|
|
||
ชื่อ “โรงพยาบาลอาหาร” ฟังดูแปลกๆ ใช่ไหมครับ ถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษผมจะเขียนว่า “Medical Food Hospital” ครับ ซึ่งน่าจะเข้าใจได้ชัดเจนกว่า แล้วทำไมต้องเป็น “อาหาร” ด้วยละ?
ก็เพราะว่า “อาหารคือยา” ไงครับ คนโบราณสอนกันมานานแล้วว่า อาหารที่เราทานกันทุกๆ วันนี่แหละเป็นยารักษาตัวเราทั้งนั้น ลองคิดแบบมีตรรกะดูนะครับว่า พื้นฐานของคนเราคือการกิน และเราก็มีสุขภาพตามสิ่งที่เรากินเข้าไป กินของมันๆ มากๆ ก็เป็นโรคอ้วน โรคความดัน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง กินผักเยอะๆ ก็อาจจะผอมบางนิดหน่อยแต่ก็แข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยมากนัก อาศัยโปรตีนจากถั่วจากนมแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์
เรื่องพวกนี้ไม่ใช่แค่ “กระแส” นะครับ มันจะมาแน่ๆ ด้วยเหตุผลสองสามประการ อย่างแรกก็คือ คนเราทุกวันนี้ป่วยด้วยโรคที่แต่ก่อนเป็นกันน้อยเยอะขึ้นมาก ทั้งเบาหวาน ความดัน มะเร็ง ฯลฯ เพราะปัจจัยด้านการบริโภคและรูปแบบพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากครับ
คนปัจจุบันทำงานมากชั่วโมงกว่าอดีต ออกกำลังกายน้อยลง และทานอาหารขยะมากขึ้น ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแค่อาหารฟาสต์ฟู้ดเท่านั้นนะครับ แต่บรรดาอาหารถุงต่างๆ อาหารกล่อง (โฟม) เครื่องดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มรสหวานต่างๆ ทั้งชา กาแฟ น้ำผลไม้เข้มข้น รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุของ “โรค” ทั้งนั้นครับ
ผมเคยคุยกับคุณหมอผู้ใหญ่ที่โรงพยาบาลรามาฯ ท่านหนึ่ง ท่านกล่าวว่าปัจจุบันนี้คนที่เกษียณไปแล้ว อาจจะใช้เงินเกือบร้อยละ 70 ของรายได้ที่เหลือหมดไปกับการรักษาสุขภาพและโรคภัยของตัวเอง
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาในอนาคตนะครับ เพราะมันกำลังเกิดขึ้นจริงๆ และจะยิ่งเป็นปัญหาทวีคูณเมื่อประชากรสูงอายุเพิ่มจำนวนขึ้นในขณะที่คนหนุ่มสาวและเด็กเกิดใหม่มีน้อยลง หมายความว่า คนทำงานในอนาคตจะต้องแบกรับภาระทางสังคมเพื่อรักษาคนสูงอายุมากกว่าปัจจุบันมาก นั่นหมายถึงทั้งภาระทางภาษีและภาระทางครอบครัวด้วย ภาครัฐเองก็จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพื่อประคับประคองสวัสดิการทางสังคมเอาไว้ งบประมาณการลงทุนด้านอื่นก็จะน้อยลง ภาระเพิ่ม แต่คนหารายได้มีน้อยลงทุกที
นี่เป็นปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังจะประสบครับ เขาเรียกว่า “Aging society” คือ สังคม ส.ว. หรือ คนสูงวัยกำลังจะมาครับ
คราวนี้ในแง่ของนวัตกรรม เราจึงควรมองเรื่องนี้ให้เป็นโอกาสใช่ไหมครับ ผมจึงต้องพูดถึงเรื่องของ “โรงพยาบาลอาหาร”
ปกติเวลาที่เราพูดถึงโรงพยาบาลทั้งโรงพยาบาลทั่วไปและเฉพาะทาง มโนภาพที่ติดในใจเราคือ การรักษาหรือ “ซ่อม” ใช่ไหมครับ คนปกติที่ไปโรงพยาบาลถ้าไม่ใช่เพราะไปตรวจร่างกาย ไปเยี่ยมผู้ป่วย ก็คงไปทำศัลยกรรม
แต่โรงพยาบาลอาหารไม่ใช่ที่สำหรับรักษาครับ เพราะที่นี่จะเน้นที่การ “สร้าง” ไม่ใช่ซ่อม ในต่างประเทศขณะนี้แนวโน้มเรื่อง medical food นั้นชัดเจนมากครับ เพราะว่าราคายาในปัจจุบันนี้พุ่งขึ้นสูงมาก และเกินกว่าที่กำลังของคนชั้นล่างถึงชั้นกลางจะรับไหว ถ้าหากเป็นโรคที่ต้องใช้ยามีสิทธิบัตรยิ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แพงหนักขึ้นไปอีก นี่เป็นเหตุผลประการที่สองครับที่ทำให้แนวคิดเรื่องโรงพยาบาลอาหารน่าจะเป็นจริงได้ในเร็ววันนี้
เหตุผลประการที่สามคือ วิชาการด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพนั้นได้รับการยอมรับในสาธารณะมากขึ้น จริงๆ แล้ววิชานี้มีมานานแล้วครับ แต่คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจ ถือว่าอาหารเหมือนๆ กัน กินๆ ไปก็อิ่ม หรือไม่ก็ตามใจปากจนเคยตัวกลายเป็นโรคกันถ้วนหน้าอย่างในทุกวันนี้ โดยเฉพาะความ “หวาน” นั้น คนไทยติดกันมากครับ เรียกว่าเป็นคน “หนักหวาน” มากๆ เชื้อชาติหนึ่งในโลก กระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบันจึงได้รณรงค์ให้คนไทยหันมา “อ่อนหวาน” กันมากขึ้น โดยการลดการบริโภคน้ำตาลลงเยอะๆ โรคจะได้ไม่ตามมา
คงยังจำกันได้ว่าเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพนี้เคยได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อราวๆ 6 – 7 ปีที่แล้ว จากนั้นกระแสก็เบาบางลง แต่คงยังเหลือกลุ่มคนที่นิยมอาการเพื่อสุขภาพอยู่จำนวนหนึ่ง นอกนั้นก็ปรับตัวเองเข้าหาพฤติกรรมการบริโภคแบบเดิมๆ ต่อไป แท้จริงแล้วตามหลักโภชนาการนี้เราไม่ได้กินเพื่อรักษานะครับ เพราะนั่นจะดูเหมือนเป็น “ยาผีบอก” มากเกินไป
เขาจึงเน้นให้กินเพื่อ “เสริมสร้าง” ภูมิต้านทานและความแข็งแรงของตัวเอง เพราะอาหารหมายถึง “สารอาหาร” ด้วย และสารอาหารก็ย่อมประกอบไปทั้งโปรตีน คาร์โบรไฮเดรต แร่ธาตุ วิตามิน เกลือแร่ และไขมัน ทั้งหมดนี้คือ “พื้นฐาน” ของสุขภาพไงครับ คนเราจะมีสุขภาพดีหรือไม่เรื่องอาหารจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความสมดุลในร่างกาย
แต่เรากินเอง เลือกเอง เราก็คงไม่สามารถรู้ได้ใช่ไหมครับว่าควรจะกินอะไร อย่างไร เท่าไหร่ พวกนี้เป็นเรื่องที่มีหลักวิชาการทั้งสิ้น เราจึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคุณหมอในการวินิจฉัยก่อนว่า สุขภาพในขณะนี้ของเราเป็นอย่างไร และเราควรจะบริโภคอะไรเพื่อไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือถ้าหากเราเป็นโรคบางอย่างเช่น เบาหวานหรือโรคไต เราก็ย่อมต้องการอาหารเฉพาะอย่างที่ถูกออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะเรียกว่า Design-food ขืนกินอะไรอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าชีวิตอาจจะไปก่อนเวลาอันควรได้
ปัจจุบันเท่าที่มีอยู่ก็เป็นสถานบำบัดธรรมชาติ หรือศูนย์อาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ ยังไม่มีการยกระดับให้เป็นโรงพยาบาลขึ้นมาอย่างจริงจังโดยมีแพทย์และผู้ชำนาญด้านโภชนาการคอยให้คำปรึกษาแนะนำ
ผมจึงเชื่อมั่นว่า แนวคิดนี้น่าจะเป็นจริงได้ในอีกไม่นานนัก และเราคงไม่ได้เห็นแค่หนึ่งหรือสองเท่านั้น เพราะผมเชื่อว่าความต้องการนั้นมีอยู่มากในตลาด และไม่ใช่เรื่องที่ต้องลงทุนมากเท่ากับโรงพยาบาลปกติอีกด้วย แถมยังจะเป็นการยกระดับอาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ ที่นับวันก็ดูจะเป็นยาผีบอกกันเป็นส่วนใหญ่ ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน มีวิชาการและงานวิจัยรองรับชัดเจน คนบริโภคก็จะปลอดภัย และผู้ประกอบการก็จะสบายใจ จึงนับเป็นนวัตกรรมที่จะ win-win ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายครับ
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม