Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
![]()

ไม่ผิดและไม่แปลกที่คนเราจะมีฝันและจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ เพราะนักธุรกิจ นักประดิษฐ์ หรือแม้แต่ผู้คิดค้นเทคโนโลยีระดับโลกหลายต่อหลายคนที่ประสบความสำเร็จก็ล้วนเกิดจากการมีฝันเล็กๆ ที่ใหญ่ยิ่งเช่นกัน แต่อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมีวิธีการจัดการเพื่อก้าวไปถึงฝันนั้นได้อย่างไร
แล้วทว่ากับฝันที่จะปั้นคนไทยสู่การสร้างเว็บที่เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้ง (Social Networking) ดังๆ อย่าง Youtube.com ,Wikiipedia.org ,Myspace.com, Facebook.com และ Hi5.com เป็นต้น โดยเข้าไปยืนเป็น 1 ใน 10 ของโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กเว็บของโลก???
คุณคิดว่างานนี้จะต้องพลิกตำราสักกี่พันกี่หมื่นเล่ม เพื่อผันจินตนาการนี้สู่ความเป็นจริง!!!
แต่มี 10 เคล็ดลับที่น่าจะเป็น”คัมภีร์”อย่างดี ในการก้าวไปสู่เป้าหมายแห่งฝันได้ไม่ยาก อาทิ สร้างนวัตกรรมที่แตกต่างอย่างมีจุดขาย สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ แก้ไขระเบียบบางอย่างของภาครัฐและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง มีหลากหลายภาษา และตั้งชื่อจำได้ง่าย เป็นต้น(อ่านรายละเอียดจากตาราง)
แต่ถามว่าประเทศไทยวันนี้ ตรงสเป็กข้างต้นกี่ข้อ ฝ่ายเกี่ยวข้องลองหลับตานึกแล้วจินตนาการดู!!!“คิดการใหญ่”ต้องมีนวัตกรรมที่แตกต่าง
ฮา..ฮา…ฮา..ฮา..ฮา! เป็นเสียงหัวเราะแรกที่ได้รับกลับมาจากบรรดากูรูและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเว็บไซต์ชั้นนำของเมืองไทย
ไม่ว่าจะเป็น สนุกดอทคอม (www.sanook.com) กระปุกดอทคอม (www.kapook.com) เว็บเบอร์1 และ2 ของไทย และแม้แต่เว็บร้อนอย่าง พันธุ์ทิพย์ดอทคอม (www.pantip.com) หลังจากได้ยินคำถามเกี่ยวกับจินตนาการข้างต้น
“เป็นโจทย์ที่ยากครับ เพราะตอนนี้เว็บที่เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วมีอยู่จำนวนมาก เพราะฉะนั้น ถ้าจะสร้างเว็บไทยให้เป็นเว็บโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก และเข้าไปติดท็อป 10 ของโลก สิ่งสำคัญแรกสุดเลยเราต้องมีความแตกต่างอย่างมีจุดขายเป็นของตนเอง”
เป็นคำบอกเล่าประโยคแรกของ “นายปรเมศวร์ มินศิริ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทบันฑิตเซ็นเตอร์ จำกัด ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์กระปุกดอตคอม หลังจากส่งเสียงหัวเราะดังๆ ออกมา
พร้อมกับอธิบายถึงนิยาม “ความต่างอย่างมีจุดขาย”ให้ฟังว่า ไม่ได้หมายถึงไอเดียที่มีความต่าง เพราะลำพังแค่ฉีกสินค้าเดิมที่มีอยู่ให้แตกต่างด้วยการใส่ฟีเจอร์ใหม่ คงไม่ใช่คำตอบ แต่ความต่างที่ว่านี้ต้องเป็นนวัตกรรมหรือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในตลาดหรือบนโลกใบนี้มาก่อน และนวัตกรรมนั้นต้องทำได้จริงและเกิดประโยชน์กับคนด้วย
ยกตัวอย่าง Twitter.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างมากในช่วง 1-2 ปีนี้ โดยเป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก(Micro Blog) โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ (ยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร) ผ่านทางอีเมล เอสเอ็มเอส เมสเซนเจอร์ หรือผ่านทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์โดยตรง นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานผ่านโปรแกรมเฉพาะที่ใช้งานผ่าน APIได้ อย่าง Twitterific ได้ ซึ่งเขาชี้ว่า การสร้างความต่างด้วยการให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อความได้ผ่านหลายช่องทางนี้ เป็นจุดที่ทำให้ Twitter.com ได้รับความนิยม เพราะถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่แตกต่างและเอื้อต่อพฤติกรรมใช้งานของผู้ใช้ให้เกิดความสะดวกในการใช้ยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้น ถ้าขาดการสร้างนวัตกรรมที่แตกต่างให้เกิดขึ้น จินตนาการนี้ก็เดินไปไม่ได้!!!
ผู้บริหารเว็บเบอร์ 2 ของไทยที่มีจำนวนเพจวิวเฉลี่ยสูงถึง 11 ล้านเพจย้ำว่า จริงอยู่ที่การสร้างนวัตกรรมเป็นเรื่องที่สร้างกันไม่ได้ง่าย แต่ก็เชื่อว่าสามารถจะผลักดันให้คนไทยหันมาสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีจุดขายเพิ่มมากขึ้นจากเดิมได้เช่นกัน โดยแรงผลักสำคัญที่จะทำให้เกิดขึ้นนั้น เขามองว่า อยู่ที่การสร้างบรรยากาศของแต่ละองค์กรบริษัท เพราะนวัตกรรมบางครั้งก็เกิดจากความสามารถส่วนบุคคล แต่บางครั้งก็เกิดจากกลุ่ม
เขายกตัวอย่าง”มีลูกน้องคนหนึ่งในทีมเสนอไอเดียงานในที่ประชุม แต่ถูกหัวหน้าค้านตลอด ลองคิดดูว่าต่อไปลูกน้องคนนี้จะกล้าคิดงานใหม่ๆ ออกมาไหม หรือกรณีที่มีคนในบริษัทคิดงานได้ แต่ไม่ได้รับแรงหนุนในการพัฒนาต่อยอดออกมาเป็นสินค้าหรือบริการเลย นวัตกรรมใหม่ๆ ก็ไม่มีทางเกิด ตรงกันข้ามถ้าคิดแล้ว บริษัทนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกตลาดจนได้รับความนิยม ย่อมจะมีคนอยากคิดอยากทำมากขึ้น”
ปรเมศวร์เปรียบเปรยเรื่องนี้ว่า เหมือนกับเราบังคับให้ปลาออกไข่ไม่ได้ แต่สามารถสร้างบรรยากาศเพื่อกระตุ้นให้ปลาอารมณ์ดีและออกไข่ได้ การสร้างนวัตกรรมก็เช่นกัน ย่อมมีทั้งคนที่คิดค้นเองได้จากความสามารถ และขณะเดียวกันก็ต้องมีการสร้างบรรยากาศเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้แต่ละคนเกิดการคิดค้น ซึ่งเขาบอกว่า จุดนี้เป็นหน้าที่ของแต่ละบริษัทที่จะต้องเข้ามาผลักดันให้มากขึ้น
“ปั้นนวัตกรรม”ยุคใหม่ ต้องขยันหว่านไอเดีย
เกี่ยวกับประเด็นการสร้างนวัตกรรม ไม่เพียงปรเมศว์เท่านั้นที่เห็นว่า มีความสำคัญ และเป็นปัจจัยที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนให้เกิดขึ้นได้ “วันฉัตร ผดุงรัตน์” ผู้บริหารเว็บไซต์พันธ์ทิพย์ดอทคอม (www.pantip.com) เว็บร้อนที่ได้รับทั้งผลบวก และผลลบจากประเด็นการเมืองมาแล้วหลายครั้ง ภาพของเว็บพันธ์ทิพย์จึงถูกเกี่ยวโยงกับประเด็นทางสังคมค่อนข้างมาก
วันฉัตรเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความคิด และอยากจะทำเว็บในระดับโลกเช่นกัน เขาให้ความคิดเห็นกับ”อนาคตเว็บไทยสู่1 ใน10ของโซเซี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้ง”ระดับโลก ในมุมมองที่สอดคล้องและต่างกันออกไปจากบุคคลอื่น แต่ก่อนที่จะให้ความเห็นนั้น เขาออกปากอย่างถ่อมตัวว่า ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มากนัก เพราะแม้จะอยู่ในแวดวงและมีความคิดที่จะทำเว็บในระดับโลก แต่ถึงวันนี้ยังเป็นสิ่งที่เขายังค้นหาคำตอบกับเรื่องนี้อยู่
“สำหรับเว็บหนึ่งเว็บผมทำได้ แต่คีย์สำคัญคือทำอย่างไรถึงจะไปสู่ในระดับโลกได้ ปัจจัยไม่ได้อยู่ที่ตัวเว็บ ฟีเจอร์ หรืองานโปรแกรมมิ่ง โดยเฉพาะงานโปรแกรมมิ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นอะไรสักอย่างที่ผมเองก็ยังไม่รู้และกำลังค้นหาอยู่เหมือนกัน”เป็นถ้อยคำถ่อมตัวของนายวันฉัตรกับโจทย์ที่มองตรงกัน
ก่อนจะเสริมไอเดียเรื่องนี้ให้ฟังว่า การสร้างนวัตกรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะปั้นคนไทยสู่การทำเว็บที่เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งในระดับโลก แต่ขณะเดียวกันเขาก็มองว่า การสร้างฟีเจอร์ และเนื้อหาของเว็บเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับดวงเช่นกัน เนื่องจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีนวัตกรรมเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่หลายนวัตกรรมที่เข้าท่ามากๆ ก็ไม่เกิด ขณะที่บางนวัตกรรมดูแล้วไม่น่าจะเกิดแต่กลับโด่งดังติดตลาดก็มี
“นวัตกรรมเป็นการหว่านไอเดียมากกว่า เพราะเราไม่รู้ว่านวัตกรรมที่คิดออกมาอันไหนจะเวิร์ก เพราะฉะนั้น ถ้าเรายิ่งหว่านมากก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรุ่งได้มาก แต่ทว่าแต่ละไอเดียที่หว่านออกไปนั้นต้องเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นไม่เหมือนกัน และต้องไม่มีในโลกด้วย”นายวันฉัตร อธิบายถึงการหว่านนวัตกรรม เพื่อหวังว่า1ในจำนวนนวัตกรรมเหล่านั้นจะมี”เพชรแทรกตัวอยู่” เขาอธิบาย
แม้มองว่าจะไม่มีเครื่องการันตีความสำเร็จนวัตกรรมที่หว่านออกไป แต่อย่างหนึ่งที่จะการันตีความสำเร็จของนวัตกรรมที่ออกมาได้ ก็คือ นวัตกรรมนั้นจะต้องเข้าไปตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าและทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น
ปรับวิธีจัดซื้อ ของรัฐ สร้างโอกาสไทยสู่ระดับโลก
นอกจากนี้วันฉัตรยอมรับว่า การสร้างนวัตกรรมเป็นปัญหาเรื้อรังมานมนานสำหรับเมืองไทย เพราะบ้านเรานิยมใช้สินค้าสำเร็จรูป เช่น ภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจจะทำการประมูลจัดซื้อจัดจ้างซอฟต์แวร์สักอย่าง ก็ต้องมี Site Reference ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งถ้ามองในมุมองค์กรก็พอเข้าใจ เพราะต้องการสินค้าที่ใช้งานได้จริง แต่อีกมุมหนึ่งเท่ากับเป็นกำแพงกีดกั้นคนไทยไม่ให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เวลาภาครัฐจะจัดซื้อจัดจ้าง แทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้สินค้าอะไรออกมา ซึ่งลักษณะอย่างนี้จะเป็นการส่งเสริมให้คนในประเทศเกิดการคิดค้นหรือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ออกมา และสามารถจะนำมาเสนอกับตลาดได้เต็มที่
ถ้ามองในระดับเด็กๆ ลงมา เขาบอกว่า สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดคือ พระเอก (Hero) หรือ ไอคอน(Icon) อย่างในสหรัฐอเมริกาจะเห็นว่าคนที่เป็นฮีโร่จะมาจากสายนวัตกรรมเป็นส่วนมาก เช่น เอดิสัน ผลิตหลอดไฟ, บิลเกตต์ พัฒนาระบบปฏิบัติการ หรือสตีฟ จ็อปส์ คิดค้นเครื่องแมคอินทอช เป็นต้น
“สิ่งเหล่านี้ถือเป็นจิตวิญญาณที่ถูกปลูกฝั่งและสั่งสมกันมาในสายเลือด แต่ไอคอนสำหรับเมืองไทยผมยังคิดไม่ออกว่าคืออะไร”
ทางแก้สำหรับเรื่องนี้ นายวันฉัตรบอกว่า จะเริ่มการสร้างไอคอนเหมือนในต่างประเทศไม่ได้ เพราะคงจะไม่ทันการณ์ เนื่องจากเป็นวัฒนธรรมที่ต้องใช้เวลาในการสร้างอย่างมาก เพราะฉะนั้นควรจะเริ่มจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากสุด นั่นก็คือการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐด้วยนวัตกรรมของคนไทยที่เทียบเคียงกับต่างชาติได้ “ในระยะยาวการทำแบบนี้ประเทศย่อมได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะเมื่อภาครัฐเปิดโอกาส ภาคธุรกิจก็จะเริ่มหันมาสร้างนวัตกรรมเพื่อเข้าไปจัดซื้อกันมากขึ้น และสักวันหนึ่งก็ย่อมจะมีคนเก่งเกิดขึ้นและยืนอยู่ได้ และเมื่อเขาคนนั้นจากไป ก็ยังคงทิ้งชื่อเสียงจนกลายเป็นฮีโร่ให้กับคนรุ่นหลังๆ ตามมา”นายวันฉัตร ฉายภาพให้เห็นถึงผลระยะยาวจากการปรับรูปแบบการจัดจ้างของภาครัฐ
และย้ำด้วยว่า แม้การสร้างนวัตกรรมจะเป็นปัญหาเรื้อรังสำหรับคนไทย แต่ถึงกระนั้นก็มองว่า มีความเป็นไปได้ที่จะปั้นคนไทยสู่การสร้างเว็บระดับโลก เพราะธุรกิจที่ไทยจะทำได้ในระดับโลกก็คือธุรกิจอินเทอร์เน็ต ถ้าเป็นธุรกิจแบบเก่าซึ่งมีต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คนไทยก็ได้แค่กลางน้ำ แต่อินเทอร์เน็ตเป็นธุรกิจที่เกิดจากนวัตกรรมความคิด จึงเป็นธุรกิจที่น่าจะมีโอกาสเกิดได้ในระดับโลกมากกว่า
นอกจากการเริ่มต้นปรับวิธีการจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมแล้ว เขายังเสริมอีกว่า อีกหนึ่งวิธีที่อาจเป็นทางลัดให้เกิดนวัตกรรมและนำไปสู่คำตอบของความสำเร็จเรื่องนี้ได้ก็คือ การจับคู่ระหว่างนักลงทุนไทยที่มีเงินทุนจำนวนมาก กับเด็กที่มี”นวัตกรรมเจ๋งๆ”
เพราะวันฉัตรเชื่อว่าประเทศไทยมีเด็กจำนวนมากที่มีไอเดียในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่แพ้ต่างชาติ แต่ว่าที่ผ่านมาเมื่อคิดได้แล้วอาจจะเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะไม่มีเงินทุน แต่ถึงมีเงินทุนก็ไม่รู้วิธีการทำตลาด ซึ่งก็ต้องอาศัยนักธุรกิจที่มีความรู้เข้ามาบริหารจัดการให้นวัตกรรมนั้นเป็นที่รู้จักและติดตลาดต่อไป ทีมงานต้องเลิศ
นอกเหนือจากการเร่งผลักดันให้คนไทยมาสร้างนวัตกรรมกันให้มากขึ้นแล้ว นายปรเมศวร์อธิบายต่ออีกว่า หากประเทศไทยต้องการจะปั้นคนสู่การสร้างโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กเว็บจนติดท็อป 10 ในระดับโลก ประเด็นที่จะต้องมีถัดมา ก็คือ บุคลากรหรือทีมงานที่มีความรู้ความสามารถ เพราะลำพังมีหัวคิดดีแต่ไม่มีบุคลากรก็เดินต่อไม่ได้เช่นกัน
เขาบอกว่า บุคลากรและทีมงานที่มีความสามารถตรงนี้ ต้องเป็นบุคลากรที่เก่งจริงในสายนี้และมีความรู้ความชำนาญสั่งสมมานาน ไม่จำเป็นต้องเรียนสาขาตรง เพราะอย่างนักดนตรีเก่งๆ หลายคน ก็ไม่ได้จบนาฏศิลป์หรือดนตรีมาโดยตรง แต่อาศัยศึกษาเพิ่มเติมบวกกับสั่งสมประสบการณ์ในตลาดมาเป็นเวลานาน
เพราะฉะนั้น ถ้าย้อนกลับไปดูโจทย์ที่ต้องการจะทำเว็บวันนี้ให้ติด 1 ใน 10 ของเว็บโลก จะมานั่งสร้างไม่ได้ แต่ต้องใช้วิธีเสาะหารวบรวมทีมงานที่มีความสามารถในตลาด เพื่อเร่งให้เกิดการสร้างสรรค์ไอเดียดีๆ ซึ่งจะกลายเป็นนวัตกรรมออกมาในที่สุด!!!
เงินทุนสนับสนุนดี แจ้งเกิดได้ง่ายขึ้น…!!!
เงินทุน เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายใหญ่ในครั้งนี้ โดยนายปรเมศวร์ชี้ว่า ถ้าโจทย์ต้องการเป็น 1 ใน 10 ต้องใช้เม็ดเงินในการทำและสร้างจำนวนมากทีเดียว ดูง่ายๆ เฉพาะเว็บที่มีนวัตกรรมสุดยอดอยู่แล้ว มีการใช้เงินทุนประมาณ 5 ล้านเหรียญในการพัฒนาและสร้างให้เว็บติดตลาด
เพราะฉะนั้น การหาแหล่งเงินทุนสำหรับสร้างเว็บให้เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งของเมืองไทยเพื่อสร้างตลาดให้สำเร็จนั้น เขามองว่า อาจต้องระดมทุนหลายรอบ เบื้องต้นเจ้าของอาจลงทุนเอง ต่อเมื่อเว็บไปได้ก็อาจหาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างๆ เพิ่ม หรืออาจจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนใช้วิธีแปลงสินทรัพย์ทางปัญญานี้ให้เกิดเป็นทุนก็เป็นอีกแนวทางที่สามารถทำได้
ไม่ต่างไปจากนายวันฉัตร ที่มองว่า ถ้าเมืองไทยมีการสร้างเว็บระดับโลกจริง การระดมเงินในไทยผ่านตลาดหุ้น เพื่อพัฒนาบริการในระดับโลกน่าจะเพียงพอและไปได้
“ลักษณะการลงทุนครั้งแรกในธุรกิจอินเทอร์เน็ตไม่เหมือนการขุดเจาะน้ำมันที่ลงทุนมหาศาลและเมื่อลงมือขุดเจาะแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะเจอน้ำมันหรือไม่ แต่ในธุรกิจอินเทอร์เน็ตจำนวนเงินลงทุนในครั้งแรกไม่มาก จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายและไต่ระดับขึ้นไป”ผู้บริหารเว็บร้อนให้ข้อสังเกตถึงธรรมชาติการลงทุนในธุรกิจที่มีตรรกะการมองซึ่งแตกต่างกันออกไป
นอกจากนี้เขายังเชื่อด้วยว่า ถ้าวันนี้มีเด็กไทยสักคนที่มีไอเดียซึ่งทำแล้วเวิร์ก ย่อมมีนักลงทุนที่พร้อมจะกระโดดเข้ามาลงทุนด้วย แต่ประเด็นสำคัญ อยู่ที่การตลาด เพราะเมื่อมีเงินทุนแล้ว จะใช้เครื่องมือการตลาดใดที่จะทำให้นวัตกรรมนั้นได้รับการยอมรับและติดตลาด

“ลูกค้า-เทคโนโลยี-ตลาด” ตกผลึกเมื่อไหร่ สำเร็จเมื่อนั้น!!
ด้านนายต่อบุญ พ่วงมหา ประธานบริหาร บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด เว็บที่ได้รับความนิยมเป็นเบอร์ 1 ของประเทศติดต่อกันมาหลายปีวิเคราะห์โอกาสสำหรับเมืองไทยกับอนาคตแจ้งเกิด”โซเซี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้ง”ว่า ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นและเป็นไปได้หมด อยู่ที่ต้องกล้าคิดและต้องมีวิธีการเหมาะสม
โดยเขาบอกว่า วิธีการที่ว่านั้น ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่เชื่อว่าหนีไม่พ้นไปจากสูตรเบื้องต้นในการทำเว็บให้สำเร็จ ซึ่งจะประกอบด้วย การรู้จักลูกค้า เข้าใจเทคโนโลยี และวิธีการทำตลาด
ต่อบุญเสนอแนะว่า หากต้องการจะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ต้องเริ่มจากการทำความรู้จักลูกค้าไปพร้อมกับการเข้าใจเทคโนโลยีส่วนการตลาดนั้น เป็นเรื่องที่ตามมา โดยในส่วนของการทำความรู้จักกับลูกค้าหรือตลาดนั้น
ผู้บริหารเว็บสนุกอธิบายว่า ในธุรกิจเว็บแบ่งออกเป็น 2 เฟสด้วยกัน เฟสแรก เป็นการสร้างตลาดใหม่จากเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำในตลาดมาก่อน เพราะฉะนั้นจะไม่รู้เลยว่าตลาดหรือลูกค้าอยู่ตรงไหน และในการทำอาจจะเพี้ยนไปจากคอนเซ็ปท์ที่วางไว้ในตอนแรกก็เป็นได้ แต่จุดได้เปรียบคือเป็นคนแรกในการนำเสนอ ไม่ต้องแย่งตลาดกับใคร
สำหรับการหาตลาดในเฟส 2 นั้น เป็นตลาดที่เริ่มเซ็ทตัวขึ้นแล้ว คือรู้ว่าใครเป็นยูสเซอร์ แต่ทั้งนี้ในการพัฒนาบริการเข้ามาชนจะต้องทำอะไรที่ดีกว่า เพราะหากทำไม่ดีการจะเข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดจากผู้ที่ทำตลาดอยู่อาจจะไม่ง่าย จึงอาจจะต้องใช้วิธีอุดช่องว่างที่เว็บอื่นยังไม่มี
แต่ถามว่า สำหรับสภาพเมืองไทยควรจะใช้โมเดลไหนเพื่อจะก้าวไปถึงฝัน ต่อบุญเฉลยว่า ควรจะผสมผสานทั้ง 2 เฟสเข้าด้วยกัน เพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากการเป็นคนแรกเสมอไป แต่ถ้าเข้าใจตลาดว่าลูกค้าอยู่ตรงไหนและสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นสินค้าและบริการตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ เว็บไทยก็สามารถเกิดได้เช่นกัน
ส่วนเรื่องการเข้าใจในเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม ผู้บริหารเว็บเบอร์1อธิบายว่า เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยที่กับมุมมองที่ว่าถ้าจะตอบโจทย์เป้าหมายนี้เทคโนโลยีจะต้องเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในตลาดมาก่อน ที่เห็นด้วยเพราะบางคนอาจจะคิดค้นนวัตกรรมขึ้นเองได้ แต่ที่ไม่เห็นด้วยเพราะการคิดค้นได้ไม่ได้การรันตีว่านวัตกรรมนั้นจะสำเร็จเสมอไป คนที่เป็นผู้ตามอาจจะทำได้สำเร็จก็เป็นได้
ตัวอย่างเช่น Myspace.com ไม่ใช่เจ้าแรกที่ทำโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้ง แต่สามารถสร้างความต่างจากการเรียนรู้เข้าใจและทำในสิ่งที่ตลาดต้องการ จนโด่งดังและเป็นเว็บโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งอันดับ 2 ของโลก ในขณะที่ Friendster.com ซึ่งเป็นคนแรกที่ทำเว็บในลักษณะโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้ง แต่กลับรั้งตำแหน่งอยู่ในอันดับ 9 หรือกรณี Google ก็เช่นกัน ไม่ใช่คนแรกที่คิดค้นเสริ์ช หรือนวัตกรรมใหม่อีกหลากหลายอย่าง แต่กูเกิลสามารถสร้างบริการเดิมให้แตกต่าง ด้วยการเสริมนวัตกรรมเดิมที่มีหรือดีกว่าเข้าไปเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน คนที่เป็นผู้ตามอาจจะประสบความสำเร็จได้ดีกว่าผูมาก่อน ทั้งนี้เขาย้ำว่า การตามนั้นต้องเกิดจากนวัตกรรมที่แตกต่าง เพราะถ้าต่าง ก็ยากที่รายอื่นจะมาก็อปปี้ได้ ซึ่งต่อบุญยอมรับเช่นกันว่าการจะสร้างสินค้าและบริการที่ต่างได้ก็คือ สินค้าหรือบริการนั้นต้องมีนวัตกรรมนั่นเอง
“ผมยอมรับว่า การจะผลักดันให้คนไทยหันมาสร้างนวัตกรรมที่แตกต่างนั้น เป็นเรื่องของวัฒนธรรมและการปลูกฝัง เพราะฉะนั้นหากไทยคิดการใหญ่ก็ต้องเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมให้คนไทยรู้จักคิด โดยควรจะปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก จากการปรับระบบการศึกษาของไทยจากการสอนแบบท่องจำเป็นการสอนให้เด็กรู้จักคิด”เขาเสนอแนะ
นอกจากนี้ ต่อบุญยอมรับว่า การเริ่มสร้างวัฒนธรรมตอนนี้อาจจะไม่ทันการณ์ อาจต้องใช้ทางลัดช่วย ทางลัดที่ว่าก็คือ การไปซื้อนวัตกรรมที่คนอื่นคิดขึ้นมาเพื่อปรับและต่อยอดให้เข้ากับตลาด เช่นเดียวกับที่ยักษ์ไอทีระดับโลกอย่างไมโครซอฟท์ และกูเกิลเองก็นิยมทำกัน
“หากผมเป็นนักธุรกิจก็จะเลือกใช้โมเดลนี้เพื่อทำให้ไทยก้าวไปถึงฝันเช่นกัน”นายต่อบุญกล่าว
และ เสริมต่อด้วยว่า การมีนวัตกรรม และลูกค้าแล้ว ก็ต้องมีการตลาดที่จะขับเคลื่อนสินค้าและบริการไปถึงลูกค้าที่ดีด้วย โดยวิธีการที่เวิร์กสุดสำหรับการทำตลาดบนอินเทอร์เน็ตก็คือ การบอกต่อ หรือ Viral Marketing
อย่างไรก็ดี เขา ย้ำว่า เนื่องจากธุรกิจอินเทอร์เน็ตเป็นธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนเร็ว เพราะฉะนั้น คิดใหญ่คิดได้ แต่สำหรับคนไทยในการลงมือทำจริง ควรจะเริ่มต้นทำจากเล็กๆ ก่อนเพื่อดูตลาด เมื่อตลาดโตจึงเริ่มขยายการเติบโตออกไป
มุมมองอาร์เอส ต่อ”โซเชี่ยล เน็กเวิร์กกิ้ง”
คราวนี้ลองมาฟังมุมมองของผู้บริหารอาร์เอส ซึ่งถือเป็นองค์กรหนึ่งที่มีการทำเว็บไซต์ในลักษณะโซเชี่ยล เน็กเวิร์กกิ้งเหมือนกัน โดยนายวรพจน์ นิ่มวิจิตร ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานอาร์เอสดิจิตอล บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ยืนยันคำแรกว่า
” เงินทุนถือเป็นตัวสกัดกั้นอย่างหนึ่งในการสร้างเว็บที่เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก แต่ทว่าความยากสุดๆ ของโจทย์นี้อยู่ที่ การคิดอย่างไรให้เหนือกว่าคนอื่น เพราะถึงแม้จะให้คนพูดถึงสิ่งที่ Hi5 ยังขาดและเขาต้องการ
แต่ในที่สุดเราก็ต้องมากรองว่ามีอะไรที่ต้องรีบทำและทำแล้วได้ผล เพราะขณะเดียวกัน Hi5 เอง ย่อมไม่อยู่นิ่งเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เหนือกว่า เราต้องคิดไปไกลกว่า”
เขาเสริมด้วยว่า การจะให้คนไทยเกิดความคิดที่แตกต่างได้ ประเทศไทยต้องมีการพัฒนาความรู้กับบุคลากรให้มากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะทำเว็บให้ได้รับความนิยมและติดตลาดในระดับโลกด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีทักษะตรงนี้เข้ามาเสริม ไม่ใช่แค่ 1 คน 1 เว็บอีกต่อไป เพื่อจะเร่งให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมที่ดีและเหนือกว่าออกมาสู่ตลาด ซึ่งในจุดนี้เขามองว่า ทางกระทรวงไอซีทีควรร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัยในการสร้างคนให้มีความรู้เข้าใจในธุรกิจนี้
นอกจากการพัฒนาความรู้ให้บุคลากรเพิ่มมากขึ้นแล้ว นายวรพจน์ยังเห็นว่า หากต้องการจะปั้นคนไทยสู่การสร้างเว็บที่เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งดังๆ อีกสิ่งที่ทำต้องเป็นเรื่องของภาษา ต้องสามารถซัพพอร์ตได้หลายภาษา เพราะถ้าสังเกตคนทำเว็บนานาชาติอย่าง Hi5 หรือ Google จะเห็นว่าต้องเป็นนานาภาษาด้วย ซึ่งเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสามารถดิสเพลย์ให้เว็บเป็นภาษานั้นๆ ได้เลย
พร้อมกันนี้ ชื่อเว็บ ต้องจำและสะกดได้ง่าย เรื่องนี้ดูเผินๆ อาจไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่นายวรพจน์ ย้ำว่า จริงๆ แล้วเป็นส่วนที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนเช่นกัน โดยชื่อนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคำที่มีความหมายแต่จำและสะกดง่าย ตัวอย่าง พูดชื่อ Hi5 คนสามารถนึกและสะกดคำได้ทันที ขณะที่เว็บที่เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กบางเว็บในจีนเป็นเว็บที่โด่งดังมากในประเทศ แต่พอออกนอกประเทศกลับไม่ดังเพราะสะกดยาก
รวมถึง ต้องมีเงินทุนและต้องได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐด้วย เนื่องจากระบบที่จะรองรับการใช้งานจากคนทั่วโลกที่ดีนั้นต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมาก ซึ่งส่วนนี้เขามองว่าภาครัฐอาจจะเข้ามาให้การสนับสนุน เช่น ออกทุนให้ หรือให้กู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย เป็นต้น จึงจะเกิดได้ง่าย
“จริงๆ เมืองไทยเองมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านนี้อยู่มาก และมีหลายเว็บที่น่าสนใจ ถ้าไม่พูดถึง Hi5 เว็บคล้ายกันอย่าง Exteen.com ก็เป็นเด็กไทยที่เพิ่งเรียนจบ ก็ทำตรงนี้ แล้วก็เป็นอันดับหนึ่งของเมืองไทย อาจจะไม่ถึงกับเป็นเว็บที่เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งเต็มตัว แต่ก็เป็นเว็บบล็อกอันดับหนึ่ง ดังนั้นเชื่อว่าคนไทยมีความพร้อมที่จะทำ ซึ่งหากทำในระดับประเทศอาจจะเกิดได้ง่ายหน่อย แต่ถ้าทำระดับโลกอาจต้องใช้เวลา และต้นทุนการสร้างมาก”นายวรพจน์ เผยถึงโอกาสและความเป็นไปได้กับจินตนาการที่ใหญ่ยิ่ง
และเสริมทิ้งท้ายถึงต้นทุนข้างต้นว่า ขั้นต่ำประมาณหลัก 10 ล้านบาท แต่ถ้าจะทำให้ดังถึงระดับโลกย่อมเกิน 100 ล้านบาทแน่ โดยส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนโปรโมทเพื่อให้เว็บเป็นที่รู้จักและติดตลาด ยกตัวอย่างเว็บดังอย่าง Youtube.com แม้จะใช้ยุทธวิธีปากต่อปาก แต่ก็ไม่ได้เดินมาด้วยเส้นทางนี้เพียงอย่างเดียว ก็มีการทำโฆษณาในทีวี หนังสือพิมพ์เพื่อให้คนรู้จัก แม้แต่ Myspace.com เองก็ยังใช้วิธีการสร้างชื่อแบบนี้เช่นเดียวกัน
มุมมองวิชาการ”โอกาสและความท้าทาย”
ไม่เพียงผู้อยู่ในสนามธุรกิจจริงเท่านั้น ที่ได้สะท้อนถึงโอกาสประเทศไทยกับอนาคตการติด1ใน10เว็บ”โซเซี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้ง”ของโลก แต่นักวิชาการและนักการตลาดก้เสนอในทำนองเดียวกันว่า นอกจากนวัตกรรมที่แตกต่าง หรือความหลากหลายในเรื่องภาษาแล้ว เรื่องของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม หรือการเลือกเล่นกับกลุ่มลูกค้าก็สำคัญ
“เว็บโซเซี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้ง ต้องเล่นกับกลุ่มเด็ก กลุ่มศิษย์เก่า กลุ่มครอบครัว เป็นตลาดที่ยังพอมีช่องว่าดูกรณีความสำเร็จของต่างประเทศ เพราะกลุ่มทำงาน กลุ่มธุรกิจถึงโตได้แต่ก็ไม่มากดูอย่าง LINK.IN ที่จับกลุ่มธุรกิจตัวเลขโตเพียงหลัก 10 ล้าน ผิดกับกลุ่มเด็กตัวเลขหลักร้อยล้านรายขึ้นไป ถ้าเมืองไทยจะทำต้องก็อปปี้ความสำเร็จตรงนี้”
เป็นข้อเสนอแนะของดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต และเสริมอีกว่าถ้าจะคิดโตต้องเริ่มจากในประเทศก่อน โดยนำจุดอ่อนของโซเซี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งดังๆของต่างประเทศมาปรับเป็นจุดแข็งของเว็บคนไทย โดยเฉพาะความละเอียดของวัฒนธรรม ที่เว็บโซเซี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งไม่ได้คำนึง จึงออกมาในเชิงก้าวร้าว จนกลายเป็นเหรียญ 2 ด้านทั้งบวก และลบ จึงควรจะนำจุดนี้มาใช้เป็นจุดแข็ง
ขณะนายธีรพล แซ่ตั้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมกับเรื่องนี้ว่า การตั้งฝันไว้ไกลเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่ดี แต่หากประเทศไทยต้องการจะก้าวไปให้ถึงฝันจะต้องทำใน 2-3 ต่อไปนี้ เรื่องแรกต้องหาธีมที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เว็บที่เป็นโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งดังๆ ทำไม่ได้ โดยเขาแนะว่า ธีมนั้นต้องเป็นธีมเฉพาะแต่แมส เช่น โซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งสำหรับแฟนพันธุ์แท้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้งในเชิงธุรกิจสำหรับ กลุ่มเอสเอ็มอี เป็นต้น
สอง ฟังก์ชันและฟีเจอร์การใช้งานต้องง่าย และสุดท้ายการทำตลาดต้องแรงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเขาแนะว่า เริ่มแรกอาจจะสื่อเก่าเป็นตัวจุดพลุให้เกิดประกายไฟ เพื่อให้คนเข้ามาทดลองใช้ แล้วชอบ จากนั้นก็จะเกิดการบอกต่อไป
Make Money With Adsense Without Your Website. Apply now!




