Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

6 ระดับ รับการเปลี่ยนแปลง

หันไปทางไหน ก็เห็นมีแต่คนพูดกันถึงเรื่อง Change Management เพราะใครๆก็รู้ว่าถ้าไม่เปลี่ยนแปลง บริษัทก็แทบจะไม่มีโอกาสรอดจากการแข่งขันที่รุนแรงที่สุดในทุกวันนี้ แต่ใครจะเปลี่ยนได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องมาดูกันที่ “ระดับ” ของการเปลี่ยนแปลงกันละครับ

ระดับที่ 1 ไม่ได้สนใจที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงอะไรมากมายนัก แต่เพียงแค่พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงในบริษัท เช่นเรื่องสภาพแวดล้อมเปลี่ยนอย่างไร มีกลยุทธ์อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำอยู่แล้ว
 
ความจริงเราใช้คำว่า กลยุทธ์มาเป็นกระดาษที่จะห่อสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดูดีขึ้นเท่านั้น เช่น ต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า ให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาบุคคล ให้ความสำคัญในเรื่องการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะติดปาก ใครๆ ก็พูดเช่นนี้ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นกลยุทธ์แต่เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ที่ทุกบริษัทต้องพูดและทำเรื่องเหล่านี้ เป็นกลยุทธ์ที่ไม่มีความหมายเท่าไร เน้นที่การรับรู้ แต่ไม่ได้หวังผลจริงจังนัก 
 
ระดับที่ 2 ทำให้ดีกว่า  (Do It Better ) คือกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างความก้าวหน้า โดยสร้างสิ่งที่เห็นในธุรกิจให้ดีกว่าเสมอ เช่นการจะเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตให้เพิ่มขึ้น หรือจะเป็นการจะทำให้อัตราการเกิดข้อผิดพลาดลดลง หรือการจะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการลูกค้าขึ้นอีก 1%
 
สิ่งเหล่านี้เป็นการ Do It Better คือทำอะไรให้ดีกว่าที่เป็นกลยุทธ์ ส่วนใหญ่จะเน้นที่บุคลากรในระดับปฏิบัติการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและทำให้รู้สึกว่าตัวเองดีกว่าคู่แข่งในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน แต่การจะสร้างสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จระยะสั้นเท่านั้น แต่กลยุทธ์นี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้บริษัทยืดหยุ่น มีความต่อเนื่องและเป็นที่หนึ่งได้
 
ระดับที่ 3 จากระดับที่สอง เราจะผ่านในเรื่องของประสิทธิภาพที่สะท้อนให้เห็นเป็นต้นทุนในการผลิตที่ต่ำลงจนทำให้เรามีอัตราส่วนกำไรดีกว่าคู่แข่ง แต่ความได้เปรียบนี้อยู่ไม่นานเพราะคู่แข่ง […]

เถ้าแก่หนึ่งสลึง

ผมไม่ทราบว่าบรรดานักธุรกิจในโลกที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาเริ่มต้นธุรกิจกันอย่างไร ?

แต่สำหรับผมแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะเริ่มต้นจากศูนย์ก็ว่าได้  เพราะผมเป็นเด็กบ้านนอกไม่ได้เรียนหรือเติบโตในกรุงเทพ  ไม่เคยผ่านสถาบันที่สอนเรื่องธุรกิจ ไม่เคยมีประสบการณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวหรือเคยทำงานในองค์กรทางธุรกิจแห่งไหนมาก่อนทั้งสิ้น นอกจากงานของครอบครัวแบบเถ้าแก่โบราณที่เมืองกาญจน์ฯ ซึ่งฝึกสอนให้ผมรู้จักการค้าแบบซื้อมาขายไปเพื่อกำไรเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
 
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีแม้แต่เงินที่จะลงทุน หนำซ้ำในวันที่เลวร้ายที่สุดแม้กระเป๋าเสื้อเชิ้ตของผมจะเต็มไปด้วยนามบัตรผู้จัดการบริษัทตัวแทนนำเข้า-ส่งออก โก้หรูมากมายหลายสิบใบ  แต่ก้นกระเป๋ากางเกงของผมกลับเหลือเงินติดตัวเพียงแค่หนึ่งสลึงเท่านั้น… 
 
จะว่าไปแล้วผมก็คงเช่นเดียวกับคนหนุ่มคนสาวทั่วไป ที่มีความทะเยอทะยานในชีวิต และต้องการมีอนาคตที่ก้าวไกล มีความมั่นคงทางอาชีพ มีปัจจัยด้านการเงิน และมีสถานภาพทางสังคม ซึ่งบันไดที่จะก้าวไปสู่ความฝันดังกล่าวได้ ก็คือการศึกษา  
 
ตอนที่ใกล้จะจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยไต้หวันนั้น โดยสัตย์จริงแล้วผมไม่มีความคิดที่จะกลับเมืองไทยเลย แถมยังวางแผนที่จะตั้งรกรากอยู่ในต่างประเทศด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะมีช่องทางทำมาหากินมากกว่าแล้ว บรรยากาศต่าง ๆ ก็ยังน่าอยู่กว่าเมืองไทยในเวลานั้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีเรื่องของการใช้อิทธิพล หรือคอรัปชั่น เช่นสังคมไทย ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นเสมือนพยาธิ์ร้ายที่ดูดกินเลือดเนื้อของประชาชน และทำความอ่อนแอให้กับชาติบ้านเมือง จนผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่เดินทางกลับมากรุงเทพฯ
          
อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจในต่างบ้านต่างเมืองไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่มีคนที่รู้จักคุ้นเคย หรือสามารถพึ่งพาเรื่องการเงินและเรื่องอื่น ๆ ได้ ส่วนใหญ่คนไต้หวันที่ผมรู้จักก็จะเป็นเพื่อนนักเรียน สำหรับคนที่ผมติดต่อค้าขายด้วย ผมก็เกรงใจไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขา ความขี้เกรงใจคนนับเป็นนิสัยส่วนตัวอย่างหนึ่งของผม
 
และทำให้ผมไม่ค่อยกล้าเอ่ยปากขออะไรจากใคร ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะติดมาจากการทำงานกับพ่อตั้งแต่เล็ก ๆ ที่เมื่อพ่อสั่งให้ทำอะไรแล้ว หน้าที่ของผมมีอย่างเดียวคือต้องทำให้สำเร็จ โดยไม่ต้องกลับไปขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากพ่ออีก ซึ่งถ้าจะมองในแง่ดีก็คือผมถูกสอนให้เป็นคนที่รู้จักที่จะหาทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง และไม่เลิกลาอะไรลงกลางคัน จนกลายเป็นคนประเภทที่ […]