Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

เรียลิตี้โชว์ รอบใหม่ ใครชี้เป็น…ชี้ตาย!



Donate

 

- ชี้ชัดๆ จอมบงการผู้ชี้ว่ารายการยอดฮิตไหนจะอยู่หรือไปจากจอทีวี
- อะไรเป็นเหตุให้คอนเทนต์เอเอฟ ได้รับความนิยมไม่ต่างจากฟุตบอลพรีเมียร์ลีก
- การกลับมารอบใหม่ของเรียลิตี้ โชว์ แตกต่างจากเดิมอย่างไร ทำไมต้องต่าง และปัจจัยใดทำให้ประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้รายการประเภทเรียลิตี้โชว์ คงจะสังเกตเห็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้คือ เรียลิตี้โชว์เริ่มเข้ามาโลดแล่นผ่านจอโทรทัศน์มากขึ้นกว่าเดิม อย่างรายการเกมกลยุทธ์ รายการคาร์เลิฟเวอร์เกิร์ล เป็นต้น หลังจากผู้จัดรายการหลายรายหายหน้าหายตาไปหลบเลียแผลกันพักใหญ่ ยกเว้น ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย กับเดอะ สตาร์ ที่อยู่ยงคงกระพันอย่างต่อเนื่อง แถมมีจำนวนคนโหวด (เฉพาะเอเอฟ 4) ถึง 20 ล้านโหวตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 50% ขณะที่ยอดรายได้จากสปอนเซอร์ผู้ให้การสนับสนุนจำนวน 8 รายสูงถึง 120 ล้านบาท ยังไม่รวมรายได้จากการขายสินค้าของที่ระลึกของเอเอฟ 4 อีกต่างหาก

อะคาเดมี แฟนเทเชีย
ต้นแบบความสำเร็จของผู้ผลิต

เรียลิตี้โชว์ แม้ไม่ใช่โปรแกรมรายการที่แปลกใหม่ มีมาเนิ่นนาน แต่การปฏิรูปรูปแบบรายการเพื่อสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคของค่ายสื่อสารยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น ถือเป็นความแปลกใหม่ที่น่าจะเป็นกรณีศึกษาทางการตลาดในระดับโลกได้ เมื่อโปรแกรมรายการเพียงรายการเดียว สามารถผลักดันยอดขายสินค้าในกลุ่มทรูให้เติบโตขึ้นยกแผง

อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรก เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2547 ในเวลานั้น ทรู วิชั่นส์ ยังอยู่ในชื่อ ยูบีซี เคเบิลทีวี และค่ายทรูเองก็ยังไม่มีแนวคิดในการรวมพลังสินค้าหรือบริการทั้งหมดภายในกลุ่ม หรือที่เรียกกันติดปากว่า Convergence โดยแผนงานทั้งหมดวางเป้าหมายไปที่การเติบโตของยูบีซี เพียงประการเดียว

ยูบีซีดึงรูปแบบรายการเรียลิตี้โชว์ที่ได้รับเสียงฮือฮามาจากเม็กซิโก รายการทีวีที่ไม่มีสคริปต์ แต่เน้นการตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของคน เป็นจุดขายที่ผู้บริหารยูบีซี มุ่งหวังให้อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ปีที่ 1 ช่วยกระตุ้นยอดสมาชิกในช่วงที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และลีกอื่น ๆ ในยุโรปปิดฤดูกาลราว 3 เดือน การโหวตไม่มีการจำกัดเครือข่าย ใครมีโทรศัพท์มือถือก็หยิบขึ้นโหวตได้ ไม่มีการตั้งค่ายเพลงหรือค่ายดารารองรับการล่าฝันของผู้เข้าแข่งขันที่จบจากโครงการ ทำเพียงแค่ส่งต่อให้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ นำไปสานฝันต่อแบบไม่มีการการันตีอะไร ใครอยู่ได้ก็อยู่ ท้ายที่สุดเหลือเพียง อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์ ที่แจ้งเกิดได้

ยูบีซีไม่ได้สมาชิกเพิ่มเติมมากนักจากอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ปีแรก แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงที่ได้มาแทนคือ จำนวนโหวตผ่านโทรศัพท์มือถือที่สูงถึง 9 ล้านโหวต ในช่วงเวลา 9 สัปดาห์ที่มีการแข่งขัน แบ่งกันระหว่างเจ้าของคอนเทนต์ ยูบีซี กับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ซึ่งรายที่รับมากที่สุด คือ จีเอสเอ็ม ที่มีผู้ใช้บริการสูงสุด

ยูบีซี อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ปีที่ 2 ขยายเวลาออกไปถึง 12 สัปดาห์ กลุ่มทรู เริ่มดึงสินค้าและบริการต่าง ๆ ในเครือออกมาสนับสนุนการสร้างรายได้ ทั้งการ Chat ผ่านหน้าจอโทรทัศน์, การโหวตผ่าน SMS และ 1-900-1900, การฝาก Voice Mail Box, Mobile Download, Chat icon, บริการ Live Streaming, VDO Clips และ Music Station บนอินเทอร์เน็ต, SMS News, SMS Score

จบ 12 สัปดาห์จำนวนสมาชิกยูบีซี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15% จำนวนโหวตสูงขึ้นถึง 11 ล้านโหวต มีผู้เข้าชมเว็บ UBCTV.com เพื่อทำกิจกรรมทั้งแชท และดาวน์โหลดคอนเทนต์ต่าง ๆ ของเอเอฟ. รวมกว่า 622 ครั้ง และยอดสมาชิกที่ชมรายการผ่านอินเทอร์เน็ตทางเว็บ UBCI.TV เพิ่มขึ้นกว่า 7,000 คน ภายในเวลา 3 เดือน

ปีที่ 3 ของอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ทรูเริ่มเห็นโอกาสของธุรกิจในเครือ โดยการยกเลิกการโหวตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือค่ายอื่น เหลือเพียงผู้ใช้ของทรู ที่มอบแคมเปญ “โหวตเท่าไหร่ คืนค่าโทรให้เท่านั้น” จบ 10 สัปดาห์ของการแข่งขัน มียอดโหวตสูงถึง 13.5 ล้านโหวต ทรูคืนค่าโทรเป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท แต่ก็ได้ลูกค้าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทรูเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านราย จากที่เคยมีอยู่ 5.4 ล้านราย ทำเอา 2 บริษัทผู้นำของเครือข่ายมือถือถึงกับสะดุ้ง

เข้าสู่ปีที่ 4 กลุ่มทรูนำเอานโยบาย Convergence Lifestyle มาใช้ในการตอบสนองความสนใจของผู้ชมรอบด้าน ทั้งการออกแพ็คเกจการชมทรูวิชั่นส์ ยูบีซีฟรีวิวในราคาพิเศษ สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทรูมูฟ เดือนละ 300 บาทขึ้นไป โทรศัพท์ทรูมูฟ โหวตได้เพียงระบบเดียว และโหวตเท่าไหร่ได้เงินค่าโทรคือเท่านั้นก็ยังคงอยู่ โหวตผ่านเน็ตผ่านทรูไลฟ์ ชมรายการสดผ่านทรูออนไลน์ และจองบัตรคอนเสิร์ต ซื้อสินค้าของที่ระลึกในราคาพิเศษผ่านทรูมันนี่

ผลสำเร็จที่ศุภชัย เจียวนนท์ ปรานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผย คือการเติบโตของสมาชิกทรูวิชั่นในกลุ่มฟรีวิว เพิ่มขึ้นถึง 4 แสนราย ขณะที่ยอดการโหวตเพิ่มขึ้นถึงหลัก 20 ล้านโหวต

จนถึงปีที่ 5 สินค้าจากทรูที่นำลอนช์ออกมาเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรยังคงมีออกอย่างต่อเนื่อง ทรูวิชั่นส์ ซิม ซิมที่ผู้ใช้สามารถโหวตให้กับนักล่าฝันคนโปรดถึงครั้งละ 10-20 โหวต และทัช ซิม เทคโนโลยีใหม่ในการโหวต ที่เพียงนำโทรศัพท์มือถือที่ใส่ซิมนี้แตะที่เครื่องรับสัญญาณของนักล่าฝันคนโปรด กลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ตัวใหม่ เสริมกับบริการต่าง ๆ ที่ตอบสนองพฤติกรรมฟัง ดู โหลด โหวต แชต ที่มีอยู่แล้ว ศุภชัย คาดว่า เอเอฟ 5 จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มสมาชิกทรูวิชั่นส์ให้ได้ 1 ล้านรายในปีนี้ได้

อรรถพล ณ บางช้าง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายรายการ บริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า วันนี้คอนเทนต์อะคาเดมี่ แฟนเทเชียของทรูวิชั่นส์แข็งแกร่งขึ้นไม่ต่างจากคอนเทนต์กีฬาที่ได้รับความนิยมเช่นพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ภาพของแฟนคลับนักล่าฝันที่ตามนักล่าฝันในปีที่ 5 ที่ตนชื่นชอบไปตามงานแถลงข่าวเปิดตัว ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าบ้าน ไม่มีการโปรโมต เป็นภาพที่ไม่ต่างไปจากลักษณะแฟนคลับของทีมฟุตบอลอังกฤษในเมืองไทย มีการติดตามผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ รอคอยการเปิดของฤดูกาล และเชียร์อย่างเต็มที่

ความสำเร็จที่ทำให้อะคาเดมี่ แฟนเทเชียได้รับจนถึงวันนี้ อรรถพลกล่าวว่า เป็นรายการที่ไม่ได้ตอบโจทย์ของการสร้างรายได้ให้กับบริษัทโดยตรง แต่เป็นการทำรายการเพื่อให้คนดูอยู่กับทรูวิชั่นส์ มีรายการคุณภาพดีให้รับชม

“ถ้าเราทำรายการที่คิดไปในรูปแบบการค้า เราต้องเอาต้นทุนมาตั้ง แล้วเอารายรับมานั่งดู หักกลบลบหนี้กับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว ถ้าขาดทุนก็ไม่ควรทำต่อ แต่วิธีการทำรายการของทรูวิชั่นส์จะต่างไป เราทำรายการให้กับโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ไม่มีโฆษณาโดยตรง รายได้ก้อนใหญ่ของเราคือการหาสมาชิก เมื่อรายการใดทำให้ลูกค้าแฮปปี้ก็ไม่ต้องไปนั่งบวกลบคูณหาร เช่นเดียวกับช่องอื่น ๆ ที่ทรูวิชั่นส์นำมาเสนอให้สมาชิกชม อาทิ HBO, True Inside, True Excite หรือลิขสิทธิ์กีฬาฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ก็ไม่เคยคิดว่าซื้อมาเท่าไหร่ แล้วต้องหาโฆษณาได้เท่าไหร่ อะคาเดมีj แฟนเทเชีย ใช้งบประมาณทั้งหมดฤดูกาลละราว 100 ล้านบาท ราคาแพงเพราะการจัดคอนเสิร์ตต้องจัดจริง เล่นจริง ร้องจริง คอรัสร้องกันจริง สถานที่แพง แสงสีเสียงใช้ทีมงานมืออาชีพระดับที่ดูแลคอนเสิร์ตชั้นนำของเมืองไทย เป็นระดับเดียวกับที่ศิลปินต่างประเทศมาเล่นในเมืองไทยต้องใช้คนพวกนี้”

ผลของการลงทุนที่อรรถพลกล่าวถึง ตอบแทนเป็นความสำเร็จที่ไม่เพียงแค่เจ้าของคอนเทนต์อย่าง ทรูวิชั่นส์เท่านั้น หากแต่กระจายต่อไปถึงเกือบทุกบริการของทรู คอร์ปอเรชั่นเลยทีเดียว

อีกหนึ่งรายการเรียลลิตี้โชว์ ที่เป้าหมายสุดท้ายตกไปอยู่ที่ความสำเร็จของผู้จัด นานา ไรบีนา นักแข่งรถสาวสวย และพิธีกรรายการโทรทัศน์ ฅ-คนรักรถ ที่ต่อยอดจากงานหลักที่ดำเนินอยู่มาตั้งบริษัทรับงานบีโลว์เดอะไลน์ให้กับลูกค้าบริษัทรถยนต์ คาร์เลิฟเวอร์เกิร์ลส จนกลายมาเป็นชื่อของเรียลิตี้โชว์น้องใหม่ CarLoverGirls 2008 ที่มุ่งไปในคอนเทนต์ความสวยความงาม แต่เฉพาะเจาะจงลงไปในกลุ่มผู้มีความรู้ความสนใจเรื่องยานยนต์ เฟ้นหาสาวสวยที่จะเข้าไปคว้ารางวัลแจ๊กพอต และมีโอกาสเข้าสู่วงการพรีเซนเตอร์รถยนต์

ด้วยความที่เป็นผู้จัดรายการเรียลิตี้โชว์หน้าใหม่ นานา จึงไม่ได้ตั้งเป้าหมายของรายการให้ไกลออกไปมากนัก โดยผู้ที่ผ่านการเข้ารอบ 6 คน จากการคัดเลือกของคณะกรรมการที่ล้วนเป็นบุคคลผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการยานยนต์ อย่าง “เสี่ยปั้น” พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตนักแข่งรถชื่อดัง และเจ้าของบริษัท เอม มอเตอร์ สปอร์ต(2003) หรือเหล่าดาราวัยรุ่นชื่อดังทั้ง พอลล่า เทเลอร์, แป้ง อรจิรา แหลมวิไล, กระแต ศุภักษร ไชยมงคล, โบว์ สุวิพร อดีตนักร้องวงไทรอัมพ์ คิงดอม, วีเจวุ้นเส้น จากแชลนัลวี และตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด มาร่วมเป็นครูผู้ฝึกสอน จะได้รับการเซ็นสัญญากับบริษัท คาร์เลิฟเวอร์เกิร์ลส เป็นเวลา 1 ปี มีงานพรีเซนเตอร์ พริตตี้ หรือพิธีกร รองรับอยู่

มองกันง่าย ๆ คือ เป็นรายการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเสาะหาบุคลากรเข้ามาสนับสนุนธุรกิจหลัก คือการจัดอีเวนต์ด้านยานยนต์ของบริษัท รวมถึงอีเวนต์การตลาดทั่วไปที่มีความต้องการสาวสวยที่มีความสามารถ คล่องแคล่วในการทำหน้าที่สื่อสารแบรนด์ของลูกค้าไปสู่กลุ่มเป้าหมาย CarLoverGirls 2008 คัดเลือกสาวสวยอายุตั้งแต่ 18-25 ปี ที่มีความมั่นใจ บุคลิกดี กล้าแสดงออก และมีใจรักในเรื่องยานยนต์ จากผู้สมัครทั้งหมดให้เหลือ 14 คนที่มีสัญญาทำงาน 1 ปีเป็นการันตี ก่อนหาผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเพียง 6 คน เพื่อหาสุดยอด CarLoverGirls 2008 เพียงคนเดียว โดยมีรางวัลเป็นรถยนต์โตโยต้า ยาริส 1 คัน และของรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

นอกจากงานในส่วนอีเวนต์ที่บริษัทจะได้รับสาวสวยที่มีความรู้ด้านยานยนต์ถึง 14 คนเข้ามาร่วมงานแล้ว ในแง่รายการโทรทัศน์ที่เป็นงานหลัก CarLoverGirls 2008 ที่ออกอากาศในรายการ ฅ-คนรักรถ ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 5 ทุกวันจันทร์ เวลา 23.00-24.00 น. และทางเว็บไซต์ www.carlovergirls.com ยังได้รับผลดีจากโครงการเรียลลิตี้โชว์รายการนี้ในแง่ผู้ชมรายการ ฅ-คนรักรถ ที่แต่เดิมจะเป็นผู้ชมชาย เรียลลิตี้โชว์ CarLoverGirls 2008 สามารถเพิ่มเรตติ้งรายการให้สูงขึ้น กลุ่มผู้ชมที่เป็นผู้หญิงวัยรุ่น รวมถึงกลุ่มครอบครัวเข้ามาชมรายการมากขึ้น ขณะที่การชมทางเว็บไซต์มีผู้เข้าชมมากกว่า 10,000 คน

นานากล่าวว่า ผลตอบรับที่ดีจากผู้ชม ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบรายการที่ต่างไปจากเรียลิตี้โชว์รายการอื่น ๆ ทั้งการระดมเอาบุคคลในวงการ และดาราชื่อดังมาร่วมในโครงการ การให้ความรู้ด้านยานยนต์ผ่านสถานการณ์จริง และบททดสอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรายการ สร้างความรู้ด้านยานยนต์ให้กับผู้ชมรายการมากกว่าการให้ความรู้ผ่านพิธีกรหรือนักวิชาการดังเช่นรายการทั่วไป

โดยการตอบรับที่ดีแม้เพิ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกไม่ได้อยู่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น นานากล่าวว่า ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์จากประเทศจีนมีความสนใจ และติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เรียลิตี้โชว์ CarLoverGirls ไปผลิตและออกอากาศในประเทศจีนแล้ว ซึ่งคาดหวังหลังจากโครงการในปีแรกเสร็จสิ้นจึงจะมีการเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์กัน

“เราตั้งเป้าหมายของ CarLoverGirls ในปีแรกไม่สูงนัก แต่ผลตอบรับที่สะท้อนกลับมากลับเกินความคาดหมาย นับตั้งแต่วันแรกที่โครงการเปิดรับสมัครจนถึงที่ออกอากาศอยู่ในวันนี้ มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นทั้งในส่วนของผู้ชม จนถึงผู้ผลิตรายการจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้เรามีความมั่นใจในการทำโครงการเรียลิตี้โชว์รายการนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีปีที่ 2 และปีที่ 3 ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ คาดว่าในช่วงปลายปีนี้จะเริ่มแถลงข่าวปีที่ 2 โดยจะขยายเวลารับสมัครให้เพิ่มมากขึ้น และในส่วนของรูปแบบการแข่งขันก็จะมีการปรับเปลี่ยนให้มีความยากขึ้นกว่าเดิม จากประสบการณ์ที่ได้รับจากปีนี้” นานากล่าว

เรียลิตี้โชว์แค่เป็นประตู
เปิดสู่ความสำเร็จของผลผลิต

แม้เรียลิตี้โชว์จะมีความหลากหลายของรูปแบบรายการ เป้าหมายของการแข่งขัน เชื้อเชิญให้ผู้เข้าแข่งขันมุ่งไปยังทิศทางต่าง ๆ นักร้อง นักแสดง นางแบบ นายแบบ นักฟุตบอล หรือพรีเซนเตอร์ จนถึงวันนี้ เรียลิตี้โชว์ผ่านการแข่งขันมานับสิบรายการ สร้างผลผลิตมานับสิบคนที่มุ่งไปในหลากหลายสาขาอาชีพ แต่ความสำเร็จของคนเหล่านั้นในการประสบความสำเร็จในอาชีพที่ใฝ่ฝันแทบจะนับคนได้ กลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงความจริงใจของผู้จัดที่มุ่งแต่หาความสำเร็จเพียงแค่การจัดรายการ ไม่ได้มุ่งมั่นจะสร้างความสำเร็จให้กับผู้เข้าแข่งขันอย่างแท้จริง

อรรถพล กล่าวว่า อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักที่บอกว่าผู้สมัครรายการนี้จะดัง เพราะธุรกิจหลักของทรูวิชั่นส์ผู้จัดรายการนี้คือโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ไม่ใช่ค่ายเพลง ผู้เข้าแข่งขันเราให้เวลาในการเรียนรู้ ฝึกฝน และเปิดโอกาสให้แสดงเป็นเวลา 3 เดือน ตอบสนองความฝันที่มี ให้เขาเห็นว่า เขาฝันอยากเป็นนักร้อง เรามีคอนเสิร์ตให้เล่น มีคนเข้ามาดู มาเชียร์ แต่หลังจาก 3 เดือนคุณจะดังหรือไม่เป็นเรื่องของชะตาชีวิต แล้วแต่พรสวรรค์ที่เขาจะมี

“เราทำรายการนี้ไม่เคยบอกว่าจะทำรายการปั้นคนเป็นดารา ผมบอกว่าคุณคือนักล่าฝัน ฝันอยากเป็นนักร้อง ผมให้คุณไปเป็นนักร้อง 12 สัปดาห์ หลังจากนั้น คือชีวิตจริง แต่เรามีบริษัทที่ตั้งขึ้นมาช่วยบริหารงานให้ คุณได้เล่นละครเวที มีอัลบั้ม ได้ไปเล่นหนัง มีสินค้าจ้างไปเป็นพรีเซนเตอร์ เป็นเรื่องของชีวิตจริงที่คุณต้องปรับตัว ยังมีรายการอีกเยอะที่พยายามปั้นศิลปินแล้วไม่ได้เลย แต่อะคาเดมี แฟนเทเชียก็ยังมีคนที่ได้ไปสู่ฝัน แต่คนที่จะไปดังได้ จะมีถึงปีละ 12 คน ได้เป็นนักร้องทั้ง 12 คนเลยหรือ มันคงไม่ใช่แน่”

อรรถพลกล่าวสรุปว่า อะคาเดมี่ แฟนเทเชียเป็นคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นเพื่อธุรกิจทีวีบอกรับสมาชิกที่เป็นธุรกิจหลักของทรูวิชั่นส์ ทำให้สนุก ผู้ชมมีความสุข ไม่ใช่ทำเพื่อสร้างศิลปิน เป็นค่ายเพลงขายศิลปิน ขายเพลง

ขณะที่โครงการ CarLoverGirls 2008 แม้จะเป็นการจัดปีแรก แต่ก็มีการมองถึงการต่อยอดของผู้เข้ารอบสุดท้าย หรือผู้ชนะการแข่งขันออกไปสู่ความสำเร็จในระดับประเทศเช่นเดียวกัน

นานากล่าวว่า โครงการนักแข่งรถหญิงเป็นความใฝ่ฝันของตนที่ถือว่า ตนเองประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว และเชื่อว่าเป็นความใฝ่ฝันของเหล่าสาว ๆ ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน CarLoverGirls แน่นอน เพราะคุณสมบัติของทุกคนที่เข้าแข่งขันล้วนแต่มีความชื่นชอบในเรื่องรถเป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อได้รับการสนับสนุนและมีการสอนเทคนิคการขับขี่อย่างถูกต้อง ก็จะเป็นแรงผลักดันให้คนเหล่านี้สามารถก้าวไปสู่ฝันได้สำเร็จเหมือนเช่นตน โดยตามแผนงานที่วางไว้หลังจากนี้ จะมีการคัดเลือกจากผู้เข้าแข่งขันจำนวน 3 คน ที่มีแววความสามารถในการขับรถแข่ง มาร่วมสังกัด CarLovers Racing Team ที่จะได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ที่อยู่ในแวดวงรถแข่ง เข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่รายการขนาดเล็ก จนถึงรายการใหญ่ระดับประเทศ

สปอนเซอร์ชี้เป็นชี้ตาย
น้ำพึ่งเรือ แต่หวั่นเสือเผาป่า

อีกส่วนประกอบของการจัดเรียลิตี้โชว์ในวันนี้ ปฏิเสธบทบาทความสำคัญไม่ได้เลย คือเหล่าสปอนเซอร์ เจ้าของสินค้า บริการ ที่จะเข้ามาสนับสนุนการจัดรายการ รายการยักษ์ใหญ่อย่าง อะคาเดมี แฟนเทเชีย ใช้งบประมาณปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่รายการเรียลลิตี้โชว์การใช้ชีวิตของคนอย่าง บิ๊กบราเธอร์ จากค่ายกันตนา ที่ลาจอไปเพียงปีที่ 2 ใช้งบประมาณในปีแรกสูงถึง 80 ล้านบาท ลดลงมาเหลือ 45 ล้านบาทในปีที่ 2 จากโครงสร้างของบ้าน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

อรรพล กล่าวว่า งบประมาณของอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ถือเป็นคอนเทนต์ในประเทศที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดของทรูวิชั่นส์ ซึ่งสูงมากหากเทียบกับการซื้อซีรีส์ภาพยนตร์ชั้นดีจากต่างประเทศ งบประมาณ 1 ล้านบาท จะสามารถซื้อหาภาพยนตร์ได้ถึง 2 เรื่องดัง

งบประมาณที่สูงเช่นนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ที่รายการเรียลิตี้โชว์แทบทุกรายการต้องวิ่งหาผู้สนับสนุนรายการรายใหญ่ ๆ มาชดเชยค่าใช้จ่ายในการผลิต ขณะเดียวกันฝ่ายเจ้าของสินค้าก็ให้ความสนใจในรายการเรียลิตี้โชว์ที่ได้รับความนิยม เพราะนี่คือช่องทางในการโฆษณาที่น่าสนใจ และปราศจากข้อกำหนดการจำกัดเวลาโฆษณาเหมือนการซื้อสปอตโฆษณาทางฟรีทีวี และที่สำคัญการไท-อินในรายการเรียลิตี้โชว์ ยังให้ความรู้สึกที่ดีต่อตัวตัวสินค้าจากกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าการโฆษณาด้วยสปอตทั่วไป

ผู้จัดเรียลิตี้โชว์ส่วนใหญ่จึงพบปัญหา สปอนเซอร์บางรายร้องขอมากเกินไป ณภัทร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผู้ผลิตรายการเรียลิตี้โชว์เชิงการตลาดรายการแรกของเมืองไทย “เกมกลยุทธ์” (Super Dream Team) กล่าวถึงบทบาทของผู้สนับสนุนรายการเรียลิตี้โชว์ว่า ผู้ผลิตสำนึกอยู่เสมอว่า เมื่อสปอนเซอร์มอบงบประมาณให้มา ก็ต้องมุ่งหวังผลตอบแทนกลับไป แม้จะกล่าวยินดีให้ความร่วมมือ เห็นประโยชน์ของรายการที่จะสนับสนุนภาพพจน์ของสินค้าอย่างไร สุดท้ายก็คือต้องสร้างยอดขายได้ แต่ผู้ที่อยู่ในวงการการตลาดย่อมรู้ดี การผสมผสานทุกอย่างให้อยู่บนความพอดีจึงจะประสบความสำเร็จถ้วนหน้า สปอนเซอร์ต้องเข้าใจว่า รายการเรียลิตี้โชว์ที่แปลกใหม่ มีความแตกต่าง ควรที่จะช่วยกันรักษา ถ้าเป็นรายการเกมโชว์ก็คงโฆษณากันเต็มที่ได้

ด้านอรรถพล กล่าวว่า แม้การลงทุนผลิตอะคาเดมี่ แฟนเทเชียทุกปี จะสามารถสร้างรายได้ให้องค์กรจากการเติบโตของสมาชิก หรือการใช้บริการอื่น ๆ จากกลุ่มทรู แต่ก็จำเป็นจะต้องหาผู้สนับสนุนรายการมาช่วยสนับสนุนด้านค่าใช้จ่าย ความลำบากของอะคาเดมี่ แฟนเทเชียในการโฆษณาคือ รายการไม่มีการยิงสปอตโฆษณาดังเช่นฟรีทีวี แต่เป็นเรื่องของการนำสินค้าจากสปอนเซอร์เข้าไปใช้ภายในบ้าน ซึ่งจุดนี้จะวัดมูลค่าให้ชัดเจนเหมือนสปอตโฆษณาคงไม่ได้ วงการโทรทัศน์ไทยก็มีวัฒนธรรมลักษณะหนึ่งคือ สปอนเซอร์ต้องการได้มาก ๆ แต่ทรูวิชั่นส์โชคดีที่สปอนเซอร์ของเราอยู่ในระดับที่เข้าใจกันดีกว่า การทำรายการของบริษัทฯ มีจุดยืนที่จะต้องระมัดระวังในเรื่องของศิลปะการทำรายการ ถ้าเป็นธุรกิจเกินไปจะไม่ใช่ของจริง คนดูดูรู้และจะเบื่อ คนในบ้านต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ นานาเพื่อการโฆษณา

อรรถพล กล่าวว่า แม้วันนี้อะคาเดมี แฟนเตเชียจะเป็นรายการที่ประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ในด้านการพูดคุยกับสปอนเซอร์ก็ต้องใช้ความพยายามทุกครั้ง ไม่ได้ผ่านไปง่าย ๆ เพราะเจ้าของสินค้าต่างก็มีดีมานด์ ตนต้องยืนอยู่ในหลักการที่ถูกต้องซึ่งดำเนินมาตลอด รายการจึงจะคงอยู่ต่อไปได้ และสิ่งที่ผู้สนับสนุนรายการที่เข้ามาไท-อิน ในรายการก็ได้ เพราะอยู่ในรายการที่ดี เมื่อรายการดี สินค้าที่มาร่วมอยู่ในรายการก็ดีไปด้วย ถ้าไม่มีหลักการ ปล่อยให้ใครมาทำรายการ ผู้ชมจะรับรู้ได้ทันที เขาต้องการดูคนร้องเพลง ดูเทคนิคการเต้น ดูแอกติ้งการแสดง แต่ต้องมาดูภาพสินค้า ถ้าเป็นสินค้าที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ก็เป็นปัจจัยที่ใช้อยู่ตามปกติ แต่ถ้าเน้นโชว์ภาพสินค้า ฮาร์ดเซลล์ คนดูรับรู้ได้ และจะรู้สึกเบื่อ รายการก็คงไม่สามารถเป็นเครื่องมือการตลาดที่ดีให้กับสินค้าใดได้

“สปอนเซอร์ต้องเห็นใจผู้ผลิต เราตั้งหลักผลิตรายการเช่นนี้ รายการถึงได้รับความนิยม คนดูให้ความสนใจ สปอนเซอร์ถึงเข้ามา ถ้ารายการของเราไม่ดี สปอนเซอร์ก็คงไม่สนใจ ผมจึงต้องผลิตรายการให้ดี หลักการในจุดนี้ผมในฐานะ Executive Producer ของรายการอะคาเดมี่ แฟนเทเซีย ต้องยืนไว้ให้ได้ ถ้าผมยืนตรงนี้ไม่ได้ รายการล้ม ผู้เสียหายก็คือผู้สนับสนุนรายการ เหล่าสปอนเซอร์ด้วย ถ้ารายการของเราไม่ดี เขาจะมาสนับสนุนรายการทำไม ต้องมีความสมดุล” อรรถพลกล่าว

ณภัทรกล่าวว่า วันนี้การตลาดของผู้ผลิตเก่งมากขึ้น ที่สปอนเซอร์น่าจะยอมรับได้แล้วว่า จุดไหนสามารถไท-อินได้ ทัศนคติของสปอนเซอร์ต้องยอมรับว่า รายการที่จะให้การสนับสนุนต้องการทำอะไร และต้องการให้อะไรกับสังคม ถ้าต้องการให้สังคมหันมาสนใจในเรื่องราวที่เป็นสาระ เป็น Edutainment มีสาระ มีความบันเทิง เป็นกลาง ๆ ไม่มีการสั่งหันซ้าย หันขวา ผู้เข้าแข่งขันหันซ้ายขวากันเอง หันซ้ายไปเจออะไรไม่ดีก็เปลี่ยนมาทางขวา นี่คือเรียลิตี้ ไม่มีสคริปต์ มีแต่โจทย์ให้กลับไปทำ อย่าตั้งใจยัดเยียดอะไรให้ผู้ชม

“เกมกลยุทธ์โชคดีที่ได้โอสถสภาเป็นสปอนเซอร์ผู้สนับสนุน ไม่เคยมีปัญหาร้องขออะไรจากเรา แต่สปอนเซอร์ทั่ว ๆ ไปเราพยายามบอกว่า ความต้องการของคุณขอให้เป็นธรรมชาติดีกว่า ถ้าบังเอิญเห็นก็เห็น เพราะหากยัดเยียดให้ผู้ชมเห็นแต่สินค้า แทนที่คนดูจะชอบคุณ อาจจะเกลียดไปเลยก็ได้”

เรียลิตี้โชว์ยังอยู่ต่อไปได้
สร้างความต่าง เจาะกลุ่มแม่นยำ

การกลับมาในรอบใหม่ของกองทัพเรียลิตี้โชว์ ในฐานะผู้ยืนหยัดอยู่ในเวทีมาโดยตลอด อรรพล แสดงความเห็นว่า แต่ละรายการที่เกิดขึ้นมาในช่วงแรก รูปแบบรายการแตกต่างกันไป บางรายการประสบความสำเร็จ แต่บางรายการล้มหายไป อาจเป็นเพราะรายการเหล่านั้นไม่ใช่เรียลิตี้ที่แท้จริง บางรายการเป็นสคริปต์

เหตุที่อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย สามารถยืนอยู่ได้อย่างยาวนานต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าเรียลิตี้โชว์ไม่ได้ล้มหายไปจากวงการทีวีไทย ถ้าสามารถทำรายการให้ตรงกับความต้องการของผู้ชม เรียลิตี้โชว์มิได้มีเพียงวิธีการเดียว เช่น การร้องเพลงแข่งเหมือนกับอะคาเดมี่ แฟนเทเซีย ยังมีเรื่องของการแข่งขันด้านอาชีพ ถ้ามองต้นแบบเรียลิตี้โชว์จากฝั่งยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา รูปแบบที่ทำ การกักตัวอยู่บนเกาะ กักอยู่ในบ้าน หานางแบบ นายแบบ การหาคู่ แต่ที่เมืองไทยวันนี้ที่ผลิตกันอยู่ มีรูปแบบเพียง 2-3 อย่าง ประกวดร้องเพลง และเวลานี้เริ่มมีเรื่องของอาชีพ

อรรถพลกล่าวว่า ความล้มเหลวของเรียลิตี้โชว์บางรายการที่ผ่านมาอาจเป็นไม่สามารถสร้างความสนใจให้กับผู้ชมได้ หรือกลุ่มผู้สนใจอาจเล็กมากจนเป็นกลุ่มนิช ต่างจากเรียลิตี้โชว์ที่เป็นการแข่งขันร้องเพลงซึ่งมีผู้ชมกว้างกว่า ทุกคนสามารถเข้าใจในธรรมชาติของศิลปะด้านเพลงได้ง่ายกว่าศิลปะด้านอื่น ๆ ดังนั้น หากจะทำเรียลิตี้โชว์เรื่องของอาชีพ หรือการตลาด จะต้องเจาะไปที่ตลาดนิช เจาะคนดูกลุ่มที่แตกต่างไป ผู้ผลิตต้องวิเคราะห์ตลาดให้ดีก่อนที่จะลงมือทำ

“เรียลิตี้โชว์ไม่ใช่รายการที่ทำได้ง่าย ๆ ต้องใช้ต้นทุนในการผลิตสูง ยิ่งต้องมาตัดต่อให้เป็นรายการความยาว 1 ชั่วโมงในฟรีทีวี มันยากเย็นแสนเข็ญถ้าเป็นเรียลิตี้โชว์จริง ๆ เพราะต้องถ่ายเก็บไว้มหาศาล และเรียงใหม่ให้คนดูเข้าใจ”

ความสำเร็จของอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย อรรถพลมองว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ โครงสร้างรายการที่ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนของการถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมง ที่สามารถติดตามชีวิตของนักล่าฝันที่แฟนคลับให้ความสนใจ และในส่วนของคอนเสิร์ตทุกวันเสาร์ ที่มีการลงทุนไม่ต่างจากคอนเสิร์ตที่ต้องเสียค่าผ่านประตูเข้าชม การติดตามเรียลิตี้โชว์ที่มีความต่อเนื่อง และมีความเป็นมืออาชีพจริงเช่นนี้ก่อให้เกิดความสนุก แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลคะแนนบ้างในทุกปี แต่สุดท้ายทุกคนก็เชื่อว่า เป็นเช่นนั้นจริง

“ความสำเร็จของอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ในวันนี้จึงไม่ต่างอะไรจากการติดตามกีฬา ทุกอย่างถูกผสมผสานอย่างพอดี ระยะเวลา 12 สัปดาห์ที่ไม่มากเกิน แม้เงื่อนไขจากเจ้าของลิขสิทธิ์จากเม็กซิโกกำหนดไว้ได้ถึง 20 สัปดาห์ แต่ถ้ามากเกินความพยายามในการติดตามชมอาจลดลงไปบ้าง”

อรรถพลเชื่อว่า รายการเรียลิตี้โชว์จะยังเติบโตขึ้นได้ในตลาดทีวีเมืองไทย แต่ผู้ผลิตจะต้องสามารถผลิตรายการและสื่อออกมาให้เป็นรายการที่เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่สนุกหรือไม่ สนุกเพียงพอที่จะเรียกผู้ชมให้เข้ามานั่งเป็นกองเชียร์ได้หรือไม่

ด้านณภัทร กล่าวว่า ความสำเร็จของเรียลิตี้โชว์อยู่ที่ผู้ผลิต กรณีทรูวิชั่นส์ก็เพราะทีมงานเป็นผู้ที่อยู่ในวงการมานาน มีประสบการณ์ในการผลิตรายการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมในกลุ่มที่ดูแลอยู่ ประกอบกับมีทุนสูง เห็นรูปแบบรายการมามาก มีวิธีการประยุกต์เพื่อให้เข้ากับสังคมไทยได้เป็นอย่างดี แต่รายการอื่นที่ล้มหลายไปเช่น บิ๊กบราเธอร์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นรายการที่ไม่ดี อยู่ที่ลายเซ็นต์ใคร ทูแฮนด์ก็มีลายเซ็นต์เป็นของตนเอง ผลิตรายการแล้วจะดีหรือไม่ ก็พยายามทำให้ดีที่สุด รอบคอบก่อนลงมือทำ รายละเอียดที่พบในการผลิตมีมากจนคาดไม่ถึง และถูกเปรียบเทียบจนดูไม่เป็นธรรม

“คนมักจะเปรียบเทียบเกมกลยุทธ์กับ Apprentice เราคงไม่ใช่โดนัล ทรัมพ์ เจ้าของกิจการร่ำรวยมหาศาล เมื่อจะเปรียบเทียบควรเปรียบเทียบในลักษณะ Apple to Apple รายการ Apprentice เลือกคนเข้ามาทำธุรกิจสร้างเงินให้กับเขา เขาเลือกด้วยตัวเอง ไม่มีเหตุผล เหตุผลคือตัวของเขา แต่เกมกลยุทธ์แค่จะปั้นเด็ก ถ้าเก่งมากอาจได้เป็น Assistant Manager หรือถ้าชัดเจนมากอาจเป็น Brand Manager แบรนด์ใหม่ หรือจะเป็นแค่หนึ่งในทีมมาร์เก็ตติ้งแล้วค่อยพัฒนาไป เปิดตัวครั้งแรกเราโดนถล่มเยอะ ก็มีคนเอาใจช่วย และคิดว่าหากแจ้งเกิดรายการเรียลลิตี้โชว์นี้ไม่ได้ คงไม่มีใครกล้าแตกรูปแบบมาทำเรียลิตี้โชว์ในแนวนี้แล้ว แต่หากเราผ่านไปได้ อาจจะมีหน้าใหม่ ๆ เข้ามาทำได้ดีกว่าเราแน่นอน” ณภัทรกล่าว

เรียลิตี้ โชว์ มีดีตรงไหน

ความสำเร็จของ 2 รายการเรียลิตี้ โชว์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเซีย “ปฏิบัติการล่าฝัน” ที่ออกอากาศทางสื่อมากมายหลายช่องทาง และกำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 กับ เดอะ สตาร์ “ค้นฟ้าคว้าดาว” ปี 4 ที่กำลังจะแพร่ภาพทางโมเดิร์นไนน์ หากวัดจากกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ และจำนวนเอสเอ็มเอสของผู้ชมทางบ้านที่ส่งมาโหวตให้กับผู้เข้าร่วมรายการจำนวนหลายล้านโหวต แสดงถึงความไม่ธรรมดาของทั้ง 2 รายการได้เป็นอย่างดี

ทำไม? รายการที่ไม่มี “ดารา” มาเป็นแม่เหล็ก จึงได้รับความสนใจจากประชาชนจนล้นหลามขนาดนี้

คำตอบก็คือ หนึ่ง ทั้งสองใช้รูปแบบบันเทิงคือการแสดง และเสียงเพลงมาเป็นนำเสนอ ซึ่งตอบพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่นิยมชมชอบรายการบันเทิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สอง ทั้งสองรายการเป็นเรียลิตี้ โชว์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยที่มีนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็น หรือแอบดูเรื่องของชาวบ้าน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นผู้มีชื่อเสียงหรือไม่ก็ตาม เป็นการนำความจริงออกมานำเสนอในรูปแบบของ “Drama”

เพราะหากสังเกตรายการประเภทเรียลิตี้ โชว์ ที่เกิดขึ้นในบ้านเราหลายรายการ จะมีเพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งในสองปัจจัยนี้เท่านั้น เช่น คนค้นคน รายการที่สืบค้นชีวิตของคนๆหนึ่ง ที่ออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์ แม้จะได้รับคนสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นคลั่งไคล้ เพราะขาดปัจจัยเรื่องบันเทิง ส่วนรายการประกวดร้องเพลงตามโทรทัศน์ อย่าง บันไดดาว แม้นำเสนอด้วยบันเทิงเต็มสูบ แต่ยังขาดซึ่งการนำเสนอเรื่องราวชีวิต ความสุข ทุกข์ เศร้า ฯลฯ รายการจึงไม่ “โดนใจ” ผู้ชมเท่าที่ควร

ผู้ร่วมรายการ อะคาเดมี่ แฟนเทเซีย และเดอะ สตาร์ มีความเหมือนกันตรงเป็นคนหนุ่ม-สาวที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือต้องการสร้างความฝันในการเป็นดาราของตนให้เป็นจริง ขณะที่สิ่งที่เหมือนกันของรายการเดอะ สตาร์ และอะคาเดมี่ แฟนเทเซีย ก็คือ เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่มีความฝันอยากเป็นดารา อยากเป็นนักร้อง และเป็นได้จริง

กว่าจะมาเป็นรายการที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย รายการทั้งสองได้ผ่านแบบทดสอบความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้ว เดอะ สตาร์ อาจมีรูปแบบการนำเสนอคล้ายคลึงกับ American idol ที่นำบรรดาหนุ่มสาวที่มีฝันอย่างเดียวกัน มาใช้ชีวิตร่วมกัน เพียงแต่ไม่รักใคร่กลมเกลียวเหมือนกับคนไทย เพราะอเมริกันชนก็คืออเมริกันชนย่อมต้องมีเหน็บแนม ชิงดีชิงเด่น วิพากษ์วิจารณ์เพื่อนๆอย่างถึงพริกถึงขิง และตรงไปตรงมา แต่กระนั้นรายการนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมีคนเข้ามาร่วมโหวตเป็นจำนวนถึง 70 ล้านคน

ขณะที่ La Academia คือรายการต้นแบบของ อะคาเดมี่ แฟนเทเซีย ที่ยูบีซีซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศเม็กซิโก ต้นกำเนิดความเฟื่องฟู ก่อนจะขยายความฮอตไปยังอินโดนีเซีย และมาเลเซีย

กระแสการตอบรับของผู้ชมในครั้งนั้น ทำให้เอ็กแซ็กท์ และโมเดิร์นไนน์ ต้องมีรายการเดอะ สตาร์ 2 พร้อมกับเพิ่มเวลาการออกอากาศจากเดิมที่มีเพียงวันพุธ เวลา 22.00 น. มาเป็น 18.30 น.ของทุกวัน และในวันเสาร์-อาทิตย์จะนำไฮไลท์มาออกอากาศเพิ่ม เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการรับชมให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับรายการอะคาเดมี แฟนเทเซีย ที่ต้องมีภาค 2 เกิดขึ้น เพื่อรักษา และเพิ่มจำนวนสมาชิกให้อยู่กับยูบีซีไปนานๆ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีผลต่อการเกิดขึ้นของรายการเรียลิตี้ โชว์ใหม่ๆให้เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย ดังจะเห็นได้จาก ค่ายบีอีซี เทโร เอนเตอร์เทนเมนท์ มีแผนนำรายการประเภทเรียลิตี้ โชว์ 2-3 รายการ เข้ามาป้อนสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และที่สำคัญจะเป็นรายการที่ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับรายการ ซึ่งไม่ใช่เพียงบีอีซี เทโรฯ เท่านั้นแต่ยังจะมีค่ายอื่นๆนำรายการประเภทนี้มาออกรายการกันอีกเพียบ

“รายการประเภทเรียลิตี้มีโอกาสได้รับความนิยมสูงมากกว่ารายการทั่วไป เพราะทำให้คนดูมีส่วนร่วม ซึ่งหากได้รับความนิยมจากคนดูสูงก็มีผลทำให้รายการนั้นติดตลาดเร็ว ปัจจุบันในไทยมีรายการที่ให้คนดูมีส่วนร่วมบ้างแล้ว 2-3 รายการ อาทิ เกมชีวิต เกมสยาม”

อย่างไรก็ตาม เวลาได้พิสูจน์แล้วว่ารายการที่ตามมาทั้งหลายไม่ประสบความสำเร็จแม้บางรายการอย่างบิ๊ก บราธอร์ จะมีการทุ่มงบประมาณในการผลิตนับสิบล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถสร้างกระแสให้คนดูตอบรับได้ ต่างจากอะคาเดมี แฟนเทเซีย ประสบความสำเร็จก็คือ การเป็นรายการที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 9 สัปดาห์ เป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากรายการเรียลลิตี้ โชว์อื่นๆ ในเมืองไทย เพราะระยะเวลาการออกอากาศตลอดทั้งวันทั้งคืนนี้เองที่สร้างอารมณ์ร่วมให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ชมกับผู้เข้าร่วมรายการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่รายการอื่นๆจะทำตามอย่าง

อีกทั้งการใช้ “เพลง” เป็นสื่อกลางและเชื่อมระหว่างผู้แสดงกับผู้ชมได้ดีกว่าและง่ายกว่า ทำให้รายการอื่นที่แม้จะออกอากาศอย่างต่อเนื่องเหมือนกันไม่สามารถจะสร้างความผูกพันระหว่างผู้ชมกับผู้ร่วมรายการ

************

LG Starz Talent เจาะตลาดเด็ก
สร้างแบรนด์ลอยัลตี้

แอลจีเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่หันมาทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดประเภทเรียลิตี้ทีวี โดยทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท ผนึกช่อง 3 และแกรมมี่ ทำรายการเรียลิตี้ที่ใช้ชื่อว่า LG Starz Talent เพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่วัย 14-24 ปี เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้อยู่ในใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ แอลจีเคยทำกิจกรรมเจาะตลาดกลุ่มนี้มาแล้วไม่ว่าจะเป็นการประกวดเต้น LG B-Boy, LG NKS Karaoke Contest, LG Asia-Pacific SuperModel Contest และ Digital LG Quiz ทว่ากิจกรรมดังกล่าวยังขาดความลงตัวทำให้ไม่มีการทำอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งต่างจากการจัดเรียลิตี้ทีวีในครั้งนี้ ซึ่งแอลจีหวังที่จะสร้างอิมแพกให้ต่อเนื่องไปกับความสำเร็จของผู้เข้าประกวด ที่มาเดี่ยวแต่จะดังหมู่ โดยมีทางเลือกให้กับผู้ชนะการแข่งขันที่จะได้รับโอกาสในการแสดงละครหรือเป็นพิธีกรรายการต่างๆของช่อง 3 ขณะเดียวกันก็ยังได้รับโอกาสในการเป็นศิลปินในสังกัดของแกรมมี่ ซึ่งแตกต่างจากรายการเรียลิตี้ทีวีอื่นๆที่มักเน้นในเรื่องของการร้องเพลงและการแสดงประกอบการร้องเพลงเท่านั้น

ทำให้โอกาสของผู้เข้าร่วมรายการ LG Starz Talent มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งระหว่างการเป็นนักแสดงกับการเป็นนักร้อง ซึ่งแน่นอนว่าชื่อหรือฉายาของศิลปินหน้าใหม่เหล่านี้จะต้องพ่วงมากับสกุล LG Starz Talent ซึ่งจะส่งผลต่อการรับรู้แบรนด์ของผู้ชมรายการ คล้ายๆกับความสำเร็จของผู้เข้ารอบการประกวด เดอะ สตาร์ และ อะคาเดมี่ แฟนตาเชีย หรือ เอเอฟ

ทั้งนี้ในการประกวด LG Starz Talent จะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 3 โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้ชีวิตใน LG House ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆในระดับพรีเมียมของแอลจีภายในบ้านคอยอำนวยความสะดวก และทำให้แบรนด์แอลจีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เป็นการปรับภาพลักษณ์แบรนด์จาก แวลูฟอร์มันนี่ ไปสู่ แบรนด์ที่มีไลฟ์สไตล์และอินโนเวทีฟ

“เราต้องการทำโปรเจกต์ที่มีความต่อเนื่อง โดยกิจกรรม LG Starz Talent ในครั้งนี้ถ้าประสบความสำเร็จด้วยดี ก็อาจจะมีการทำอย่างต่อเนื่องในปีถัดไป” อลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย)

แอลจีใช้งบการตลาดรวมทั้งปีกว่า 1,000 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่มีไลฟ์สไตล์และอินโนเวทีฟ จากเดิมที่มีภาพลักษณ์เป็นสินค้าที่มี Value for Money โดยให้ความสำคัญกับตลาดรุ่นใหม่มากเป็นพิเศษเนื่องจากผู้บริโภครุ่นใหม่ในยุค Smart Age พร้อมที่จะสวิตชิ่งไปสู่แบรนด์ของคู่แข่ง ดังนั้นจำเป็นจะต้องสร้างแบรนด์ให้อยู่ในใจหรือเป็นที่จดจำในลำดับต้นๆเพื่อให้ผู้บริโภคระลึกถึงแบรนด์แอลจีก่อนคู่แข่งซึ่งหลายแบรนด์ต่างพยายามทำแคมเปญการตลาดเพื่อสร้างลอยัลตี้ให้กับผู้บริโภครุ่นใหม่เช่นกัน ทว่า LG Starz Talent จะเป็นตัวสร้างการจดจำและสร้างความแตกต่างในการสื่อสารไปสู่ผู้บริโภคได้ดีกว่า แต่ต้องวัดกันที่ความต่อเนื่องในการทำกิจกรรม และความสำเร็จของผู้เข้าแข่งขันว่าจะมีมากเพียงใด และจะสะท้อนกลับมาสู่แบรนด์แอลจีได้ดีแค่ไหนในสายตาผู้ชม






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>