ในขณะที่ผมกำลังทำงานประจำอยู่นั้น วันหนึ่งทางบริษัทได้จัดสัมมนาพนักงาน โดยมีกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้มาบรรยายถึงผลประกอบการของบริษัท ภายหลังจากการบรรยายเสร็จ เขาได้ฝากสองคำถามที่ในชีวิตนี้เราควรถามตัวเอง ซึ่งผมจำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้
นั่นคือ 1. What would you like to be? และ 2. How to achieve it ? (หนึ่ง คุณอยากจะเป็นอะไร? และสอง แล้วคุณจะได้สิ่งนั้นมาอย่างไร?)
ด้วย 2 คำถามนี้เอง ภายหลังจากนั้นไม่ถึง 2 เดือนผมก็ได้ลาออกจากบริษัททันที (ไม่รู้เหมือนกันว่า มันเป็นคำถามที่ท่านควรถามหรือเปล่า?)
ผมเป็นคนหนึ่งที่เฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร หรืออยากที่จะทำอะไรให้ได้ทันก่อนตาย ใช่ตรงที่ว่าในชีวิตเรานั้นมันมีสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อการอยู่รอด เพื่อการดำรงชีพ เพื่อคนรอบข้าง และอื่นๆ มากมาย
หลายคนมักบอกกับตัวเองว่าวันหนึ่งจะต้องทำตามความฝันของตัวเองให้ได้ แต่ตอนนี้ยังมีสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทำอยู่ตรงหน้าไว้รอทำตรงนี้เสร็จก่อน โดยหารู้ไม่ว่าในวันข้างหน้าของเขาก็จะมีสิ่งจำเป็นใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกอยู่เรื่อยไป ซึ่งตัวผมเองรู้สึกเช่นนี้มาตลอด จนเราเริ่มบอกกับตัวเองแล้วว่า หากเราทำเช่นนี้เรื่อยไป ก็คงไม่สามารถที่จะทำให้ความฝันของเราเป็นจริงได้สักวัน
ผนวกกับการที่ผมตระหนักถึง เวลาในชีวิตคนเรานั้น ไม่ได้มีมากพอที่จะทำให้เราทำอะไรก็ได้มากมายนัก เพราะถ้าคุณลองคำนวณวันเวลาที่น่าจะเหลืออยู่ในชีวิตคุณตอนนี้ คุณอาจจะตกใจก็ได้ว่ามันเหลือแค่นี้เองเหรอ (ไม่เชื่อลองคำนวณดู)
ยิ่งตัวผมเองได้เผชิญเหตุการณ์ของเพื่อนเกาหลีคนหนึ่งที่เขาพยายามจะสร้างฝันแล้วเสียชีวิตลงกลางคันก่อน ซึ่งผมได้เขียนในหนังสือ The Show Must Go Inter เล่มแรกหรือแม้กระทั่ง “น้ำ - The Star” ที่เป็นข่าวว่าเสียชีวิตลงด้วยโรคร้ายของตัวเอง เป็นเรื่องราวของคนที่พยายามสานฝันของตนเองจากวันที่เขารอคอยมา 5 ปีเต็ม สำหรับการหยุดเรียนของเขาเพื่อมาดูแลทั้งครอบครัวและตัวเขาเอง จนสามารถเข้ารอบ 8 คน จนถึงวันที่ชีวิตเขากำลังจะเปลี่ยน แต่ต้องมาจบชีวิตลงก่อน
ผมเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำได้ปูทางให้กับน้องสาวของเขาที่เขาได้พูดฝากฝังให้ดูแลคนในครอบครัวต่อไป จนเหมือนเป็นรางสั่งลา ก่อนที่เขาจบชีวิตลงในเวลาต่อมา ยิ่งทำให้ผมยิ่งตระหนักอยู่เสมอว่า ชีวิตของเราสั้นนัก สั้นเกินกว่าที่จะทำในสิ่งจำเป็นก่อนแล้วจึงไปทำสิ่งที่ฝัน จนผมต้องหาวิธีทุกรูปแบบเพื่อให้แปรสภาพความฝันเป็นสิ่งที่จำเป็น หรือพูดง่ายๆ เชื่อมโยงสิ่งที่ฝันให้เป็นธุรกิจให้ได้นั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมาก็มากมาย ทั้ง เวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้างผมก็พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเองไม่ละทิ้งความฝันตัวเองไป
ผมขอยกตัวอย่างเรื่องเล่าที่จะทำให้เห็นคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ชัดเรื่องหนึ่งคือ มีผู้เชี่ยวชาญได้ให้บททดสอบกับนักเรียนดังนี้ เขานำเอาภาชนะใสรูปอ่างขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วเขาก็ได้นำเอาหินขนาดใหญ่ใส่ลงไปในภาชนะจนไม่สามารถเติมหินได้อีก เขาถามนักเรียนว่า “มันเต็มแล้วหรือยัง” นักเรียนทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันเต็มแล้ว” เขาถามกลับ “จริงหรือครับ” แล้วเขาก็เอาก้อนกรวดออกมาแล้วค่อยๆ ใส่ลงไปในภาชนะพร้อมๆ กับการเขย่า ทำให้ก้อนกรวดเคลื่อนตัวลงไปช่องว่างของหินก้อนโต
เขายิ้มพร้อมถามอีกครั้งว่า “เต็มหรือยังครับ” นักเรียนคนหนึ่งพูดว่า “สงสัยว่ายังไม่เต็มครับ” เขาตอบว่า “ใช่ครับ” พร้อมกับเอามือไปหยิบถุงทราย เททรายไปในภาชนะและเขย่าให้ทรายวิ่งเข้าไปในช่องว่างระหว่างนั้น เขาถามนักเรียนอีกครั้ง “มันเต็มหรือยัง”
ครั้งนี้ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ยังไม่เต็มค่ะ/ครับ” เขากล่าว “เยี่ยม ใช่ครับ มันยังไม่เต็ม” แล้วเขาก็หยิบน้ำมาเทใส่ในภาชนะจนเต็มล้นเอ่อ เขามองไปรอบๆ แล้วถามว่า “เขากำลังแสดงอะไรให้พวกนักเรียนดู”
มีนักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้นพร้อมพูดว่า “ถึงแม้ว่าตารางการทำงานคุณจะเต็มแค่ไหน แต่ถ้าคุณพยายามอย่างหนัก คุณจะสามารถทำงานบางอย่างได้มากขึ้น” ผู้เชี่ยวชาญส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับสอนว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังสอน ที่ผมกำลังสอนพวกเราคือ ถ้าคุณไม่ใส่หินก้อนใหญ่ลงไปก่อน คุณจะไม่มีวันใส่มันลงไปได้อีกเลย” พร้อมกล่าวทิ้งท้ายต่อว่า “ภาชนะก็เปรียบเสมือนเวลาแห่งชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัด” ตอนนี้คุณหาเวลาว่างๆ ลองคิดดูสิว่า “อะไรคือหินก้อนใหญ่ในชีวิตคุณ?”
ผมกำลังบอกว่าให้ความสำคัญกับ “ความฝัน” และ “ความต้องการจริงๆ ของชีวิต” เป็นอันดับต้นๆ เพราะขืนชักช้า อาจไม่ทันการณ์ แต่บางคนรู้สึกว่าความฝันตัวเองนั้นช่างไกลตัวเหลือเกิน แต่เชื่อไหมครับว่า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะไกลหรือยากเย็นเพียงใด ก็สามารถเป็นจริงได้ด้วยสิ่งๆหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพูดถึงในครั้งต่อไป
แล้วคุณจะพบว่า “ไม่มีอะไร ที่เป็นไปไม่ได้” ซึ่งไม่ต่างไปจากหลักการของมายากลเลยครับ
Mr. Tuxedo
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม