ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังการหารือระหว่าง นายฮุนเซน กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย
นายเอียง โสพัลเลิศ โฆษกของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชา ออกมาแถลงข่าวใหญ่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณวางแผนจะเปลี่ยนเกาะกงของกัมพูชา ติดชายแดนไทยให้เป็นเมืองทันสมัย ด้วยการร่วมลงทุนกับนักลงทุนอื่นๆ ของไทย แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่
แผนลงทุนพัฒนาเกาะกงดังกล่าวจะ รวมทั้งศูนย์การเงิน, โรงพยาบาล, โรงเรียน และที่พักอาศัย รวมทั้งท่าเรือ
แต่ในประเทศไทยวันเดียวกัน คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้สรุปผลการไต่สวนคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจตนเองและพวกพ้อง ซึ่งมีประเด็นสำคัญเรื่องการซุกหุ้น ภาค 2 การออกมาตรการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตนเอง โดยเตรียมส่งอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอศาลสั่งยึดทรัพย์สินจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป จำนวนกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
ปัญหาที่น่าจับตามองก็คือ เดิมพันของทักษิณและพวกครั้งนี้มีมูลค่าสูงมาก เพราะถ้าทักษิณแพ้ เขาจะไม่มีอะไรเหลือ ใครบางคนบอกว่า นี่คือ…ศึกสุดท้าย
จากสำนวนของ คตส. ประเด็นสำคัญที่ทักษิณและพวกจะต้องพิสูจนมีดังนี้
1.ในระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (9 กุมภาพันธ์ 2544-9 มีนาคม 2548) นั้น พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยใช้ชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร นางสาวพินทองทา ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด และบริษัท วินมาร์ค จำกัด (Win Mark) เป็นผู้ถือหุ้นแทน
2.บริษัทชินคอร์ปเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคมจากรัฐโดยตรง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเอไอเอส คิดเป็นร้อยละ 42.90 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ซึ่งเป็นผู้รับสัญญาสัมปทานจากรัฐ ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากนั้น บริษัทเอไอเอสยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 98.55 ในบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
3.การที่ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงอ้อ ยังคงถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป จำนวนกว่าร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ และบริษัทชินคอร์ปเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ เป็นการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่แสดงรายการหุ้นบริษัทชินคอร์ปดังกล่าว การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการฝ่าฝืน
ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม 2549 ผู้ถูกกล่าวหาได้รวบรวมหุ้นดังกล่าวทั้งหมดขายให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ซื้อ เป็นจำนวนเงินสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วรวม 69,722.8 ล้าน และตั้งแต่ ปี 2546-2548 บริษัทชินคอร์ปได้จ่ายเงินปันผลตามหุ้นจำนวนดังกล่าว รวมเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 6,898.7 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่ได้รับเนื่องจากหุ้นดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 76,621.6 ล้าน เงินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
4.ในระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้กระทำการที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของหุ้นบริษัทชินคอร์ปหลายกรณี เช่น การออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตฯ กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
กรณีการอนุมัติโครงการดาวเทียม IPSTAR โดยมิชอบ
กรณีการได้ประโยชน์จากการไม่ต้องระดมทุนหรือกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนในโครงการดาวเทียมไทยคม 4 เพื่อใช้เป็นสำรองดาวเทียมไทยคม 3 มูลค่า 4,000 ล้านบาท และได้ประโยชน์จากการไม่ต้องดำเนินกระบวนการรับสัมปทานใหม่จากโครงการดาวเทียม IPSTAR มูลค่า 16,000 ล้านบาท หรือกรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของ บมจ.ชิน แซทเทลไลท์
จริงๆ แล้ว เดิมพันของทักษิณ และพวก อาจมีมูลค่ามากกว่า 7.6 หมื่นล้าน
…ฉะนั้น ดีที่สุดชั่วโมงนี้ ก็คือ ทำอะไรก็ได้อย่าให้คดีไปถึงศาล !!!
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม