเขียวแบบธรรมชาติด้วยการประดับตกแต่งม่านด้วย ผลนัต แอปเปิ้ล แท่งอบเชย และกานพลู เป็นต้น นี่เป็นกรณีของฝรั่ง แต่ถ้าเป็นบ้านเราลองดัดแปลงเอาวัสดุธรรมชาติมาแต่งดู หรือไม่ก็แวะไปดูของตกแต่งแนวนี้แถวจตุจักรก็ได้
3.โต๊ะอาหาร ถ้าจัดตกแต่งแบบให้นั่งทานอาหาร อาหารที่อยู่กลางโต๊ะไม่ควรจะเป็นอาหารที่มีความสูงมากเกินไป (ที่คิดออกตอนนี้ว่าอาหารที่มีความสูงก็คงออกแนวเค้กแต่งงาน ไก่งวงตัวโตมั้ง) ควรใช้ผ้าปูโต๊ะสีขาว จะท้อนแสงเพิ่มควรสวยงาม ไม่ควรใช้สีฉูดฉาดเพราะมันจะรบกวนสายตา
4.ซุ้มเข้างาน ถ้างานเลี้ยงของคุณมีซุ้มให้เข้างาน เน้นจุดนี้ด้วย
5.ห้องน้ำ จุดนี้ต้องเน้นให้มาก เพราะมันเป็นที่ที่แขกจะใช้เวลาส่วนตัวในนี้ เป็นโอกาสที่แขกจะมองดูการตกแต่งรอบๆ ห้อง
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอย่างสุดท้ายที่จีเน็ตแนะนำก็คือ แน่นอนว่าที่บ้านต้องมีโทรทัศน์ และถ้ามันอยู่ในมุมจัดปาร์ตี้ด้วย ถ้าปิดไว้เฉยๆ มันคงเปรียบเสมือน “หลุมดำ” ในงานปาร์ตี้เลยทีเดียว ทางแก้ง่ายๆ ก็คือ หาหนังคลาสสิกขาวดำสักเรื่องมาเปิด แล้วปิดเสียงไว้ เท่านี้ก็เข้าทีแล้ว
เอาล่ะ พอเราได้เทคนิคการจัดบ้านตามหลักจิตวิทยาแล้ว จะซื้อของเหล่านี้ที่ไหนดี ที่แนะนำไปนอกจากตลาดนัดสวนจตุจักรแล้ว ห้างสรรพสินค้าก็ย่อมจะมีมากมาย แต่ถ้าอยากหรูหราเพิ่มขึ้นสักนิด ต้องที่นี่เลย ร้านจิม ทอมป์สัน ทุกสาขา เขานำเข้าของประดับตกแต่งเพื่อรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่มากมาย ลองดูตามภาพก็แล้วกัน
ถึงตรงนี้แล้ว คิดหรือยังว่าจะจัดปาร์ตี้กันแบบไหน ?
คอลัมน์ LIVING
โดย ณัฐกร เวียงอินทร์
แจกันกุหลาบ
![]() |
ตอนนี้แวดวงผู้ปลูกกุหลาบกำลังเริ่มคึกคักกับสายพันธุ์กุหลาบจากอังกฤษกันยกใหญ่ และทำให้ต้นไม้ที่ดูหรูหราและหอมหวนชวนดมได้รับความนิยมอีกครั้ง
มีโอกาสได้พบกับ คุณลุงจีระ ดวงพัตรา
เจ้าของจีระ “โรส” เนิร์สเซอรี่ หรือที่รู้จักกันดีในนาม uncle rose ใน pantip เมื่อครั้งเซ็นทรัล ชิดลม จัดงานฉลองเซ็นทรัลครบ 31 ปี ซึ่งงานนี้เขามีกุหลาบเป็นนางเอกของงาน
คุณลุงจีระบอกว่า สายพันธุ์กุหลาบที่ได้รับความนิยมจะเป็นพันธุ์ที่มีดอกใหญ่ มีกลิ่นหอม อาทิ พระนามควีน สิริกิติ์, โปป จอห์น พอล 2, เวลคัม โฮม, สไทรก์ อิต รีช, วินเดอะเมีย, จูบิลี เซลล่ะเบรชั่น, อับราฮัม ดาร์บี้, เจเน็ต, บิชอบส์ คลาสเซิล
![]() |
ไร่ของคุณลุงมีสายพันธุ์กุหลาบมากกว่า 600 สายพันธุ์ อยู่ที่สะเมิงใต้ เชียงใหม่ และกำลังจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดให้คนมาดูในรูปแบบของทัวร์เกษตร
คุณลุงบอกว่า วิธีการดูแลกุหลาบไม่ยากเย็นเข็ญใจเหมือนที่หลายคนคิด บางต้นถ้าดูแลดีๆ จะมีอายุยืนยาวถึง 30 ปีเชียว ดูอย่างกุหลาบที่พระตำหนัก ภูพิงค์นั่น ส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของคุณลุงจีระ
![]() |
วิธีการปลูก ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยการดูแล โดยเริ่มตั้งแต่ปลูกในที่มีการระบายน้ำได้ดี ใช้ดินร่วนซุย ใช้อินทรียวัตถุที่เก่าคืออุณหภูมิไม่ร้อนเกิน 160 องศาฟาห์เรนไฮต์ สถานที่ต้องเป็นที่โล่งแจ้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ได้รับแสงแดดอย่างน้อยวันละ 5-6 ชั่วโมง ในช่วงฤดูหนาว ต้องตัดแต่งกิ่ง
กุหลาบจะมีทั้งพันธุ์ที่เป็นชนิดเลื้อยและชนิดยืนต้น ดังนั้นควรต้องตัดแต่งในช่วงจังหวะที่พอเหมาะพอดี จะทำให้กุหลาบมีดอกที่สวยงาม และมีรอบการออกดอก 40-45 วัน
เมื่อกุหลาบติดต้นสวยงามและให้ดอกมาก คราวนี้แหละ ลองตัดกุหลาบก้านยาวสักดอกสองดอกมาปักแจกันสวยๆ เท่านี้ก็สร้างสีสันให้บ้านในยามเทศกาลแห่งลมหนาวมาเยือน ดูแล้วน่าชื่นใจสำหรับนักปลูกต้นไม้ดีนักแล
คอลัมน์ DIY
โดย ขุนทอง
เทศกาลเซตของขวัญ
![]() |
เดือนธันวาคมเป็นเดือนแห่งความสุขสันต์ และควักกระเป๋าเพื่อซื้อของขวัญมอบให้กันและกัน เมื่อกางลิสต์รายชื่อของคนพิเศษ พบว่ายาวเหยียดเป็นหางว่าว จนเริ่มปวดหัวว่าจะซื้ออะไรให้ใครดี บางครั้งการซื้อของขวัญเป็นเซต ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจับจ่ายได้เหมือนกัน แถมยังเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ราคาดูจะมัดใจผู้คนได้ดีทีเดียว
![]() |
- SK-II Pitera Radiance Set : มอบความขาวกระจ่างใสให้เพื่อนสาวเป็นของขวัญ ราคา 7,700 บาท
- ชุดถ้วยกาแฟลายเก๋ไก๋ ให้คนคุ้นเคย หรือเพื่อนร่วมงาน จากเทสโก้ โลตัส ราคาชุดละ 199 บาท
![]() |
- ตุ๊กตาหมีน่ารัก สำหรับหลานสาวตัวน้อย จากเทสโก้ โลตัส ราคาเริ่มต้น 199 บาท
- บู๊ทส์ เดอะ การ์เด้น คอลเล็กชั่น แฮต บอกซ์ ของขวัญเพื่อคนรักการ สปา ราคา 395 บาท
- Royal Marine ของเทคโนมารีน นาฬิกาดำน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร สำหรับชายหนุ่มผู้รักการผจญภัย มีให้เลือกทั้งไทเทเนียม-พีวีดีสีดำ ราคา 119,900 บาท, สเตนเลสสตีล-พีวีดี ราคา 99,900 บาท และสเตนเลส สตีล-อะลูมิเนียมสีฟ้า ราคา 99,900 บาท
คอลัมน์ SHOPPING
โดย ซูนาอ้น


















