การกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง คือภารกิจสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่ประชาชนไทยต่างรอคอย
ท่ามกลางตึกระฟ้าที่สลับกันขึ้นโครงการทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่ยังคงรอการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง คือภาพสะท้อนความหวังถึงอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายตลอดเส้นทางแนวรถไฟฟ้าทุกสาย รัฐบาลชุดใหม่จะต้องใช้เงินลงทุนกับโครงการรถไฟฟ้ามหานคร อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1.65 แสนล้านบาท เพื่อปลุกเศรษฐกิจให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมองว่า เมื่อใดที่ความเจริญซอกซอนเข้าไปถึงแหล่งชุมชนใหม่ๆ โดยเฉพาะตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ ระบบนิเวศน์ขนาดใหญ่ของประเทศในทุกๆ กลุ่มอุตสาหกรรมก็จะถูกกระตุ้นให้เติบโตทั้งระบบห่วงโซ่ธุรกิจ ไล่เรียงตั้งแต่กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและค้าวัสดุก่อสร้าง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนธุรกิจโมเดิร์นเทรดและกลุ่มการค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายจากภาคประชาชนที่ได้รับความสะดวกด้านการคมนาคมของแหล่งชุมชนเกิดใหม่ที่กำลังขยายอาณาเขตออกไปนอกตัวเมืองมากขึ้นทุกวัน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ปี 2008 ไว้ว่า มีโอกาสเติบโตในช่วง 4.0-5.0% สอดรับกับมุมมองของ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ เวิลด์แบงก์ ประจำประเทศไทย ซึ่งประเมินอัตราการขยายตัวของจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 4.6% โดยจะมีแรงขับดันจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเชื่อมโยงต่อถึงภาคเอกชน แต่ทั้งหมดจะขยายตัวอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี
“ครึ่งปีแรกเป็นช่วงจัดตั้งรัฐบาล การเบิกจ่ายงบประมาณจะยังไม่คล่องตัว ด้านนักลงทุนเองก็ต้องรอเช็คนโยบายรัฐบาลด้วยว่าเป็นอย่างไร ก่อนจะเริ่มลงทุนอีกครั้งหนึ่ง” ดร.กิริฎากล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลจากบางกระแสว่าแม้ห่วงโซ่ธุรกิจของประเทศจะมีแนวโน้มขยายตัว แต่ยังคงต้องรับแรงเสียดทางจากปัจจัยลบรอบด้านที่ยังรอชะล้างการเติบโตของเศรษฐกิจภาพใหญ่ โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) หนึ่งในนักวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับแนวหน้าของประเทศ แสดงความเป็นห่วงเศรษฐกิจปี 2008 ในสองประเด็นหลักจากกรณีสินเชื่อโลกตึงตัวหลังการตัดหนี้สูญของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาจากปัญหาวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ และการปรับขึ้นราคาของสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานจากต้นเหตุราคาน้ำมันที่สูงลิ่ว
ด้วยเหตุนี้เองมีโอกาสสูงที่วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์อาจนำไปสู่การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอเมริกาและอาจเรื้อรังกระทั่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทยที่ผูกโยงตัวเองไว้กับเศรษฐกิจอเมริกาเสียส่วนใหญ่
“ตอนนี้คนเริ่มไม่เอาอเมริกา จึงต้องออกไปหาแหล่งลงทุนอื่นและมีเป้าหมายที่ภูมิภาคเอเชีย” ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าว และย่อมแน่นอนว่าประเทศไทยคงได้เห็นผลพลอยได้ไม่มากก็น้อยจากเงินลงทุนที่ไหลเข้าภูมิภาค เพียงแต่เงินทุนส่วนใหญ่จะยังคงไหลบ่าไปหาตลาดหุ้นขนาดใหญ่อย่างฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ เป็นต้น
แต่คงไม่เป็นเช่นนั้นเสียทีเดียว เพราะพลังการขยายตัวของมหาอำนาจใหม่ทางด้านเศรษฐกิจอย่างจีนกับอินเดีย จะเป็นตัวยกเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาคให้เติบโตขึ้นไปได้ โดยเฉพาะอัตราการบริโภคพลังงาน ถ่านหิน และการใช้ระวางเรือ ซึ่งทั้งสองประเทศยังมีความต้องการอย่างเหลือเฟือ
“ตลาดหุ้นไทยต่างก็มีหุ้นเหล่านี้อยู่ในตลาด ก็คงจะได้รับผลดีไปด้วย” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว
ทฤษฎีใหม่ทางด้านเศรษฐกิจเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ในอนาคตหากมีตลาดอื่นๆ ที่ไม่โยงเศรษฐกิจของประเทศไว้กับเศรษฐกิจของอเมริกา เมื่อตลาดอเมริกาเกิดความผันผวนขึ้นมา ประเทศนั้นก็จะไม่ได้รับผลกระทบหรืออาจจะกระทบแต่แทบจะน้อยมาก ถึงแม้สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่วันนี้กำลังมีการคาดคะเนกันว่าเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจเอเชียใหญ่โตขึ้นมหาศาล อันเป็นผลมาจากการที่ประเทศจีน อินเดีย และรัสเซียมีการค้าขายกันเองมากขึ้น การพึ่งลมหายใจด้วยการส่งออกสินค้าไปที่ตลาดอเมริกาก็จะลดน้อยลง ผลกระทบใดก็ตามที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกาจะหายไป
“แต่วันนี้ประเทศไทยไม่เป็นเช่นนั้น เมื่ออเมริกาประสบวิกฤติด้านซับไพรม์ จึงก่อเป็นแรงกังวลต่อนักลงทุนไทย” ดร.ก้องเกียรติกล่าว
มีการวิเคราะห์ออกมาจากเวิลด์แบงก์ว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสถานการณ์ราคาน้ำมันและเงินบาทแข็งค่า แต่อุตสาหกรรมส่งออกจะยังคงเป็นแกนนำของเศรษฐกิจประเทศ เพียงแต่จะเกิดขึ้นเฉพาะกับบริษัทที่มีการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตก่อนจะส่งออกไปขายต่างประเทศ
เพราะฉะนั้น ผู้ส่งออกที่ไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศโดยอาศัยวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งกระบวนการผลิตจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อ และถือเป็นเงินเฟ้อที่ เกิดจากต้นทุนไม่ใช่จากแรงดีมานด์
ประชานิยมสร้างชาติแค่ระยะสั้น
นักวิชาการต่างมองว่า นโยบายประชานิยมในระยะแรกอาจช่วยให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมในช่วงค่อนปีแรกดูดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา หลังจากรัฐบาลใหม่เริ่มกดปุ่มใช้เงินเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมในรูปแบบต่างๆ
แต่กระเป๋าอีกข้างหนึ่งที่จะหาเงินใส่เข้ามากลับกลายเป็นภาพที่เลือนลางเต็มที จนไม่สามารถระดมเงินทุนใส่เข้าคลังได้ทันกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไป ถือเป็นความหละหลวมต่อวินัยด้านการเงินและการคลัง และมันจะนำไปสู่หนทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการก่อหนี้ระยะยาวด้วยวิธีออกพันธบัตรหรือตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ในวงเงินมหาศาล ซึ่งย่อมส่งผลต่อการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้
“นี่คืออีกเขตความเสี่ยงที่นักลงทุนควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง” ดร.ศุภวุฒิ กล่าวเตือน
ร่วมด้วยวีระศักดิ์ สุขะวิริยะ
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2008
ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์มองตลาดหุ้นไทยปีนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นจากปัจจัยบวกหลายประการ แม้จะมีความเสี่ยงด้านการเมือง ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อก็ตาม
ณัฐวิทย์ ณ นคร,บิสสิเนสวีค ไทยแลนด์
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทำสถิติสูงสุดเอาไว้ที่ 1,763.78 จุด เมื่อวันที่ 4 มกราคม 1994 แต่หลังจากนั้นดัชนีก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมาทรุดฮวบลงในยามวิกฤติเศรษฐกิจ ถึงแม้ดัชนีจะเริ่มไต่ระดับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่เป้าหมายแรกที่ 1,000 จุดที่หลายฝ่ายต่างตั้งความหวังกันมาตลอดก็ยังไปไม่ถึงสักที
อย่างไรก็ตาม มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะโบรกเกอร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 มาหลายปีติดต่อกัน ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2008 ไว้ว่า น่าจะขยับขึ้นอยู่ในกรอบ 1,000-1,200 จุด โดยจะได้แรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติจากทั่วโลกที่กำลังไหลบ่าเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย และตลาดหุ้นไทยก็จะพลอยได้รับผลดีจากกระแสเงินทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเข้ามา “ดัชนี 1,000 จุด น่าจะเห็นตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนจะเป็นส่วนกระตุ้นให้ข้ามไปถึงจุดนั้นได้” มนตรีกล่าว
แตกต่างจากมุมมองของ นิธิ วณิคพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซิตี้ คอร์ป ซึ่งประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ไว้เพียง 970 จุด โดยหุ้นกลุ่มพลังงานจะยังคงเป็นแกนนำของตลาดหุ้นต่อไป เนื่องจากมูลค่าของหุ้นในกลุ่มพลังงานยังคิดเป็นสัดส่วนถึง 35-40% ของตลาดหุ้นไทย เท่ากับว่าการขึ้นลงของราคาน้ำมันจะส่งผลทางตรงต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมาก “ราคาน้ำมันไปทางไหน ดัชนีตลาดหุ้นก็จะไปทางนั้น” เขากล่าว
หุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงบริษัทเดียวเท่านั้น ที่บล.ซิตี้ คอร์ป ให้ความสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะแผนการจับคู่บริษัทลูกระหว่างบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ควบรวบกับบริษัทโรงกลั่นน้ำมันระยองพร้อมกับแผนลงทุนระยะยาวมูลค่า 5 พันล้านเหรียญหรือประมาณ 1.75 แสนล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า ทั้งหมดจะเป็นปัจจัยเสริมอิทธิพลของหุ้นปตท.ให้ดึงดูดใจนักลงทุนต่างประเทศ
ขณะที่นักวิเคราะห์อีกฟากหนึ่งมองว่า อีกปัจจัยที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนดัชนีตลาดหุ้นปีนี้คือ กำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นประมาณ 15-20% ประกอบกับข้อมูลซึ่งบ่งชี้ว่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือพีอีเรโชของตลาดหุ้นไทยยังถือว่าต่ำมาก
ทำให้นักลงทุนจำนวนมากยังหวังที่จะเห็นดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถวิ่งกลับขึ้นไปถึงสถิติเดิมที่ 1,700 จุดให้ได้อีกครั้งเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติค่าเงินบาท โดยมนตรีเองก็เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะฟื้นกลับไปสู่จุดนั้นได้อีกครั้งภายใน 3-5 ปีนับจากนี้
ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยิ่งทวีความน่าสนใจขึ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติก็ยังรอการฟื้นตัวครั้งใหม่ เพราะถ้าพิจารณาจากที่พีอีเรโชตลาดหุ้นไทยที่ประมาณ 11-12 เท่า ก็ยังถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและละแวกใกล้เคียงกัน
แตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับตลาดพีอีเรโชของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยปัจจุบันตลาดหุ้นนิวยอร์กมีพีอีเรโชที่ประมาณ 56 เท่า แนสแด็ก 36 เท่า หรือแม้แต่ย่านเอเชียอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีค่าพีอีเรโช 17 เท่า ฮ่องกง 18 เท่า สิงคโปร์ 13 เท่า เกาหลีใต้ 15 เท่า ฟิลิปปินส์ 15 เท่า อินโดนีเซีย 18 เท่า มาเลเซีย 15 เท่า อินเดีย 26 เท่า และไต้หวัน 19 เท่า
“เงินต่างชาติยังรอการเทิร์นอะราวด์ของตลาดหุ้นไทย เพียงแค่เขาต้องการความชัดเจนในด้านต่างๆ เท่านั้น” มนตรี กล่าวและเสริมว่า โดยเฉพาะความชัดเจนของนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
ปัญหาใหญ่ของตลาดหุ้นไทยมักถูกมองว่า มีจุดอ่อนในเรื่องของซัพพลายของตลาดหุ้น นั่นก็คือตลาดหุ้นยังมีจำนวนบริษัทจดทะเบียนน้อยเกินไป โดยเฉพาะหุ้นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดมหาศาล และอยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก
วงการโบรกเกอร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า หุ้นรัฐวิสาหกิจที่น้อยเกินไปถือเป็นข้อเสียเปรียบของตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม จีน อินเดีย หรือรัสเซีย ซึ่งต่างก็ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนเพื่อระดมเงินไปขยายกิจการและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ทั้งยังสามารถสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานจากการถูกติดตามและประเมินผลโดยนักวิเคราะห์ นักลงทุนสถาบัน และผู้ถือหุ้นรายย่อย “ถ้าเรายังมัวแต่เก็บรัฐวิสาหกิจไว้ในร่มเงาก็จะไม่มีใครสามารถซักฟอกได้” ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าว
แต่ภาพที่เป็นไปได้มากที่สุดในปี 2008 คือ จะยังไม่มีหุ้นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เข้าสู่ตลาดหุ้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น หุ้นใหม่ที่เตรียมเข้าตลาดหรือไอพีโอของบริษัทเอกชน 30-40 แห่ง ที่รอจังหวะและความพร้อมเข้าไปซื้อขายในตลาด จะเป็นความหวังเดียวที่จะสามารถขยายมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นไทยเพื่อปิดจุดอ่อนด้านการขาดแคลนหุ้นรัฐวิสาหกิจของไทยได้
เท่าที่เป็นไปได้ตอนนี้กับสิ่งที่ต้องเข้ามากระตุ้นตลาดหุ้นไทยเป็นอันดับแรกคือ ความเชื่อมั่นภายในประเทศ “หลังการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศดีขึ้น และการลงทุนก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นด้วยเหตุผลจากการใช้จ่ายภาครัฐ หลังจากช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลชุดก่อนมีการชะลอการเบิกจ่ายเงินงบประมาณออกไป” มนตรีกล่าว
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่ถึงเวลานี้นักวิเคราะห์เริ่มให้มุมมองว่า การเดินทางของกลุ่มพลังงานเริ่มเข้ามาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
“สินค้าพลังงานจะมีวัฏจักรของมัน แม้จะยังมีความน่าสนใจแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะตกลงมา ฉะนั้นแล้ววิธีการเล่นหุ้นนักลงทุนต้องเข้าใจวิธีลงทุน รู้จักวิธีเข้าออกด้วย” มนตรีกล่าว
อย่างไรก็ตาม นับเป็นความโชคดีเมื่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้รับการหยั่งเสียงว่าจะกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนตลาดหุ้นในปี 2008 หลังจากปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงของการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรองรับโครงสร้างทางการเงินใหม่ของประเทศ
ขณะที่ นลิณี งามเศรษฐมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นปีนี้จะมีกลุ่มนำตลาดที่ชัดเจนเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นคือ พลังงานและธนาคารพาณิชย์
“มาร์เก็ตแคปของหุ้นทั้งสองกลุ่มมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับการไหลเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ” เธอกล่าว
แต่น่าสังเกตว่า ตลาดหุ้นบ้านเรายังขาดสินค้าหรือหุ้นบริษัทจดทะเบียนอีกเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่เชื่อว่าตั้งแต่ปีนี้ไปตลาดหุ้นจะเริ่มมีสินค้าเข้ามามากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ
สอดคล้องกับมุมมอง ดร.ก้องเกียรติ ซึ่งประเมินแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ว่า มีโอกาสที่จะเติบโตได้สูงกว่า 20% โดยจะมีกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั้งกลุ่มเป็นตัวนำแห่งปี หลังจากที่ธนาคารทั้งหมดได้มีการตั้งสำรองจบไปแล้วตั้งแต่ปี 2007
“ธนาคารพาณิชย์ถือเป็นกลุ่มใหญ่ของตลาดหุ้น การเติบโตแบบยกกลุ่มจะมีอิทธิพลในการดึงตัวกำไรสุทธิต่อหุ้นโดยเฉลี่ยของตลาดขึ้นมาเป็น 15-16%”
นั่นคือปัจจัยบวกข้อแรกที่จะเข้ามาปลุกตลาดหุ้นอีกครั้ง และอีกปัจจัยคือแนวโน้มการเติบโตของจีดีพี ปี 2008 แม้จะออกมาไม่สวยหรูเท่าไรนัก แต่นักวิชาการก็ยังเชื่อว่าจะดีกว่าปี 2007
อย่างก็ตาม คงไม่สามารถจะสรุปได้ว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ หรือกลุ่มอุตสาหกรรมใดจะโดดเด่นมากที่สุดในตลาดหุ้นปี 2008 และเรื่องนี้มักขึ้นอยู่กับราคาหุ้นเป็นปัจจัยสำคัญ
ดร.ก้องเกียรติ ยกตัวอย่างว่าปีที่ผ่านมาหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดดเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ตามด้วยธนาคารกสิกรไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนธนาคารที่นักลงทุนไม่เอาเลยก็คือ ธนาคารทหารไทย เนื่องจากปัญหาผลดำเนินงานขาดทุน เพราะฉะนั้น ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมย่อมจะมีทั้งหุ้นที่ดีและหุ้นที่มีปัญหา นักลงทุนจึงควรเลือกลงทุนเป็นรายตัว ไม่ควรมองแบบเหมายกกลุ่ม
แต่หากมองในภาพรวม หุ้นที่น่าลงทุนในปี 2008 คงหนีไม่พ้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะโครงการระบบสาธารณูปโภค ด้วยเชื่อว่ายังไงเสียรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าโครงการก่อสร้างสิ่งเหล่านี้ รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน และกลุ่มธนาคารพาณิชย์
ขณะที่ มนตรี ศรไพศาล จากกิมเอ็ง วิเคราะห์ไว้ว่า กลุ่มหุ้นที่น่าลงทุนในปี 2008 มีตั้งแต่ กลุ่มพาณิชย์และค้าปลีก กลุ่มมีเดีย และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ
แต่ในกลุ่มก่อสร้างและกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แม้จะเป็นมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลใหม่ แต่ยังต้องดูสภาพคล่องของตลาดภายในประเทศอีกระยะหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องของภาวะดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่กดดันต้นทุนค่อนข้างมาก
ท่ามกลางกระแสความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลกที่ย่อมจะกระทบต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นย่อมจะสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง “แต่สังเกตได้ว่าตลาดหุ้นไทยรับรู้ข่าวแล้วมากพอสมควร เวลาขึ้นก็ขึ้นไม่มาก หากจะลงก็ไม่แรงเหมือนตลาดหุ้นประเทศอื่น และจะมีกลุ่มนักลงทุนที่เข้ามารอช้อนซื้อตลอดเวลา” ดร.ก้องเกียรติกล่าว
เพราะยังมีนักลงทุนอีกประเภทที่ชอบซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นตกลงมาเยอะๆ หรือเกิดความวิตกทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติช่วงที่เกิดการรัฐประหารหรือสงครามก็ตาม
“คนกลุ่มนี้เป็นพวกที่ชอบเก็บซากเข้ามาถึงก็กวาดหมด แล้วแปลงขยะให้เป็นทองคำในภายหลัง” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว
ด้าน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งเป็นนักลงทุนแนวหุ้นคุณค่าเป็นรายแรกๆ ของไทย ซึ่งประสบความสำเร็จจากการลงทุน โดยมูลค่าพอร์ตการลงทุนเติบโตอย่างรวดเร็วจากเงินลงทุนก้อนแรก 10 ล้านบาท วันนี้หลายคนประเมินว่าพอร์ตของนักลงทุนหุ้นมูลค่ารายนี้น่าจะสูงกว่า 600 ล้านบาทแล้ว
แต่การลงทุนแบบหุ้นมูลค่า ก็สามารถขาดทุนได้ถ้าเข้าซื้อหุ้นไม่ถูกจังหวะ “การที่ผมเข้าลงทุนถูกเวลา แม้ตลาดหุ้นจะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่วิธีลงทุนระยะยาวจะเสี่ยงน้อยกว่า” ดร.นิเวศน์กล่าว
เซียนหุ้นมูลค่าประเมินไว้ว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ระดับกว่า 800 จุด ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้และถ้ายิ่งลงทุนระยะยาวก็จะยิ่งได้รับผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น
แต่แนวทางลงทุนในปีนี้นักลงทุนควรเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งมีความอดทนต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างดี และบริษัทมีความมั่นคงในด้านฐานะการเงิน มียอดขายที่แน่นอน
“หุ้นที่ถูกเลือกแม้จะถูกกดดันยังไง แต่ก็ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากสถานการณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านการเมือง”
ทุกวันนี้ ดร.นิเวศน์ ยังยืนยันเช่นเดิมว่า เขานำเงินเก็บที่มีอยู่มาลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง 100% แต่วิธีลงทุนต้องคัดสรรให้ดี โดยเน้นการลงทุนในหุ้นที่เป็นผู้ชนะของแต่ละอุตสาหกรรม หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดถ้าหากอุตสาหกรรมนั้นๆ ต้องตายลงไป บริษัทที่ลงทุนไว้ก็จะต้องตายเป็นรายสุดท้าย
สำหรับปีนี้กลุ่มหุ้นที่ ดร.นิเวศน์ มองว่ายังคงมีความน่าสนใจควรเป็นธุรกิจประเภทที่มีเครือข่ายทั่วประเทศและมีกระแสเงินสดสูง คือ ต้องมีเงินสดเข้าบริษัททุกวัน โดยที่เขายังคงมองเห็นการเติบโตที่ดีของหุ้นในกลุ่มโมเดิร์นเทรด ไม่ว่าจะเป็น ซีพี ออลล์ ซีเอ็ดยูเคชั่น บิ๊กซี และโฮมโปร เป็นต้น
“ธุรกิจกลุ่มนี้แข็งแกร่งมากทั้งในด้านฐานะการเงิน การขยายสาขา และยังคงมีทิศทางเติบโตที่ดีในระยะยาว ยิ่งถ้าดูวิธีการขยายสาขาของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น มันเหมือนการรุกที่คล้ายต้องการยึดธุรกิจค้าปลีกไว้แค่รายเดียว”
โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของแบรนด์ถือว่ามีความโดดเด่นมาก เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน
แม้แต่หุ้นในกลุ่มฟาสต์ฟู้ดบางแห่งก็ถือว่าน่าสนใจที่จะลงทุน เพราะกลุ่มนี้จะมีการขยายสาขาตามการเติบโตของกลุ่มโมเดิร์นเทรด และถือเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกที่กำลังเติบโตตามพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่คนรุ่นเก่าก็ต้องปรับวิถีชีวิตเข้าไปใช้บริการ
ดร.นิเวศน์กล่าวเตือนว่า การเลือกหุ้นบางตัวแม้จะพิจารณารอบคอบแล้วว่าหุ้นตัวนั้นมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ แต่ราคาหุ้นก็อาจจะยากที่จะปรับตัวขึ้นต่อ เพราะราคาปรับสูงขึ้นมาก จนทำให้ค่าพีอีเรโชปรับขึ้นมาสูงมากแล้ว โดยเฉพาะหุ้นโรงพยาบาลบางแห่งซึ่งมีค่าพีอีมากกว่า 30 เท่า นักลงทุนจึงต้องคิดด้วยว่า เมื่อลงทุนไปแล้วราคาหุ้นจะมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีกหรือไม่
หลักการลงทุนที่ปลอดภัยอีกวิธี คือ ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่ไม่ถูกชี้นำราคาด้วยการไหลเข้าออกของเงินลงทุนจากต่างชาติ ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงต้องสะท้อนมาจากพื้นฐานของธุรกิจแท้จริง อย่าให้เป็นว่าพอเงินต่างชาติเข้าราคาหุ้นขานรับแต่ถึงวันใดที่เงินต่างชาติไหลออก ราคาหุ้นก็มักตกทันทีเช่นกัน
ร่วมด้วย วีระศักดิ์ สุขะวิริยะ
มาร์ค โมเบียส “ตลาดหุ้นไทยยังถูกที่สุดในโลก”
“เรามองเห็นมูลค่าของตลาดในเอเชียทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงหรือหุ้น “เอช” และหุ้น “เรดชิป” ในเกาหลี ไต้หวันและอื่นๆ ขณะที่ตลาดหุ้นของไทยประสบความผันผวน เนื่องจากการขาดเสถียรภาพทางการเมืองตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่การเลือกตั้งรัฐบาลตามแบบประชาธิปไตยครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจุดสนใจจากเรื่องการเมืองเป็นเรื่องเศรษฐกิจแทนได้
ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีราคาถูกที่สุดในโลกและเราเชื่อว่า แนวโน้มในระยะกลางถึงระยะยาวของตลาดไทยยังอยู่ในทิศทางบวก สำหรับในประเทศไทย เราชอบหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงานและวัตถุดิบ สาเหตุเพราะคาดว่า หุ้นพลังงานและหุ้นวัตถุดิบน่าจะได้รับประโยชน์จากรายรับและรายได้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นและความต้องการที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และพลังงานของประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ การปฏิรูปธนาคารและความต้องการบริการทางการเงินที่เพิ่มขึ้นยังช่วยหนุนให้ธนาคารเป็นกลุ่มที่น่าลงทุนอีกด้วย
เนื่องจากที่ผ่านมา ภาวะทางการเมืองที่ไม่มั่นคงทำให้นักลงทุนมองตลาดหุ้นไทยอย่างระมัดระวัง แต่การเลือกตั้งทั่วประเทศที่เกิดขึ้นและรัฐบาลใหม่ที่เข้ารับตำแหน่ง น่าจะทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ในด้านบวก เพราะว่าประเทศไทยจะกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังเป็นการกำจัดความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ปกคลุมประเทศไทยมาตั้งแต่ปีที่แล้วอีกด้วย หากการเลือกตั้งจัดขึ้นอย่างยุติธรรมและสอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในทิศทางที่ดี และจากนั้นผมหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ และนี่อาจจะส่งผลให้เงินลงทุนหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมากขึ้นทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ”
ข้อมูลเพิ่มเติม
มาร์ค โมเบียส ประธานบริหาร บริษัท เทมเปิลตัน แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งอยู่ในกลุ่มเทมเปิลตัน อีเมิร์จจิ้ง มาร์เก็ตส์ ทำการบริหารสินทรัพย์มูลค่าราว 5 หมื่นล้านเหรียญ คิดเป็นประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท และเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทบริหารการลงทุนแฟรงคลิน เทมเปิลตัน อินเวสท์เมนท์ ที่นำเสนอทางเลือกในการลงทุนทั้งในระดับนานาชาติและสหรัฐฯ ซึ่งบริหารงานโดยทีมลงทุนของแฟรงคลิน เทมเปิลตัน มูชวล ซีรี่ยส์ และฟิดูเชียรี ทรัสต์
โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซานมาทีโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย มีประสบการณ์การลงทุนมากกว่า 60 ปี และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่ารวม 6.69 แสนล้านเหรียญ หรือประมาณ 22.75 ล้านล้านบาท (ณ 31 ตุลาคม 2007)
ทัศนะนักวิเคราะห์ต่อ 10 หุ้นเด่น
บิสสิเนสวีค ไทยแลนด์ ทำการสำรวจเพื่อคัดหา 10 หลักทรัพย์ที่โดดเด่นและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในอัตราสูง รวมทั้งมีฐานะที่แข็งแกร่งและมั่นคงที่สุดในสายตาของโบรกเกอร์ทั่วประเทศ
ณัฐวิทย์ ณ นคร และวีระศักดิ์ สุขะวิริยะ,บิสสิเนสวีค ไทยแลนด์
พร้อมทั้งสรุปมุมมองและทัศนะของนักวิเคราะห์ชั้นแนวหน้าที่มีต่อหุ้นแต่ละบริษัทที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อชี้ให้เห็นถึงความน่าสนใจ โอกาส และปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อแต่ละบริษัท เนื่องจากบางครั้งอาจมีสถานการณ์ไม่คาดคิดที่อยู่เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์เกิดขึ้นได้ เพราะตลาดหุ้นไทยก็ยังคงผูกโยงเอาไว้กับสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การมีเข็มทิศนำทางการลงทุนก็ย่อมดีกว่าการลอยไปตามกระแสอย่างไม่รู้ทิศทาง โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ปราบเซียนมานักต่อนักแล้ว
บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) PTTAR
ธุรกิจ: ปิโตรเคมี
ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่นที่จะเกิดขึ้นหลังการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) และโรงกลั่นน้ำมันระยอง และจะเป็นหุ้นใหม่ในกลุ่มปิโตรเคมี ถือเป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่นมากที่สุดในสายตาของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้คัดเลือกและให้การยอมรับมากเป็นอันดับ 1 ทั้งในด้านฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นหลังการรวมกิจการ ขณะที่อนาคตของอุตสาหกรรมนี้ก็ยังมีความแข็งแกร่งประกอบกับกำลังการผลิตใหม่ของทั้งอะโรเมติกส์และโรงกลั่นน้ำมันระยองที่จะเริ่มเห็นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป กลายเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนทั้งในด้านส่วนต่างราคาหุ้น และเงินปันผลจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นไป
ในภาพเดิมที่ทั้ง 2 บริษัทยังแยกกันเป็นเอกเทศ หากเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันสูง โรงกลั่นน้ำมันระยองในฐานะโรงกลั่นจะได้ประโยชน์ชัดเจนจากน้ำมันคงคลัง ในขณะที่อะโรเมติกส์ย่อมมีแรงกดดันจากราคาต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกันโรงกลั่นน้ำมันระยองจะขาดทุนในขณะที่อะโรเมติกส์จะได้ประโยชน์เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลง
เพราะฉะนั้น การเติบโตในอนาคตของ PTTAR จึงมีความแน่นอนมากขึ้นจากความยืดหยุ่นทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้นจากความสามารถในการแลกวัตถุดิบระหว่างกัน เพื่อลดการสั่งซื้อวัตถุดิบจากภายนอก ขณะที่ PTTAR ยังจะสามารถปรับเปลี่ยนแผนการผลิตระหว่างปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะอุตสาหรรมแต่ละช่วงสถานการณ์เพื่อลดความผันผวนทางธุรกิจ
คาดกันว่า PTTAR จะเริ่มทำการซื้อ-ขายได้ในช่วงต้นปีนี้ภายใต้โอกาสทำกำไรระยะแรกจากแนวโน้มลูกค้าการกลั่นที่จะกลับมาดีในช่วงปลายปี 2007 ที่ผ่านมาต่อเนื่องมาถึงปี 2008
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา BAY
ธุรกิจ: ธนาคาร
ภาพอนาคตของธนาคารกรุงศรีอยุธยาดีขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา หลังการเข้ามาถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มจีอี แคปปิตอล นักวิเคราะห์ประเมินว่าอนาคตการเติบโตของธนาคารแห่งนี้จะเป็นไปอย่างก้าวกระโดดด้วยตัวเลขสองหลักในช่วงปี 2008-2010 และจะสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ด้วยกัน
การเติบโตในปี 2008 จะโดดเด่นหลังธนาคารจัดโครงสร้างองค์กรและตั้งสำรองไว้เต็มที่ตั้งแต่ครึ่งปีแรกของปี 2007 โดยกำไรที่ได้จะมาจากสินเชื่อที่เติบโตขึ้น
ขณะที่กลุ่มจีอีแคปปิตอลก็ประกาศความพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านธนาคารรายย่อยในอนาคตโดยต้องการทำให้ธุรกิจนี้มีสัดส่วนถึง 50% ของธนาคาร เพิ่มจากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 19% โดยคาดว่าจะทำได้สำเร็จในอีก 2 ปีภายหลังจากที่มีการโอนพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มาจากจีอี แคปปิตอลมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็คล้อยตาม เพราะเป็นที่รู้กันว่ากลุ่มจีอีมีความชำนาญระดับโลกทางด้านสินเชื่อรายย่อย และยังเปี่ยมด้วยความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งสามารถเอาชนะในธุรกิจได้อย่างไม่เป็นรองใคร และยังมีแนวโน้มต่อไปด้วยว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยาภายใต้การนำของกลุ่มจีอีมีความเป็นไปได้ที่จะซื้อธุรกิจการเงินเข้ามาไว้ในกลุ่ม เพื่อขยายขอบเขตของอิทธิพลด้านสินเชื่อรายย่อยให้เติบโตได้ทันต่อวัฐจักรเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังฟื้นตัวตั้งแต่ปีนี้
ธนาคารกสิกรไทย KBANK
ธุรกิจ: ธนาคาร
ธนาคารกสิกรไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากวงการโบรกเกอร์หลังธนาคารสามารถขายหนี้เสียที่ยากแก่การปรับโครงสร้างไปให้แก่สถาบันการเงินต่างชาติรวมมูลค่า 11.8 พันล้านบาท และเป็นมูลค่าตามบัญชีสุทธิคือ ไม่มีผลขาดทุนจากรายการครั้งนี้
ส่งผลให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารปรับลดลงเหลือเพียง 5.69% ถือว่าต่ำที่สุดในระบบธนาคารพาณิชย์ด้วยกัน ขณะที่ผู้บริหารธนาคารเองยังต้องการกดเอ็นพีแอลให้เหลือต่ำกว่า 5% ภายในปีนี้ ก็ยิ่งกระตุ้นความน่าสนใจให้กับหุ้นได้ไม่น้อยทีเดียว
ยิ่งหลังจากธนาคารปิดตัวเลขยอดสินเชื่อเมื่อสิ้นเดือนตุลาคม 2007 ด้วยการเป็นธนาคารพาณิชย์ที่สามารถปล่อยสินเชื่อได้มากที่สุดในระบบสัดส่วน 9.01% และยังสร้างจุดปลอดภัยไว้ด้วยการไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีหนี้เป็นหลักประกัน หรือซีดีโอ ที่กำลังเป็นปัญหาในสหรัฐฯและลุกลามไปทั่วโลก ธนาคารจึงไม่มีภาระการตั้งสำรองพิเศษเพิ่มขึ้นอีก
ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า การเติบโตด้านการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในปี 2008 จะเติบโตขึ้นระหว่าง 10 - 15% จากวัฎจักรการลงทุนและภาวะเศรษฐกิจประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างน่าสนใจ พร้อมกับแนวโน้มการเติบโตของรายได้จากค่าธรรมเนียมจากบริการของกลุ่ม เค กรุ๊ป ซึ่งมีการประมาณการไว้ว่าจะเติบโตมากขึ้น 20%
ยิ่งกว่านั้น การหว่านเงินลงทุนด้านโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐยังถือเป็นอีกส่วนสำคัญที่สามารถหนุนการเติบโตด้านรายได้ของธนาคารอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยไว้ให้ใกล้เคียงกับปี 2007 ซึ่งถือเป็นส่วนต่างที่สูงที่สุดในระบบธนาคารพาณิชย์
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) PTTEP
ธุรกิจ: พลังงาน
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า หุ้นของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม เริ่มมีความโดดเด่นมากขึ้นจากกำลังการผลิตปี 2008 ที่จะเพิ่มขึ้นจากวันละ 1.8 แสนบาร์เรล เป็นวันละ 2.41 แสนบาร์เรล หรือเพิ่มถึง 34%
นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงเวลาที่จะมีการเติบโตอย่างเต็มที่ด้วยรายได้จากแหล่งอาทิตย์ ตั้งแต่ครึ่งปีแรก และจากโครงการเวียดนาม 9-2 ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งขณะนี้แผนการสำรวจและผลิตยังคงบรรลุตามแผนที่วางไว้ ทำให้ทั้ง 2 แห่งจะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จะเข้ามารับรู้ทันทีตั้งแต่ปีนี้ และแม้ว่าปตท.สำรวจและผลิตฯ จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนและการพัฒนาที่สูงขึ้นตามแผนลงทุน แต่การลงทุนอย่างต่อเนื่องก็จะช่วยให้บริษัทมีการเติบโตด้านรายได้ในระยะยาว
นักวิเคราะห์คาดการว่า ปตท.สำรวจและผลิตฯ จะมีกำไรเติบโตถึง 40% เทียบกับปี 2007 จากแรงหนุนของแหล่งผลิตใหม่ ขณะที่ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยปีนี้จะยังคงอยู่ในบริเวณ 68 เหรียญต่อบาร์เรล และยังมองการเติบโตออกไปหลังจากพ้นปี 2008 ที่จะยังคงอัตราเติบโตขั้นต่ำได้เฉลี่ยปีละ 7-10%
ไม่เท่านั้น บริษัทยังกล้าตัดปัญหาทิ้งด้วยวิธีลดสัดส่วนการลงทุนในโครงการที่พบปัญหาการผลิตอย่างโครงการในแหล่งนางนวล เพื่อปูทางในระยะยาวกับโครงการใหม่ที่ไกลออกไป โดยเฉพาะโครงการสำรวจและผลิตที่สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ส่วนรายได้ที่แหล่งบงกชก็เพิ่งจะได้รับการขยายอายุโครงการออกไปอีกถึง 10 ปี
บริษัท โทรีเซนไทย จำกัด (มหาชน) TTA
ธุรกิจ: ขนส่ง
บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ สามารถเบียดขึ้นมาเป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าลงทุนแห่งปี และจะสามารถทำรายได้อย่างก้าวกระโดดในปีนี้ หลังจากแนวโน้มค่าระวางเรือยังคงอยู่ในอัตราสูงต่อเนื่องไปถึงปี 2009 ด้วยความต้องการใช้เรือประเภทเทกองที่อยู่ในระดับสูงจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน และอินเดีย ที่มีการเร่งของการบริโภคในภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวหน้า และส่งผลให้ความต้องการนำเข้าวัตถุดิบโดยเแพาะการขนส่งถ่านหิน และสินแร่เหล็กเพิ่มสูงขึ้น
นักวิเคราะห์ประมาณการไว้ว่า อัตราค่าระวางเฉลี่ยของเรือประเภทเทกองจะอยู่ในระดับสูงตลอดปี 2008 และปี 2009 ที่ระดับ 1.75 หมื่นและ 1.65 หมื่นเหรียญต่อวันต่อลำ ก่อนจะไปชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2010 จากปริมาณของเรือใหม่ที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น
แต่โทรีเซนไทยฯ ก็มีการเตรียมตัวอย่างดี ด้วยการสร้างเสถียรภาพรายได้ในอนาคต โดยกระจายรายได้ออกไปในธุรกิจเรือขุดเจาะผ่านทางบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพารายได้จากธุรกิจเดินเรือประเภทเทกองเพียงอย่างเดียว
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) BANPU
ธุรกิจ: พลังงาน
นับตั้งแต่ต้นปี 2007 เป็นต้นมาราคาขายถ่านหินทะยานขึ้นไม่หยุด และสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ถึง 5 ครั้ง ตลอดทั้งปี ก่อนที่ราคาหุ้นบ้านปูจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการขยับราคาขึ้นมาจาก 182 บาท แล้วทะยานขึ้นเหนือ 400 บาทได้สำเร็จด้วยแนวโน้มความแข็งแกร่งของราคาถ่านหินที่ยังจะโดดเด่นต่อเนื่องมาถึงปีนี้
ขณะที่แนวโน้มราคาถ่านหินเฉลี่ยตั้งแต่ช่วงปี 2008-2013 จะยังคงอยู่ในระดับสูงระหว่าง 60-82 เหรียญต่อตัน เนื่องจากปริมาณถ่านหินยังคงค่อนข้างตึงตัวจากปัญหาภัยธรรมชาติ และปัญหาท่าเรือที่จำกัดในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและออสเตรเลีย และคาดกันว่า สถานการณ์เช่นนี้จะยังคงอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อยถึงปี 2009
นักวิเคราะห์สรุปไว้ว่า ราคาถ่านหินที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นทุกๆ 1 เหรียญ จะทำให้ราคาเป้าหมายของหุ้นบ้านปูปรับเพิ่มขึ้นอีก 7%
บ้านปูได้ขยับราคาขายถ่านหินล่วงหน้าในปีนี้จากตันละ 45 เหรียญ เป็น 51 เหรียญ โดยปริมาณการขายถ่านหินของบริษัทปีนี้คิดเป็นสัดส่วน 50% จากสัญญาขายล่วงหน้าซึ่งทำไว้แล้วที่ราคา 41 เหรียญ ส่วนที่เหลือจะเป็นการขายตามตลาดโลกซึ่งจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 60 เหรียญต่อตันยิ่งกว่านั้นการนำหุ้นบริษัทลูกอย่าง PT Info Tambongroya Megah Tbk (ITM) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเหมืองถ่านหิน 4 แห่งที่อินโดนีเซีย เข้าไปจดทะเบียนและทำการซื้อขายในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ส่งผลให้ ITM จะมีเงินสดไหลเข้าจากการขายไอพีโอ 1.23 หมื่นล้านบาท ยิ่งจะช่วยให้ฐานะการเงินของบ้านปูมีความมั่นคงมากขึ้น
บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) QH
ธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์
ควอลิตี้ เบียดขึ้นมาติดท็อปเท็นในสายตาของโบรกเกอร์ หลังจากบริษัทมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากผลการดำเนินงานที่ดีของโฮม โปรดัสก์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ควอลิตี้เฮ้าส์ถือหุ้นอยู่ 20.93% ขณะที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทยังมีความหวังจากราคาหุ้นที่จะได้รับแรงหนุนจากการเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ของธนาคารแลนด์แอนด์เฮาส์ที่ควอลิตี้ถือหุ้นอยู่ด้วยเช่นกัน
รวมไปถึงแผนงานที่จะขายอาคารสำนักงานเข้าไปอยู่ในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อระดมเงินสดเข้ามา
ประกอบกับวิธีคิดใหม่โดยขยับตัวเองลงมาทำการบ้านระดับราคาปานกลางเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ราคาขายเฉลี่ยต่อยูนิตจะอยู่ที่ 10 ล้านบาท ลดลงเหลือเฉลี่ย 5-6 ล้านบาทต่อยูนิต สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า
ปัจจัยเหล่านี้คือส่วนสำคัญที่นักวิเคราะห์ซึ่งนิยมหุ้นควอลิตี้เฮ้าส์ต่างลงความเห็นพร้อมกันว่า ผลการดำเนินงานของควอลิตี้เฮ้าส์ในปีนี้จะสามารถเติบโตได้โดดเด่นกว่าผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งยังได้รับผลดีโดยตรงจากแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศที่พร้อมจะฟื้นตัวพร้อมกับการตื่นขึ้นอีกครั้งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ควอลิตี้เฮาส์มีความพร้อมที่จะทยอยเปิดขายโครงการใหม่เพิ่มอีก 22 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 20 โครงการ และโครงการแนวสูงอีก 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท โดยจะเริ่มเปิดโครงการแนวราบ 11 โครงการภายในปีนี้และอีก 9 โครงการแนวราบที่เหลือ กับโครงการแนวสูงอีก 2 โครงการจะไปจ่อคิวเพื่อเปิดตัวต่อไปในปี 2009
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) PS
ธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์
พฤกษา เรียลเอสเตท ครองตำแหน่งผู้นำตลาดบ้านทาวน์เฮ้าส์สำหรับผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง จุดเด่นที่เป็นเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายนี้อยู่ที่ความสามารถในการก่อสร้างด้วยระบบสำเร็จรูป ซึ่งจุดนี้เองที่ช่วยให้พฤกษาฯ สามารถก่อสร้างบ้านและทาวน์เฮาส์ให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว การไหลเข้าของกระแสเงินสดดำเนินไปอย่างคล่องตัว และช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ดีกว่าผู้ประกอบการรายอื่น
กลุ่มนักวิเคราะห์ที่เลือกพฤกษาฯ เป็นหุ้นเด่นประจำปีล้วนมองว่า ด้วยเทคโนโลยีในการก่อสร้างที่แตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกันจึงทำให้ฐานะการเงินของพฤกษาฯ ในปัจจุบันถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหรรม
หรือแม้แต่ในเชิงกลยุทธ์ พฤกษาฯ ยังมีการขยับตำแหน่งของธุรกิจได้ท่วงทันกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก่อนจะขยายรูปแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยจากเดิมที่เน้นเพียงลูกค้าระดับล่าง มาเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินค้าที่หลากหลาย
โดยการขยายธุรกิจเข้าไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ต้องการที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมด้วยโครงการ ไอวี่ ริเวอร์ และไอวี่ สาธร 10 และมีการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าได้อย่างมาก
พฤกษาฯ ยังมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับล่างที่ราคา 0.9-1.4 ล้านบาทหวังปูพรมเพื่อกวาดลูกค้าตลาดล่างที่ยังมีอย่างเหลือเฟือ นักวิเคราะห์ประเมินว่าการปรับตัวของผู้นำตลาดรายนี้ จะช่วยสนับสนุนโอกาสเติบโตของกำไรสุทธิในระยะยาว และอยู่ในระดับสูงต่อไป
บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ITD
ธุรกิจ: ก่อสร้าง
อิตาเลียนไทยฯ ถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้นำตลาดของกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ของประเทศ รวมถึงมีความชำนาญในการก่อสร้างเป็นระยะเวลานาน โดยมีงานในมือรอรับรู้รายได้ต่อเนื่องระหว่างปี 2008-2009 แบ่งเป็นสัดส่วนงานในประเทศและงานต่างประเทศ 60% และ 40% ตามลำดับ
โดยงานหลักๆ ของอิตาเลียนไทยฯ ยังคงมาจากบ้านเอื้ออาทรและงานก่อสร้างศูนย์ราชการ คิดเป็นสัดส่วน 30% กับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าอีก 20% และมีงานที่จะเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากโครงการใหม่ๆ
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง จะชูการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นประเด็นสำคัญของนโยบายภาครัฐและจะเป็นตัวขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจโดยรวม โดยมองจุดเริ่มต้นที่โครงการขนาดใหญ่เป็นแรงสนับสนุน จากโครงการรถไฟฟ้า 5 สาย รวมมูลค่า 1.75 แสนล้านบาท ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอย่างน้อยที่สุดอิตาเลียนไทยฯ ก็น่าจะคว้างานประมูลมาได้สัก 1 สายในปีนี้รวมถึงการพัฒนารูปแบบการขนส่งเช่น รถไฟระบบรางคู่ ที่อิตาเลียนไทยฯอยู่ในฐานะตัวเต็งที่จะได้รับการคัดเลือกเช่นกัน
ที่สำคัญ วิธีการขยายตัวเองออกไปรับเหมาก่อสร้างยังต่างประเทศ เช่น ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคซึ่งอิตาเลียนไทยฯ มี ไอทีดี ซีเมนเตชั่น เป็นบริษัทลูกอยู่ที่นั่นและมีงานที่อยู่ระหว่างนำเสนอราคาประมูลโครงการโดยรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างทำแผนขยายธุรกิจต่อเนื่องนอกเหนือจากงานด้านรับเหมาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นการลงทุนธุรกิจเหมืองแร่โปรแตส ที่จังหวัดอุดรธานี และเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซีย
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP
ธุรกิจ: พลังงาน
ราคาหุ้นไทยออยล์ ยังคงอยู่ภายใต้ความหวังของค่าการกลั่นที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปอีกตั้งแต่ครึ่งแรกของปีนี้ด้วยข้อจำกัดด้านอุปทาน ขณะที่ความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียมในสายอะโรเมติกส์จะยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยแรงบริโภคจากการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศจีน และอินเดีย ซึ่งนักวิเคราะห์สายพลังงานยังเชื่อมั่นว่าหากการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศยังดำเนินต่อไปก็เชื่อได้ว่าปีนี้จะยังเป็นปีที่ดีที่สุดของไทยออยล์
แต่หลายปีที่ผ่านมาโรงกลั่นน้ำมันรายนี้มักสะดุดตัวเองกับการปิดโรงกลั่นเพื่อทำการบำรุงครั้งใหญ่ แต่ในปีนี้โรงกลั่นในเครือข่ายของไทยออยล์จะไม่มีแผนที่จะทำการซ่อมบำรุงใหญ่ หลังจากได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2007 และจะได้รับผลดีต่อเนื่องจากที่คาดหวังว่าราคาน้ำมันปีนี้ จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป
นักวิเคราะห์ยังมองด้วยว่าการดำเนินธุรกิจของไทยออยล์จะสามารถสร้างผลประกอบการที่มีแนวโน้มจะเติบโตได้อย่างโดดเด่นที่สุดในบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะจากแผนการขยายกำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกวันละ 5 หมื่นบาร์เรล ที่จะสนับสนุนรายได้อย่างแข็งแกร่งในปีนี้
ส่วนการขยายธุรกิจออกไปในสายเคมี และโรงไฟฟ้า ก็จะช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตระยะยาวและสร้างเสถียรภาพให้แนวโน้มของกำไร แม้กระทั่งแผนการขยายกองเรือของไทยออยล์ มารีน ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ไทยออยล์ถือหุ้นอยู่ทั้ง 100% ด้วยแผนงานที่จะเตรียมซื้อเรือเพิ่มอีก 5 ลำ ซึ่งจะช่วยให้การเติบโตด้านกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว
การเติบโตที่เย้าใจของกองทุนเอฟไอเอฟ
โดย ณัฐวิทย์ ณ นคร
สมาคมบริษัทจัดการลงทุนเปิดเผยตัวเลขการสำรวจความนิยมของประชาชนที่มีต่อกลุ่มธุรกิจกองทุนรวมแยกตามประเภทการลงทุนพบว่า กองทุนรวมหน่วยลงทุน หรือฟันด์ ออฟ ฟันด์ เป็นกองทุนที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายและมีการบริหารความเสี่ยงให้แก่นักลงทุนได้ในระดับที่น่าสนใจ
มาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนกล่าวว่า กองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมของต่างประเทศ หรือกองทุนเอฟไอเอฟเป็นกองทุนที่กำลังได้รับความสนใจมากที่สุด และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวมากขึ้นอีกในปีนี้
ส่วนกองทุนประเภทอื่นอย่างกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ก็ยังมีการเติบโตที่ดีแต่ก็ยังถูกจำกัดกรอบด้วยสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ขณะที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์แม้จะยังมีการขยายตัว แต่ก็ยังถูกจำกัดกรอบด้วยสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ขณะที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์แม้จะยังมีการขยายตัว แต่คาดว่าจะเป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลง
ตัวเลขจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2007 รายงานตัวเลขการเติบโตของกองทุนเอฟไอเอฟ ด้วยยอดจัดตั้งกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศเป็นจำนวนถึง 94 กองทุน คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 1.30 แสนล้านบาท ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 1.01 แสนล้านบาท เทียบกับปลายปี 2006 ที่มีการจัดตั้งกองทุนเพียง 33 กองทุน มูลค่าเงินลงทุนรวม 2.88 หมื่นล้านบาท
วรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด วิเคราะห์ว่า จากการที่ผลตอบแทนการลงทุนในประเทศปรับตัวลดลง กับสถานการณ์ตลาดหุ้นที่ค่อนข้างผันผวนตลอดทั้งปี จึงทำให้นักลงทุนหันไปนิยมเลือกลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพราะต้องการรับผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนในประเทศและเป็นไปได้ว่าแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยในปีนี้ โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกคงยังไม่นิ่งพอทั้งดานเศรษฐกิจและการเมือง และจะเป็นเหตุผลให้นักลงทุนไทยกลุ่มใหญ่หันไปลงทุนผ่านกองทุนรวมเอฟไอเอฟมากขึ้น โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งถือเป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงไม่สูงกว่าเกณฑ์การลงทุน และความต้องการการลงทุนส่วนใหญ่ก็มักจะปักหลักอยู่กับกองทุนประเภทนี้มากที่สุด
“แต่การลงทุนในต่างประเทศจัดว่ามีความเสี่ยงพอตัว หรือถ้านักลงทุนมองแล้วว่าผลตอบแทนที่จะได้มันคุ้มกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ก็สามารถตัดสินใจลงทุนได้” ลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซส พลัส กล่าวในงานเปิดตัวกองทุน BRIC ซึ่งเน้นการลงทุนใน 4 ประเทศได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ซึ่งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของประเทศในกลุ่มนี้กำลังอยู่ในช่วงการเติบโตในระยะยาวถึงอย่างน้อยอีก 5 ปี
จะเห็นได้ว่า พัฒนาการที่ชัดเจนของธุรกิจกองทุนรวมเอฟไอเอฟช่วงที่ผ่านมาจะมีอยู่ 3 ด้าน ด้านแรกคือการออกกองทุนเอฟไอเอฟที่เน้นลงทุนในอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมน้ำ รวมถึงอุตสาหกรรมด้านเฮลท์แคร์ หรือแม้กระทั่งอุตสาหรรมที่ผลิตสินค้าแบรนด์เนมของโลก
ด้านที่สอง การออกกองทุนเอฟไอเอฟที่จะเน้นการลงทุนตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งหรือจะลงทุนในระดับภูมิภาค และลงทุนได้ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีน และอินเดีย ซึ่งตลาดหุ้นเหล่านั้นกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก
ด้านที่สาม การออกกองทุนเอฟไอเอฟ ที่จะนำเงินไปซื้อตราสารหนี้สถาบันการเงินต่างประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง โดยมีกำหนดเวลาเลิกกองทุนที่แน่นอน ซึ่งมีโอกาสที่จะได้รับเงินผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรและเงินฝากภายในประเทศ
มาริษ กล่าวว่า เนื่องจากเสน่ห์ของกองทุนเอฟไอเอฟจะสามารถสร้างทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าได้อย่างเฉพาะกลุ่มมากกว่ากองทุนประเภทอื่นๆ และยังมีความชัดเจนด้านนโยบายการลงทุน กับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในประเทศ จึงทำให้แนวโน้มการออกกองทุนใหม่ๆ ในปีนี้ถูกวางน้ำหนักมาที่กองทุนเอฟไอเอฟมากกว่ากองทุนรวมประเภทอื่น แต่ก็อยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นเดียวกัน
เขียนโดย ณัฐวิทย์ ณ นคร,บิสสิเนสวีค ไทยแลนด์
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม