เบาหวาน หนึ่งในโรคที่ถือว่าเป็นภัยร้ายที่คุกคามชีวิตผู้คนในอันดับต้นๆ ภัยนี้เป็นภัยเงียบที่แผ่กระจายอย่างรวดเร็ว จนถึงขนาดที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้เบาหวานเป็นปัญหาของโลก
เพราะตัวเลขผู้ป่วย 240 ล้านคนในโลก ในปี 2550 ที่มีแนวโน้มว่าจะพุ่งขึ้นไปถึง 350 คนในปี 2568 เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งดูแล
ปัญหาใหญ่นี้ครอบคลุมไปทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทย ที่มีการพบว่าในปี 2543 มีคนไทยป่วยเป็นโรคนี้ 2.4 ล้านคน และขยับขึ้นมากว่า 3 ล้านคนในปี 2547 ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่เป็นโรคนี้ ไม่รู้ตัวเองว่าถูกเบาหวานคุกคามไปเรียบร้อยแล้ว
ภัยนี้เกิดขึ้นจากความผิดปกติของอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตขึ้นมาทำงานผิดปกติ ไม่สามารถนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ได้ ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำตาลในเลือดมากขึ้น จนเข้าสู่ปัสสาวะ หลายคนอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ กินจุ หิวบ่อย อ่อนเพลียในขั้นต้น ตามมาด้วยสายตาพร่ามัว แผลหายช้า ติดเชื้อบ่อย ชาตามปลายมือปลายเท้า น้ำหนักลด เป็นต้น
แม้จะยังไม่มีการพบว่า จะมีคนเสียชีวิตจากการเป็นเบาหวานก็จริง แต่ ความร้ายกาจของเบาหวานนั้นอยู่ที่โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากที่เป็นโรคนี้ที่อาจส่งผลให้ถึงแก่ชีวิต จากโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคสมอง รวมไปถึงการเป็นแผลเรื้อรังที่อาจต้องตัดอวัยวะทิ้ง
ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยโรคนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ และนี่เองจึงเป็นที่มาของโครงการดีๆ ที่ชื่อว่า “พลังครอบครัว ต้านภัยเบาหวาน” ที่โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) ได้จัดทำขึ้นที่จะตระเวนให้ความรู้ไปทั่วประเทศไปจนถึงสิ้นปี […]
Share on Facebook
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสพานิสิต เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศเกาหลีใต้ รู้สึกประทับใจในแง่ของความรวดเร็วในความเจริญก้าวหน้าของประเทศเกาหลีใต้ เมื่อสมัยตอนเป็นเด็ก ผมเองยังไม่รู้สึกว่าประเทศเกาหลี เป็นประเทศที่ทันสมัยที่น่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับประเทศญี่ปุ่น แต่การที่ได้ไปเห็นประเทศเกาหลีใต้ในช่วงอายุของการเป็นผู้ใหญ่ในคราวนี้ ได้นำความรู้สึกและความประทับใจเก็บมาครุ่นคิดว่า สิ่งหนึ่งที่เค้าทำได้ดีคือเรื่องของการจัดการความรู้เรื่องวัฒนธรรม ที่ส่งผลกลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังเช่นที่ผมได้ตั้งชื่อบทความนี้ไว้
อย่างไรก็ดี ผมมิทราบว่านี่คือสิ่งที่ คนเกาหลีตั้งใจทำหรือไม่ แต่ที่สำคัญผมมีความรู้สึกว่าอย่างน้อยในปัจจุบันนี้ คนไทยเรารู้จักประเทศเกาหลีมากขึ้น ในคำว่ารู้จักมากขึ้นนี้ ผมขอรวมผนวกไปกับความหมายที่ว่าคนไทยมีความใฝ่รู้เรื่องเกาหลีมากขึ้น สนใจที่อยากจะไปเที่ยวเกาหลี มิใช่แต่จะไปช็อปปิ้ง หรือไปรับประทานอาหารเกาหลี แต่อยากได้ไปพบคนเกาหลี และได้เห็นวิถีชีวิตของคนเกาหลี เหล่านี้คือความใฝ่รู้ที่มากขึ้นเกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลีทั้งนั้น
เมื่อมาวิเคราะห์กันดูอีกทีว่าทำไมคนไทยถึงมีความสนใจในประเทศเกาหลีมากขึ้น ก็ถ้าจะให้มองในมุมวิชาการทางด้านการจัดการความรู้อย่างผม ก็ต้องกล่าวว่าเป็นเพราะประเทศเกาหลีมีการจัดการความรู้ทางด้านวัฒนธรรมที่ดี ในการจัดการความรู้ที่ว่ามิใช่เพียงแต่จะทำการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลีโดยตรง แต่เป็นการทำโดยทางอ้อมผ่านทางสื่อบันเทิง ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจเคยได้ติดตามละครเกาหลีทางโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นละครที่เป็นเนื้อเรื่องที่เป็นเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นในยุคของอดีต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมเก่าแก่ของเกาหลีอย่างชัดเจน และนอกจากนี้ผมก็สังเกตว่าผู้ผลิตละครพยายามสอดใส่อะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้ ผู้ชมเห็นว่า นี่คือวิธีการดำรงชีวิตหรือวิธีการคิดของคนเกาหลี มิใช่แต่จะมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์รักๆ ใคร่ๆ เหมือนละครทั่วๆ ไป ยิ่งไปกว่านั้น ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตได้ว่า มีศิลปินดารานักร้องนักแสดงจากเกาหลีหลายต่อหลายคนที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย หลายต่อหลายครั้งที่ศิลปินดารา เหล่านี้ถูกสัมภาษณ์ผ่านทางรายการโทรทัศน์ในประเทศไทย ผมสังเกตได้ว่าศิลปินดาราเหล่านี้จะเล่าถึงหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเทศของเขาเอง และด้วยตัวของพวกเขาเองทำให้คนไทยได้เรียนรู้มากขึ้น ว่าคนเกาหลีเป็นอย่างไร มีความคิดความอ่านไปใน ทางใด […]
Share on Facebook
เคยสงสัยไหมครับว่า เพราะเหตุใด คำพูดของบุคคลอย่างบิลล์ เกตส์ ถึงน่าเชื่อถือ มีน้ำหนัก และมักมีผู้คนอยากฟังอยู่เสมอ
เพราะเจ้าของคำพูดคือมหาเศรษฐี ? เพราะเจ้าของคำพูดคือผู้มีอิทธิพล ?
ผมกลับมองว่าเป็นเพราะ 1) เจ้าของ คำพูดคือผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงและพิสูจน์ได้ 2) เพราะเจ้าของคำพูด คิดต่างจากคนทั่วไป และสิ่งที่เขาคิด มักเป็นประเด็นที่ฉุดให้เราได้ฉุกคิด หรือ จุดประกายความคิดหลายๆ อย่างให้เกิดขึ้นต่อเนื่องตามมา
หากเป็นประเทศไทย ดูเหมือนจะมีธนินท์ เจียรวนนท์ หรือ “เจ้าสัวธนินท์” ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือกลุ่ม ซี.พี.คนหนึ่งล่ะที่เข้าข่าย
เพราะเจ้าสัวธนินท์ร่ำรวย (ติดอันดับโลก) ประสบความสำเร็จ ได้รับความ เชื่อถือ และแต่ละครั้งที่ออกมาพูด บอกเล่าประสบการณ์ แสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณะ มักได้รับการตอบรับอย่างสูง
พูดแบบนี้ก็คงไม่ผิดว่า ใครๆ ก็อยากฟัง อยากรู้ว่า “เจ้าสัวธนินท์” คิดอย่างไร มองเห็นอะไร มองไปข้างหน้าอย่างไร มีกระบวนการในการตัดสินใจอย่างไร ถึงได้ประสบความสำเร็จถึงขนาดนี้
ทำไมคนไทยเคยเลี้ยงไก่กันอยู่ดีๆ ตามใต้ถุนบ้าน หรือในอาณาบริเวณเท่าที่มี แต่วันหนึ่ง ซี.พี.ก็เลือกเดินตามแนวคิดของเจ้าสัวธนินท์ว่าจะทำเรื่องไก่ต้องทำให้ได้เหมือนสินค้าอุตสาหกรรมนั่นคือ ผลิตได้ตามปริมาณที่ต้องการ ควบคุมขนาด น้ำหนัก ต้นทุนที่เหมาะสม ฯลฯ ให้ได้ […]
Share on Facebook
หากจะพิจารณาระบบงานพื้นฐานด้านการจัดการทรัพยากรบุคคลซึ่งประกอบไปด้วยการสรรหาคัดเลือก การฝึกอบรมพัฒนา การบริหารแรงงานสัมพันธ์ การจัดการผลการปฏิบัติงาน และการบริหารค่าตอบแทน จะพบว่าระบบงานย่อยอย่างหนึ่งซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในระบบการจัดการผลการปฏิบัติงานก็คือระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งโดยความตั้งใจของระบบนี้ก็คือการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวัดผลสำเร็จในการปฏิบัติงานของบุคลากร ว่าทำไปได้แค่ไหน อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับความคาดหวังขององค์กร เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการตัดสินใจในการฝึกอบรมพัฒนา การปรับ เลื่อนย้าย และการบริหารค่าตอบแทนให้เหมาะสมต่อไป
สิ่งหนึ่งที่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจนั่นคือ หลายองค์กรมักจะประสบปัญหา หรือมีปัญหาเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีการใช้งานอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องขวัญและกำลังใจ ทั้งของผู้ประเมินและผู้ถูกประเมิน โดยหลายครั้งผู้ประเมินเองไม่สามารถจะตัดสินใจในการประเมินผลงานของสมาชิกในทีมของตนเองได้ เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะงานและองค์กร ทำให้ไม่สามารถสะท้อนภาพความเป็นจริงของผลงานได้ตามที่มุ่งหวัง
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในการประเมินผลการปฏิบัติงาน สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือการกำหนดเกณฑ์หรือตัวชี้วัดที่ใช้เป็นมาตรฐานเพื่อการเทียบวัดกับผลการปฏิบติงานจริง ซึ่งถ้าเกณฑ์เหล่านี้มีลักษณะคลุมเครือกว้างๆ เช่น ความตั้งใจทำงาน ความร่วมมือ การประสานงาน ก็จะทำให้ผู้ประเมินไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกันการกำหนดเป้าหมายของแต่ละเกณฑ์ เช่น พอใช้ ดี ดีมาก ก็ยิ่งทำให้ทั้งเกณฑ์และเป้าหมายในการประเมินผลการปฏิบัติงานนั้นมีลักษณะที่เป็นนามธรรมและมีแนวโน้มที่ผู้ประเมินจะใช้ความรู้สึกและอารมณ์เป็นหลักในการตัดสินใจ ว่าสมาชิกในทีมงานของตนมีผลการปฏิบัติงานดีเลวอย่างไร และแน่นอนที่สุดว่าผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินก็จะมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างกัน
การทราบและเข้าใจถึงที่มาของเกณฑ์หรือตัวชี้วัดในการประเมินผลการปฏิบัติงานจึงเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของ HR ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ในการออกแบบระบบการประมินผลการปฏิบัติงานให้กับสมาชิกภายในองค์กร ทั้งนี้กรอบแนวคิดหนึ่งในการพิจารณากำหนดเกณฑ์หรือตัวชี้วัดในการประเมินผลการปฏิบัติงานสามารถพิจารณาได้โดยใช้แนวคิดเชิงระบบ โดยการพิจารณากระบวนการทำงานและสิ่งที่คนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนดังตาราง
จากตารางจะเห็นว่าในภารกิจใดๆ ก็ตาม หากเรามองเป็นระบบจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลักๆ คือสิ่งที่ต้องใช้ (input) กระบวนการ (process) และผลลัพธ์ (output) ซึ่งในแต่ละองค์ประกอบก็จะมีสิ่งที่จำเป็นต้องใช้และได้ออกมาแตกต่างกันออกไปตามธรรมชาติของแต่ละภารกิจ ทั้งนี้หากเราพิจารณาลงมาอีกระดับหนึ่งก็จะพบว่าในทุกองค์ประกอบของแต่ละภารกิจจะต้องมีคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ภารกิจนั้นๆ ถูกดำเนินการตามที่ต้องการ ซึ่งเราจะเห็นว่าการที่คนเข้ามาเกี่ยวข้องกับภารกิจดังกล่าวนั้นจะมีปัจจัยต่างๆ ของคนทั้งในส่วนที่คนใส่เข้าไป ส่วนที่คนแสดงพฤติกรรมออกมา […]
Share on Facebook
ผมกลับจากการสอบสัมภาษณ์ นักศึกษาใหม่ด้วยความรู้สึก เศร้าใจและสิ้นหวัง ทั้งต่ออนาคตของการศึกษาและการเมือง ก่อนสอบ ทางคณะแจกเอกสาร “แนวทางการพิจารณาคุณสมบัติด้านความดีประกอบการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (admission) ในปีการศึกษา 2551″ เพื่อใช้เป็นแนวทางการประเมินคุณธรรม-จริยธรรมของผู้เรียน เอกสารนี้เป็นผลงานของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
แนวทางดังกล่าวแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม และมีทั้งสิ้น 18 เกณฑ์ ขอยกตัวอย่าง ในที่นี้เพียง 2 เกณฑ์ คือ หนึ่ง ความมีวินัย-”ยอมรับกฎระเบียบข้อบังคับและ ข้อตกลงต่างๆ ในสังคม” สอง ความเป็นประชาธิปไตย-”ยอมรับในบทบาทหน้าที่ของตนเองและเคารพสิทธิหน้าที่และบทบาทของผู้อื่น” ปัญหาแรกของแนวทางนี้คือ มันนำไปสู่ปฏิบัติไม่ได้เลย การสอบสัมภาษณ์นั้น อาจารย์มีเวลาเพียง 10-15 นาทีในการสอบนักศึกษาต่อคน ประกอบกับเกณฑ์ที่ให้มาก็มีเป็นนามธรรมสูง คำถามคือผู้สอบจะวัดอย่างไรให้ยุติธรรมว่า น.ศ.แต่ละคนผ่านเกณฑ์นามธรรมมากๆ ทั้ง 18 เกณฑ์นั้น
ผลคือเหล่าอาจารย์พากันโยนเอกสารนี้ทิ้งโดยไม่ต้องนัดหมาย ปัญหาที่สองคือ สมมติว่าเรายอมรับในเชิงหลักการก่อนว่า “จริยธรรม” เป็นคุณสมบัติจำเป็นของการเป็นนักศึกษาแล้ว เรายังต้องเถียงกันก่อนว่า จริยธรรมแบบไหนที่สังคมต้องการ จากตัวอย่างสองเกณฑ์ข้างต้น สะท้อนว่าทรรศนะของ ทปอ.ต้องการนักศึกษาที่มีคุณธรรมแบบว่านอนสอนง่ายและเดินตามอำนาจครอบงำในสังคมแบบเชื่องๆ เกณฑ์ทั้งสองเลือกเน้นการยอมรับอำนาจ โดยไม่พูดถึงการตรวจสอบการใช้หรือการกำหนดอำนาจเลย เป็นต้น (จริงๆ ยังเถียงกันได้อีกมากทั้งในแง่ปรัชญาการศึกษาและอื่นๆ แต่แค่สองปัญหานี้ก็สะท้อนแล้วว่าผู้บริหารมหา”ลัยรัฐมีกึ๋นมากเพียงใดแล้ว)
เมื่อสอบสัมภาษณ์เสร็จ […]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม