เรื่องของ “อาวุธ” กับเรื่องของ “กลยุทธ์” เป็นของคู่กัน ถ้ามีอาวุธ แต่ปราศจาก กลยุทธ์ อาวุธที่มีนอกจากจะสิ้นเปลืองแล้ว บ่อยครั้งอาวุธที่มีมากมายเกินไป ยังมักพลาดพลั้งทำลายตัวเอง!
อาวุธในที่นี้ มีหลายความหมาย แต่วันนี้อาวุธที่จะเน้นก็คือ เครื่องมือทางการตลาด เครื่องมือทางการขาย เครื่องมือทางการบริการ และเน้นเป็นพิเศษก็คือ…Call Center และ Tele-Sales ไปจนถึง PC พนักงานขาย ณ จุดขาย เหตุผลหลักที่เน้น 3 เครื่องมือนี้เป็นอันดับแรกก็เพราะมีองค์กรจำนวนมากที่มีเครื่องมือทั้ง 3 อย่างนี้ครบครัน แต่ใช้อาวุธ โดยปราศจาก กลยุทธ์
ตัวอย่างเช่น มีหน่วยงาน Call Center เพื่อให้ลูกค้าโทรเข้าไปติดต่อ สอบถาม ตามเรื่องต่างๆ มีหน่วยงาน Tele-Sales ทำหน้าที่โทรติดต่อลูกค้ามีทีมงาน PC ที่ทำหน้าที่ขาย ณ จุดขายตามสาขา หรือพื้นที่ขายตามห้างต่างๆ
เรื่องที่น่าทึ่งก็คือ ทั้ง 3 หน่วยงาน ต่างก็ทำหน้าที่ ที่ตั้ง “แตกต่าง จนสับสน” และ […]
Share on Facebook
ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสาร ชอบอ่านความเป็นไปของสถานการณ์รอบตัว จะตระหนักดีว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของความปั่นป่วนสับสน มีวังวนของหายนะ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะธรรมชาติ วงจรอุบาทว์ด้านเศรษฐกิจ พิษการเมือง เรื่องโลกร้อน ปัญหาซ้ำซ้อนจนต้องย้อนกลับมาตั้งหลักตั้งสติให้มั่นว่า ฉันเกี่ยวกับเขาไหม แล้วจะเดินต่อไปอย่างไรดี
ในปัจจุบัน โลกอันดูยิ่งใหญ่มหัศจรรย์กลายเป็นเหมือนบ้านหลังน้อย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ไหนในมุมใดของบ้าน ผู้อยู่อาศัยสามารถรับได้ซึ่งข่าวสารอย่างรวดเร็ว จะพยายามปิดจะพยายามบังแค่ไหน ก็มีชาวบ้านชอนไชเข้าไปเกี่ยวข้อง บางทีถึงกับเรียกร้องให้เปิดประตูให้คนอื่นช่วยดูช่วยแก้ปัญหา เช่นสถานการณ์อุทกภัยใหญ่ข้างบ้านไทย
สถานการณ์ด้านสังคมก็ไม่น้อยหน้า ค่านิยมหลากหลายที่เคยเป็นของต่างชาติต่างภาษา ก็ดาหน้าเข้ามาบ้านเรา เมื่อกลั่นและกรองเอาของดีๆมาปรับใช้ ถือว่าได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันโทษก็มีมหันต์ เมื่อลืมกลั่นกรอง มองแต่เรื่องมักง่าย แม้เจ้าของวัฒนธรรมเจ้าปัญหาเองเขายังหน่าย แต่เราชาวไทยนำมาใช้จนกลายเป็นปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว ความมั่วเชิงพฤติกรรมอย่างแพร่หลาย
ไม่ต้องพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งติดต่อง่ายเหมือนไข้หวัด แค่สหรัฐฯจาม พรรคพวกที่อยู่อีกหลายมุมของโลกใบน้อยนิด ล้วนติดไข้ แถมมีสิทธิป่วยหนักกว่า เพราะอาจตัวเล็ก เป็นเด็กอ่อนแอ จึงอาการร่อแร่กว่าต้นตอ
ยามนี้สหรัฐฯป่วยเอาการ พวกเราจึงต้องตระหนักว่าอากาศรอบตัวตอนนี้เต็มไปด้วยเชื้อโรคกระหน่ำ แถมบางอย่างเราก็ทำตัวเองเจ็บ ทำตัวเองเหนื่อยหนักเพราะไม่พักจากการทะเลาะกัน บางอย่างก็ห้ามไม่ได้เพราะเป็นภัยธรรมชาติ ได้แต่เตรียมรับมือ ถือหลักพุทธศาสนิกชนโดยตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
ในฐานะคนทำงาน หลักการของการมีสติ ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่เคยเชย ไม่เคยล้าสมัย ถือเป็นหัวใจของมืออาชีพ
ท่านผู้อ่าน และ พรรคพวกหลายคน แสดงความกังวลในเรื่องสถานะของการทำงาน เพราะหลายองค์กรที่แม้ชื่อใหญ่ แต่ในภาวะปัจจุบันก็เริ่มหวั่นไหว มีข่าวกระเซ็นกระสายว่าอาจต้องปรับ ต้องเปลี่ยน […]
Share on Facebook
คำว่า Grass-root market หรือ ตลาดรากหญ้า หรือ ที่ใช้คำในที่นี้ว่า ตลาดฐานราก นั้น ค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักกันดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานะครับ โดยมักจะเป็นการกล่าวถึงกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและมักจะมีถิ่นฐานที่อยู่กระจัดกระจายทั้งในเมืองและชนบทที่ห่างไกลต่างๆ
ซึ่งหากพิจารณาในเชิงโครงสร้างของตลาดโดยทั่วไป ซึ่งนำจำนวนลูกค้ามาเป็นตัวตั้งแล้ว จะได้ออกมาเป็นรูปพีระมิด ที่มียอดแหลมและฐานกว้าง ซึ่งก็สื่อความถึงว่า ผู้คนที่อยู่บนยอดพีระมิดนั้น เป็นผู้ที่มีรายได้สูง สามารถจับจ่ายใช้สอยได้มาก แต่ก็มีจำนวนน้อยที่สุดโดยเปรียบเทียบ ส่วนที่ต่ำลงมาก็คือผู้ที่มีรายได้ลดหลั่นกันลงมา และมาบรรจบสุดท้ายที่ฐานของพีระมิดนั่นเอง ซึ่งจะมีฐานกว้าง เปรียบเสมือนจำนวนคนที่มากที่สุด แต่มักมีรายได้น้อยและอำนาจซื้อต่อคนต่ำที่สุดครับ
และจากการที่คนกลุ่มรากฐานของพีระมิดนี้ เป็นผู้มีรายได้ต่อหัวต่ำที่สุด ทำให้มักจะถูกละเลยจากนักการตลาดและธุรกิจต่างๆ ครับ เนื่องจากมองว่าอาจจะไม่สามารถตั้งราคาสูงได้ และไม่สามารถเก็บเกี่ยวรายได้จำนวนมากจากตลาดนี้ จึงมักเป็นตัวเลือกที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากธุรกิจเท่าใดนักโดยเฉพาะกิจการข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ก็มักจะมุ่งไปประเทศร่ำรวยที่มีอำนาจซื้อสูงๆ ก่อน นัยว่าเพื่อที่จะได้รับมาร์จินที่สูงกว่าได้ครับ
ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาที่ประชากรส่วนใหญ่ยากจน จึงยังถูกมองข้ามอยู่มาก เช่น ในบังกลาเทศ หรือ เฮติ ที่ประชากรส่วนใหญ่ดำรงชีพอยู่ด้วยรายได้ไม่ถึงวันละ 2 เหรียญ กิจการใหญ่ก็มองว่าไม่น่าจะมีศักยภาพพอที่จะมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการของตนได้ เนื่องจากรายได้ก็น้อยมากอยู่แล้ว แทบจะไม่มีเหลือ
แต่แท้ที่จริง กลุ่มประชากรรายได้น้อยที่ได้รับการขนานนามว่า รากหญ้าหรือฐานราก นี่ล่ะ ที่เป็นขุมทรัพย์ให้หลายๆ กิจการได้ร่ำรวยมหาศาลไปแล้ว เนื่องจากแม้ว่าจะมีรายได้น้อย โดยเปรียบเทียบกับประเทศร่ำรวย แต่ค่าครองชีพโดยรวมก็ต่ำไปด้วย ทำให้ยังพอมี รายได้ส่วนเหลือ […]
Share on Facebook
ความขัดแย้งทางความคิดที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลึกทางสังคม แบ่งแยกคนไทยเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ “พวกเรา” แม้เธอกับเขา เราคิดไม่เหมือนกัน แต่พวกเราอยู่ “ร่วมกัน” ได้ภายใต้สังคมสันติสุข (เดียวกัน)
ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกล ลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉานทางสังคมที่กำลังคุกคามสังคมไทยกำลังต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป
“สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าว
บนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ทำให้ พล.อ.เอกชัย ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า
แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเปิดสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลมาแล้ว 10 ปี แต่ความขัดแย้งทางสูงกลับทวีคูณ ซึ่งพล.อ.เอกชัย มองว่า หลักสูตรที่ผ่านมาสอนแก้ปัญหาขัดแย้งไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล
“เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม […]
Share on Facebook
การปรับค่าครองชีพขององค์กรต่างๆ ในแบบฉูดฉาดอย่างที่ไม่เห็นกันมานานแล้ว เป็นเครื่องชี้ว่า ภาระความเดือดร้อนของค่าใช้จ่ายในหมู่คนทำงานมีสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามในสายตาของนักบริหารบุคคล “ขึ้นค่าครองชีพ” ยังไม่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว
จะให้ผลตอบแทนที่รับมือวิกฤติค่าครองชีพสูงได้ ขณะที่องค์กรอยู่ได้ ต้องคิดสร้างสรรค์ทั้งด้านสวัสดิการ การจ่ายผลตอบแทน
รวมทั้งรู้จักใช้อำนาจต่อรองของพนักงานในองค์กรให้เป็นประโยชน์
“รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข” กรรมการบริหาร หัวหน้าหลักสูตรการบริหารบุคคล สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การปรับขึ้นค่าครองชีพของภาครัฐและเอกชน เพื่อลดความเดือดร้อนของพนักงานจากภาวะข้าวของแพง น้ำมันแพงขณะนี้ เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น และการปรับขึ้นของตัวเงินไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เพราะไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
“ถามว่าเงินเดือนขึ้น 600-1,000 บาท พอไหม ไม่พอ เพราะบางอย่างขึ้นเลยเถิดไปแล้ว มันจึงเป็นแค่การแก้ปัญหาระยะสั้น
ขึ้นค่าครองชีพพอบรรเทาได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้แก้ปัญหาแบบครบวงจร และมีวิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน”
การที่บริษัทต่างๆ เลือกแก้ปัญหาด้วยการปรับค่าครองชีพ รศ.ดร.ศิริยุพาวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะเงินเดือนจะเชื่อมโยงกับศักยภาพการทำงานของคนคนนั้น และยังเชื่อมโยงไปถึงโบนัส เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่บริษัทต้องจ่ายเพิ่ม การขึ้นเงินค่าครองชีพจึงมักเป็นทางออกขององค์กรในการช่วยเหลือพนักงาน
ขณะที่ “บุปผาวดี โอวรารินท์” กรรมการผู้จัดการ บริษัทวัทสัน ไวแอท (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่นายจ้างจะปรับขึ้นค่าจ้างหรือค่าครองชีพ จำเป็นต้องย้อนกลับมาพิจารณาสถานการณ์ของตัวเองว่าเป็นอย่างไร
โดย “ค่าจ้าง” ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญของการประกอบธุรกิจ หรือคิดเป็นค่าใช้จ่าย 50-60% ของรายจ่ายทั้งหมดของบริษัทในปัจจุบัน
“ค่าใช้จ่ายคนของบริษัทเอกชน จะเป็นต้นทุนธุรกิจถึง 50-60% ของรายจ่ายทั้งหมด การที่บริษัทจะปรับค่าครองชีพหรือไม่ […]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม