Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

คำทำนายอนาคต Believe it or not ?



จากประสบการณ์การใช้อีเมล์มานาน และจากประสบการณ์การได้รับ forward mail ทำให้เราสามารถแยกประเภทของมันได้ดังนี้ อีเมล์ขายของ, อีเมล์รูปน่ารัก, อีเมล์ลูกโซ่, อีเมล์คำทำนาย ฯลฯ แต่ก็มีไม่กี่อีเมล์หรอกที่จะถูกฟอร์เวิร์ดไป หรือไม่กี่อีเมล์ที่จะถูกพูดถึงจนกลายเป็นจริงเป็นจัง

ล่าสุดเราได้พบกับ forward mail ทำนายอนาคตโดย Mr.Juseleeno Nobulega Da Roose ชาวบราซิลที่เคยทำนายทายทักแล้วก็ทายได้ถูก…มาหลายต่อหลายครา ทั้งการตายของเจ้าหญิงไดอาน่า เหตุการณ์ 9/11 หรือ สึนามิที่อินโดนีเซีย Juseleeno มองเห็นอนาคตจากความฝัน ว่ากันว่า เขาจะฝัน 3-9 เรื่อง แล้วเมื่อตื่นขึ้นมาก็จะบันทึกเอาไว้ แล้วก็ส่งไปหาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้น ซึ่งคำทำนายของเขาถูกส่งต่อๆ กันมาเรื่อยๆ จนถึงมือเรา ซึ่งเราได้ลองเสิร์ชหาชื่อของเขาในเว็บที่เกี่ยวข้อง ก็มักจะเป็นเรื่องราวใน forward mail ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกแปลเป็นภาษาจีนแล้วส่งกันต่ออย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคำทำนายที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน และก็จะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน ว่าแล้วก็มาดูกันเถอะว่าชายผู้นี้ได้ทำนายอนาคตเอาไว้ว่าอย่างไรบ้าง

กรกฎาคม 2008 : จะเกิดแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น ก่อให้เกิดสึนามิสูงถึง

30 เมตร

18 กันยายน 2008 : แผ่นดินไหวขนาด 9.1 จะมาเขย่าประเทศจีน (เขาใช้คำว่า will rock) เช่นเดียวกัน ผลของสึนามิในคำทำนายข้างบนจะทำให้คนตายถึง 1 ล้านคน แล้วก่อนจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นั้นจะมีแผ่นดินไหวขนาดเล็กเตือนมาก่อน โดยจะเกิดหลังงานโอลิมปิก

2010 : อุณหภูมิในบางประเทศของทวีปแอฟริกาจะสูงขึ้นถึง 58 องศาเซลเซียส

มิถุนายน 2010 : ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะตก เนื่องจากวิกฤตการเงินนานาชาติ

2011 : มีการวิจัยรักษาโรคมะเร็งบางชนิดเป็นผลสำเร็จ แต่จะค้นพบไวรัสชนิดใหม่ ที่จะทำให้ตายใน 4 ชั่วโมงหลังจากติดเชื้อไวรัสนั้น

1-25 พฤศจิกายน 2013 : นักวิจัยค้นพบการรักษามะเร็งหลายชนิดสำเร็จ เว้นเนื้องอกในสมอง, เกิดแผ่นดินไหวจากการปะทุของภูเขาไฟในเกาะบาฮามา ในหมู่เกาะคานารี ก่อให้เกิดสึนามิสูง 150 เมตร ทวีปอเมริกาทั้งหมด รวมถึงบราซิลจะได้พบกับสึนามิที่เข้าสู่แผ่นดินยาวถึง 15-20 กิโลเมตร

2015 : ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิโลกจะขึ้นถึง 59 องศาเซลเซียส ผู้คนจะล้มตายเพราะอากาศร้อน

2016 : ไต้ฝุ่นขนาดใหญ่จะถล่มประเทศจีน ก่อให้เกิดความเสียหายหนัก และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชจะเข้าโรงพยาบาล อาการเป็นตายเท่ากัน

2026 : แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ซานฟรานซิสโก มีชื่อว่า The Big One อาจจะเกิดภูเขาไฟระเบิด และเกิดสึนามิสูง 150 เมตรตามมาด้วย

อ่านแล้วไม่ค่อยจะทำนายในทางที่ดีเลย ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็คงต้องขึ้นกับวิจารณญาณของแต่ละคน แต่ก่อนที่จะเชื่อคำทำนายทั้งหลาย แนะนำว่าอย่าลืมหลักกาลามะสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนชาวเมืองกาลามะเอาไว้เตือนใจก่อนจะปักใจเชื่อสิ่งใดๆ ที่กล่าวมาข้างต้น :D

…..

1.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา 2.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบต่อกันมา 3.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ 4.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำรา 5.อย่าปลงใจเชื่อด้วยตรรกะ 6.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอนุมาน 7.อย่าปลงใจเชื่อเพราะการตรึกตรอง 8.อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตนเอง 9.อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ และ 10.อย่าปลงใจเชื่อเพราะท่านเป็นครูของเรา

คอลัมน์ THE WAY OUT
โดย sunaonne

[...]

ยุทธศาสตร์รองรับ วิกฤตอาหาร


สำหรับยุทธศาสตร์รองรับวิกฤตอาหารและสร้างโอกาสของประเทศไทยนั้น ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร กล่าวว่า ระยะสั้นต้องสร้างความั่นคงแก่ครัวเรือนฐานราก ขณะที่ระยะยาวต้องเพิ่มศักยภาพภาคการเกษตร, สร้างสมดุลพื้นที่เพื่อผลิตอาหารและพลังงานทดแทน และต้องสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าอาหาร

รายละเอียดของแผนระยะสั้นว่าด้วยการสร้างความมั่นคงแก่ครัวเรือนฐานราก จะต้องทำใน 3 ประเด็น คือ 1.สร้างสมดุลระหว่างการบริโภคภายในประเทศและส่งออกโดยบริหารจัดการสต๊อกอาหาร เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และรักษาระดับราคาภายในประเทศให้เหมาะสม

“ประเทศไทยมีนโยบายสร้างครัวไทยให้เป็นครัวโลก และเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวมากที่สุด แต่ต้องมีการเข้าคิวแถวยาวๆ เพื่อซื้อข้าว เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น”

2.การเร่งรัดการส่งออกโดยการเพิ่มตลาดใหม่ทางการค้าไปสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อ เช่น ประเทศรัสเซีย ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างตลาดส่งออกของไทยจาก more for less ไปเป็น less for more, เพิ่มโอกาสในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง, เพิ่มมูลค่าการส่งออกและนำวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศมาแปรรูปเป็นสินค้าส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่อาศัยความได้เปรียบ

และ 3.สร้างรายได้แก่ทุกภาคส่วนของประเทศ ตั้งแต่เกษตรกร แรงงาน จนถึงผู้ประกอบการโดยการปรับขึ้นค่าแรงตามภาวะค่าครองชีพทั้งในส่วนของค่าแรงขึ้นต่ำและเงินเดือน ดูแลระดับราคารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรให้เหมาะสมกับต้นทุน

ส่วนระยะยาวการเพิ่มผลิตภาพภาคการเกษตรนั้นต้องทำใน 4 แนวทาง คือ 1.การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มผลิตภาพภาคการเกษตร ในเรื่องการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีในการผลิตให้เพียงพอ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดการของเหลือใช้

2.บริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุน โดยอาจจะลดภาษีนำเข้าปุ๋ยเพื่อการเพาะปลูก

หรือให้ความรู้แก่เกษตรกรในการผลิตปุ๋ยใช้เองในประเทศ 3.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้า เช่น ระบบโลจิสติกส์ ระบบชลประทาน และ 4.ประกันภัยสินค้า โดยริเริ่มให้มีการทำประกันภัยสินค้าเกษตร เริ่มตั้งแต่การป้องกันความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ หรือสาเหตุอื่นๆ เป็นต้น

ส่วนบทบาทของภาครัฐบาลนั้น ต้องดูแลคนจนให้ได้รับผลกระทบจากกภาวะราคาน้ำมันและอาหารแพงให้น้อยที่สุด, ดูแลภาคเกษตรให้เกษตรกรเข้าถึงวัตถุดิบการเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ได้ง่ายขึ้น, ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของอาหารภายในประเทศเพิ่มขึ้น, เร่งทำงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าอาหารเพื่อการส่งออก และมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางเรื่องพลังงานทดแทน

“เรื่องของพลังงานทางเลือก สิ่งที่ต้องดูเพิ่มเติมก็คือ มีพลังงานทดแทนอื่นๆ อีกหรือไม่ที่สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นมากกว่าพลังงานที่ทำมาจากพืช อาทิ พลังงานจากแสงแดด” นายยุทธศักดิ์กล่าว

[...]

SMEs ตั้งรับอย่างไร กับ…วิกฤตอาหารโลก



เมื่อเร็วๆ นี้สถาบันอาหารได้ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “วิกฤตอาหารโลก…โอกาส SMEs ไทย” โดยมี ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหารเป็นวิทยาการ ซึ่งได้ให้ข้อมูลพร้อมกับแนวทางการปรับตัวสำหรับเอสเอ็มอีไว้อย่างน่าสนใจ

อาหาร ภาระที่ต้องจ่าย 30-50%

ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและการขาดแคลนซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นกับหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น เกิดจากหลายๆ สาเหตุและส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ

โดยสาเหตุหลักๆ เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง, การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร, การแย่งชิงผลผลิตทางการเกษตรระหว่างอาหารสัตว์กับพลังงานทดแทน, การขยายตัวของสังคมเมือง/อุตสาหกรรมที่ส่งผลให้พื้นที่เกษตรลดลง, ภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติ ส่งผลให้สินค้าเกษตรเสียหาย และมีการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

สาเหตุดังกล่าวได้ส่งผลกระทบด้านลบ ก็คือสต๊อกอาหารลดลง, สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารเพิ่มขึ้น, ผลผลิตอาหารเพื่อการบริโภคลดลง, พื้นที่เพาะปลูกการเกษตรลดลง และเกิดการกักตุนสินค้า

ส่วนด้านผลบวกที่เกิดขึ้นก็คือ มูลค่าการส่งออกสูงขึ้น และภาคการเกษตรได้รับความสนใจมากขึ้น

“จากการที่สินค้าอาหารปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคคนไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนจนหรือคนมีรายได้น้อยที่มีระดับเงินเดือนประมาณ 4,204 บาท/เดือน ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายค่าอาหารประมาณ 1,980 บาท หรือคิดเป็น 50% ของรายจ่ายทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนที่มี รายได้ 14,215 บาท/เดือน มีค่าใช้จ่ายอาหารประมาณ 4,204 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่รายได้ไม่สูงขึ้น ทำให้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อมาใช้กับค่าอาหาร”

เจาะลึกปัญหาน้ำมัน

ดร.ยุทธศักดิ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผลกระทบของราคาน้ำมันที่มีต่ออุตสาหกรรมอาหารชัดเจนมาก เนื่องจากต้นทุนจะเพิ่มขึ้นในทุกห่วงโซ่การผลิต

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการนั้นเกิดขึ้นในต้นทุนภาคการเกษตร ภาคแปรรูปเพิ่ม ค่าขนส่ง ต้นทุนค่าการตลาด ราคาสินค้าปรับเพิ่ม กำไรลดลง กำลังการผลิตลดลง การลงทุนเพิ่มเกิดการชะลอและลดลง

เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ชะลอการใช้จ่ายลง, ความวิตกกังวลจะส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาออมมากขึ้น, หันมาบริโภคสินค้าอาหารที่ผลิตในประเทศมากขึ้น มีการจับจ่ายเฉพาะสินค้าอาหารที่จำเป็น และลดค่าใช้จ่ายในสินค้าอาหารฟุ่มเฟือย

แนวทางการรับมือสำหรับ SMEs

ซึ่งกับปัญหาดังกล่าว ดร.ยุทธศักดิ์มองว่ามีโอกาสสำหรับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งแนวทางรับมือกับวิกฤตการณ์อาหารนั้น ในมุมของผู้ประกอบการต้องทำทันที อย่าได้หวังพึ่งใคร ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ การแปรรูป และการตลาด มีการปรับเปลี่ยนจากพลังงานน้ำมันมาใช้พลังงานทางเลือก

ต้องพัฒนาสินค้าพรีเมี่ยมเพื่อเจาะตลาดสินค้าพรีเมี่ยม, สร้างสินค้ามาตรฐานทั่วๆ ไปเพื่อรองรับเศรษฐกิจถดถอย พัฒนาสินค้าอาหารกระป๋องที่มีอายุสินค้าที่เก็บไว้รับประทานได้นาน และมุ่งสู่ตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย ตะวันออกกลาง และประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย

คิดแบบ SMEs แต่ทำแบบยักษ์ใหญ่

แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าประเด็นปัญหาของ SMEs ในประเทศด้านการผลิตเวลานี้มีหลายด้าน ตั้งแต่ขาดการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สินค้าไม่ได้

มาตรฐานและถูกส่งกลับจากประเทศ ผู้นำเข้า, ขาดการควบคุมการใช้สารเคมีในสินค้าเกษตร เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างถึงอาหารแปรรูป ส่งผลถึงภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในสายตาของประเทศผู้นำเข้า, ขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ ทำให้ยากในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่มีสินค้าประเภทเดียวกัน แต่มีต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่า และขาดความน่าเชื่อถือในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการปรับปรุงกิจการ ทำให้ขาดเงินทุนในการซื้อเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี สมัยใหม่มาใช้ในกิจการ

ด้านการจัดการและส่วนสนับสนุน ขาดห้องปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพอาหารซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทย

ดังนั้นมุมมองในการแก้ปัญหาสำหรับ SMEs ดร.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวบางส่วนต้องมีกลไกของรัฐบาลในการสนับสนุน แต่บางส่วนเอสเอ็มอีสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งกรณีที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองและสามารถทำได้ทันทีก็คือ ให้ผู้ประกอบการ SMEs คิดเหมือนเอสเอ็มอีคือคิดแบบ พอเพียงตามศักยภาพของตัวเอง ไม่ทำอะไรเกินตัว แต่ต้องทำแบบบริษัทใหญ่ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.capacity Building หมายถึงการให้ความสาคัญในการพัฒนาคน

“บริษัทจะอยู่ได้หรือไม่ได้ “คน” มีส่วนสำคัญ จะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ อาทิ แบงก์กสิกรไทย ปูนใหญ่ ฯลฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนาคนมาก เอสเอ็มอี ก็ต้องทำเช่นกัน โดยพัฒนาคน สร้างองค์ความรู้ มีการอบรมสม่ำเสมอ”

2.standard หรือมาตรฐาน ปัจจุบันไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก มาตรฐานสำคัญมาก เพราะเวลาเอาของไปขายเขาไม่รู้หรอกว่าคุณเป็น SMEs หรือ LMEs แต่เขาจะดูว่าสินค้าที่คุณส่งไปได้มาตรฐานตามที่เขากำหนดหรือไม่ ฉะนั้นถ้าคุณเป็น SMEs และต้องการเติบโตต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน

3.technology มีตัวอย่างเป็นเอสเอ็มอี ญี่ปุ่นที่สามารถอยู่ได้ แค่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีกาวที่ใช้เชื่อมต่ออควาเรียมไม่ให้น้ำรั่ว น้ำซึม เป็นต้น เอสเอ็มอีไทยก็สามารถทำได้ หากมีการใช้เทคโนโลยี หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับตัวเอง

[...]

กระดาษพูดได้



วัสดุแผ่นบางที่สามารถเก็บและเล่นข้อความเสียงได้

กระดาษอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษชนิดอื่นๆ ที่มีระบบการทำงานอย่างมีนวัตกรรมกำลังถูกนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ดพูดได้ที่มีวางจำหน่ายแล้ว หรือโปสเตอร์โฆษณาที่ทำหน้าที่เสมือนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการนำเสนอข่าวสารและรายงานสภาพอากาศซึ่งได้ถูกนำมาทดลองใช้ภายในสถานีรถไฟในประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนยังมีความพยายามที่จะพัฒนาระบบเทคโนโลยีของกระดาษให้สามารถป้องกันความผิดพลาดของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ขึ้นด้วย ทุกวันนี้บรรดานักวิจัยจึงอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะบางและเบาเหมือนกระดาษ ทว่าสามารถใช้งานได้หลากหลาย เพื่อในที่สุดแล้วกระดาษจะสามารถก้าวเข้าสู่ยุคไอทีได้ด้วยการผสมผสานกับเทคโนโลยียุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว

การส่งข้อความเสียงที่บันทึกไว้บนกระดาษ

“Audio paper” หรือ “กระดาษพูดได้” มีความหนาเพียง 0.75 มิลลิเมตร แต่สามารถ “พูดได้” อย่างน่าอัศจรรย์อันเป็นผลมาจากการติดตั้งลำโพง ไมโครโฟนและแบตเตอรี่ขนาดเล็กพิเศษไว้ใน

กระดาษ โดยในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.2005 กระดาษพูดได้ที่มีขนาดเท่าโปสการ์ดนี้ได้ถูกนำออกวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า Tokyo Hands ในราคาแผ่นละ 1,260 เยน (หรือ 10.65 เหรียญสหรัฐในขณะนั้น) และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วด้วยคุณสมบัติพิเศษของมันที่สามารถบันทึกข้อความเสียงที่มีความยาวได้ถึง 20 วินาที และยังเปิดฟังได้ราว 50 ครั้งด้วยการกดปุ่มเท่านั้น ทั้งยังสะดวกในการจัดส่งเพราะสามารถบรรจุลงในซองจดหมายขนาดมาตรฐานเพื่อส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นได้โดยติดแสตมป์ราคาเพียง 80 เยน (0.68 เหรียญสหรัฐ)

โดยบริษัท Toppan Forms ซึ่งเป็น ผู้จำหน่ายกระดาษพูดได้นี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากระดาษพูดได้ชนิดใหม่ๆ เช่น บัตรอวยพรที่มีรูปและเสียงของดาราศิลปินหรือนักแสดงคาบูกิ และกำลังพิจารณาที่จะวางจำหน่ายกระดาษมีเสียงซึ่งมีอักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตาด้วย

ข่าวสารด้านอิเล็กทรอนิกส์และการพยากรณ์อากาศบนกระดาษ

ทุกวันนี้การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโรงพิมพ์ได้ทวีความดุเดือดมากขึ้น โดยเฉพาะในการพัฒนาและผลิตวัสดุที่สามารถนำไปใช้ประกอบกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บางเฉียบและม้วนงอได้เหมือนกระดาษ ทั้งนี้ก็เพื่อนำไปใช้ในวงการโฆษณา หนังสือ และหนังสือพิมพ์ เช่น กระดาษอิเล็กทรอนิกส์ที่ตัวอักษรและรูปภาพจะปรากฏขึ้นได้ด้วยการชาร์จไฟให้กับหมึกชนิดพิเศษที่บรรจุอยู่ตรงกลางระหว่างแผ่นฟิล์มสองแผ่น โดยสามารถมองเห็นรูปภาพได้แม้ถอดปลั๊กไฟออกแล้ว และการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้นานหลายปี ซึ่งในเดือนธันวาคมปี ค.ศ.2005 กระดาษอิเล็กทรอนิกส์ขนาด A4 ที่ว่านี้ก็ได้ถูกนำไปทดลองแขวนไว้ที่สถานีรถไฟ JR ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำเสนอข่าว สภาพอากาศ และโฆษณาของบริษัทต่างๆ ให้ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาเกิดความสนใจและทึ่งกับนวัตกรรมใหม่นี้

นอกจากนี้ บริษัท Fuji Xerox ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาการวิเคราะห์ “ลายนิ้วมือ” เฉพาะบนกระดาษแต่ละแผ่น อันแสดงถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีเพื่อการยืนยันถึงความเป็นของแท้ของเอกสารต่างๆ โดยทางบริษัทกล่าวว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยแก้ปัญหาการปลอมแปลงพาสปอร์ตและเอกสารสำคัญอื่นๆ ให้หมดไป

เป็นไปได้ว่าอีกไม่นานนัก กระดาษพูดได้และกระดาษที่ทำให้เกิดภาพและตัวอักษรได้โดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะกลายมาเป็นของธรรมดาทั่วไปในชีวิตของคนสมัยใหม่ที่ชีวิตผูกติดอยู่กับนวัตกรรมและความทันสมัยของเทคโนโลยี

อ้างอิงจาก: web-japan.org

คอลัมน์ Creative Space
BY TCDC

[...]

อวสานนิติบริกร “พิชิฏ ชื่นบาน” จาก “ติ๊กผิด” ถึง “หยิบผิด” ถุงขนม 2 ล้าน ฉงน “หญิงอ้อ” วานเครือญาติทำงานเสี่ยงๆ



เป็นอันว่าบทสรุปเรื่อง เงิน 2 ล้านในกล่องขนม ที่มีการปูดข่าวจากศาลฎีกา ว่าทีมทนายของนัก การเมืองใหญ่นำเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ในวันที่ 10 มิถุนายน 2551 จบลงด้วยทีมทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องติดคุกไป 3 คน

วันที่ 10 มิถุนายน ยังเป็นวันเดียวกันกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ เพื่อรายงานตัวต่อศาลฎีกา ตามคำสั่งศาล ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก (ที่ดินรัชดาฯ) พร้อมกับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

เมื่อเรื่องแดงขึ้นมา วันที่ 13 มิถุนายน มีรายงานข่าวจากศาลฎีกาว่า เมื่อเวลา 07.00 น. นายมงคล ทับเที่ยง รองประธานศาลฎีกา นายวีรพล ตั้งสุวรรณ และ นายอิศเรศ ชัยรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา องค์คณะผู้ไต่สวนข้อเท็จจริงได้ประชุมกัน ณ ห้องประชุมเล็กข้างห้องประธานศาลฎีกา และมีการเรียกเจ้าหน้าที่ธุรการซี 7 ซึ่งเป็นผู้รับถุงขนมใส่เงินสด 2 ล้านบาท มาสอบถามข้อเท็จจริงการสนทนากับทนายอดีตนักการเมืองในวันที่ 10 มิถุนายน

เนื่องจากในวันดังกล่าวตรงกับวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมารายงานตัวต่อศาลหลังกลับจากต่างประเทศ โดยมี นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ เดินทางมาด้วย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ธุรการซี 7 ยืนยันว่าภายในถุงมีขนมและเงิน จึงไม่ใช่เป็นเรื่องทนายอดีตนักการเมืองหยิบถุงขนมผิดโดยไม่รู้ว่ามีเงินอยู่ภายใน

นายพิชิฎซึ่งเป็นทนายความประจำตัว คุณหญิงพจมาน ทำหน้าที่ว่าความคดีที่ดินรัชดาฯ ให้ข่าวในเวลาต่อมาว่า ขอยืนยันว่าทีมทนายความไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อให้มีการเปลี่ยนตัวองค์คณะผู้พิพากษาแน่นอน เพราะที่ผ่านมาศาลฎีกาก็ให้ความเป็นธรรมแก่ฝ่ายจำเลยในการให้โอกาสต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม จึงไม่ทราบว่าทำไมถึงมีการเชื่อมโยงเรื่องนี้ได้อย่างไร และมั่นใจว่าองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริงที่ศาลได้ตั้งขึ้นนั้นจะสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

“วันที่มีข่าว (10 มิถุนายน) ผมและคณะทนายได้รับมอบหมายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้ไปยื่นคำร้องเพื่อรายงานตัวต่อศาลฎีกาตามคำสั่งศาลหลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศ ซึ่งทีมทนายได้ใช้เวลานานไม่เกิน 30 นาที และยืนยันว่าไม่มีใครในทีมทนายนำกล่องขนมติดตัวหรือไปมอบให้เจ้าหน้าที่ จึงยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ตามที่มีข่าวระบุมา เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นแค่คิดยังไม่คิดเลย เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปคดีได้ ที่ผ่านมาทีมทนาย ก็ประเมินว่าคดีที่ดินรัชดาฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกกล่าวหาจาก คตส.ถึงชั้นศาล เรามั่นใจว่าชี้แจงได้และเชื่อมั่นว่าองค์คณะผู้พิพากษาจะให้โอกาสจำเลยในการสู้คดีโจทก์ได้เต็มที่ จึงไม่จำเป็นต้องมา ดิสเครดิตเพื่อให้เปลี่ยนตัวองค์คณะ ผู้พิพากษาแต่อย่างใด”

นายพิชิฏกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าเป็นเงินที่ให้เจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่ความจริง เพราะการพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกาเป็นระบบไต่สวน ซึ่งตามระบบเอื้ออำนวยความยุติธรรมที่ให้ทนายฝ่ายจำเลยสามารถประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอคัดถ่ายสำนวนหรือเอกสารสำคัญในทางคดีได้เพื่อให้มีการต่อสู้บนชั้นศาลอย่างเต็มที่อยู่แล้ว จึงไม่เกี่ยวข้องกับการที่มีการนำเงินไปให้แต่อย่างใด

รายงานข่าวระบุว่า หลังองค์คณะไต่สวนเจ้าหน้าที่แล้วได้นำเทปจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งไว้บริเวณแผนก คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นธุรการติดต่อกับทนาย ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุมาตรวจสอบภาพบุคคลและการสนทนาเพื่อเป็นหลักฐาน

วันที่ 16 มิถุนายน นายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาได้ประชุมผู้พิพากษาในแผนกทั้งหมด 9 คน

ในที่สุด วันที่ 25 มิถุนายน ศาลฎีกามีคำสั่งให้ลงโทษสถานหนักจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1

น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และ นายธนา ตันศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล กรณีนำถุงขนมใส่เงินสด 2 ล้านบาท มอบให้ เจ้าหน้าที่ธุรการ ซี 5 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ยังให้เลขานุการศาลฎีกาเข้าแจ้งความต่อตำรวจ เพื่อดำเนินคดี มูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 อีกด้วย

สำหรับนายธนา ผู้ซึ่งเป็นคนให้ น.ส.ศุภศรีไปแจ้งต่อ ม.ล.ฐิติพงษ์ ชมพูนุช นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ให้ไปพบโดยอ้างว่าจะปรึกษาคดี โดยเมื่ออยู่ในห้องนายธนาได้หยิบถุงกระดาษส่งให้ พร้อมบอกว่า ระยะนี้ต้องมาติดต่อบ่อย เห็นใจ เจ้าหน้าที่เลยเอาของมาฝากให้ไปแบ่งกัน

ภายหลังจากที่ ม.ล.ฐิติพงษ์ ตรวจพบว่าเป็น 2 ล้านบาท แล้วให้เจ้าหน้าที่มาคืนกับมือนายธนา โดยถามนายธนาว่า รู้หรือไม่ว่าข้างในเป็นอะไร นายธนายังตอบกลับว่า “ทราบ” อีกทั้ง นายพิชิฏ และ น.ส.ศุภศรี มีพฤติการณ์ชัดแจ้งว่า มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ เพราะนายพิชิฏ เป็นหัวหน้าคณะทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ซึ่งในวันที่มีการนำเงิน 2 ล้านบาทมาติดสินบนเจ้าพนักงาน แทนที่นายพิชิฏ จะซักไซ‰ไล่เลียงให้เกิดความชัดเจนหรือนำถุงสิ่งของที่ถูกต้องมาเปลี่ยนมอบ

เมื่อพิจารณาความโดยรอบด้านแล้ว ศาลฎีกาจึงตัดสินจำคุก ทั้ง 3 คน เป็นเวลา 6 เดือนทันที โดยไม่รอลงอาญา และคัดค้านการประกันตัว

ทั้งนี้ ขณะที่นายพิชิฏ อยู่ที่ศาลฎีกา ยังได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การกระทำนั้นเกิดจาก นายธนา เป็นผู้ดำเนินการเองโดยตลอด ซึ่งนายธนาเป็นญาติของคุณหญิงพจมาน

อย่างไรก็ตาม นายธนายังคงไม่ได้มามอบตัว แต่ได้มีการออกหมายจับแล้ว

นายพิชิฏเปิดสำนักกฎหมาย พิชิต ชื่นบาน แอนด์ แอสโซซิเอท ตั้งอยู่ที่ 495/29 ถ.จรัญสนิทวงศ์ 40 ซ.อยู่ออมสิน แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

ช่วงปี 2549-2550 นายพิชิฏเดินทางไปสู้คดีที่ดินรัชดาฯให้กับคุณหญิงพจมาน ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) อยู่หลายครั้ง

นายพิชิฎยังเคยแสดงความมั่นใจว่า จะสามารถชี้แจงและสู้คดีที่ดินรัชดาฯได้ แต่เมื่อถูกใส่กุญแจมือ นายพิชิฏกล่าวว่า คดีนี้มีทีมทนายความคนอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว

ถือว่าเป็นอีกบทลงโทษหนึ่ง ของผู้ที่ต้องการจะล้มความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการ ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของทนายพิชิฏก็คือ เขาอาจถูกสภาทนายความถอนใบอนุญาตว่าความเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวคดีซุกหุ้น ตั้งข้อสังเกต 2 ประการก็คือ หนึ่ง กรณีหยิบถุงผิดจากถุงเงินขนม มาเป็น ถุงเงิน 2 ล้าน ไม่ใช่เรื่องใหม่

เพราะก่อนหน้านี้ “ติ๊ก (เอกสาร) ผิด” คือ ข้อแก้ตัวของทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ มาอย่างน้อย 4 ครั้ง หากติดตามการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรมาตลอดคงไม่แปลกใจที่มีการโยนความผิดพลาดให้แก่เจ้าหน้าที่ในการทำเอกสาร ทั้งที่เป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าหลายร้อยจนถึงหลายหมื่นล้านบาท

ครั้งที่ฮือฮาที่สุดก็คือ กรณี “ติ๊กผิด” ในการแจ้งการโอนหุ้นชินคอร์ปต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งๆ ที่มูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท ครั้งหลังสุดก็คือ “พิมพ์ผิด” ในตั๋วสัญญาใช้เงิน จาก “นางพจมาน” เป็น “คุณหญิงพจมาน”

พอมาวันนี้ ทนายหยิบถุงเงิน 2 ล้านผิดถุง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

ข้อสังเกตอีกประการก็คือ คุณหญิงอ้อ มักมอบงานเสี่ยงๆ ให้เครือญาติดำเนินการตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการโอนหุ้นให้ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชาย หรือการโอนหุ้นให้ลูกทั้ง 3 คน ครั้งล่าสุดเครือญาติที่ศาลสั่งจำคุก 6 เดือนก็คือ นายธนา ตันศิริ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานคุณหญิงอ้อ

สุดท้าย ตอนจบของเรื่องอาจเป็นฉาก…เดียวดายใต้จันทร์ส่องหล้า

[...]

มหาอาณาจักรฮั่น



“ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” ถือว่าเป็นนักบริหารคนสำคัญคนหนึ่งของเครือ ซี.พี.เพราะในเครือ ซี.พี.ฮอลล์ที่เขาดูแลอยู่นั้นมีพนักงานมากมายถึง 6-7 หมื่นคน

เช่นเดียวกับที่ “ก่อศักดิ์” ให้ความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ของจีนและหมากล้อม หลังจากเขาได้ออกหนังสือ “รัฐศาสตร์ ถังไท่จง” มาไม่นาน เขายังได้ออกหนังสือ “มหาอาณาจักรฮั่น” ตามมาอีกเล่มหนึ่ง

ซึ่งเป็นการมองประวัติศาสตร์แบบสายตาของนักบริหารองค์กรธุรกิจ

“ศ.น.พ.เกษม วัฒนชัย” องคมนตรีได้เขียนคำนิยมในหนังสือ “มหาอาณาจักรฮั่น” ไว้ตอนหนึ่งว่า ในช่วง 4-5 พันปีของประวัติศาสตร์จีน มีบทเรียนให้ศึกษามากมาย ทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ

“ความสำเร็จและความผิดพลาดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากเหตุปัจจัยเดิมๆ แต่เพราะไม่เรียนรู้ จึงต้องทนรับวิบากจาก ผลกรรมของความผิดซ้ำ”

คงไม่ปฏิเสธว่าชาติของเราเดินหน้าไปไหนไม่ไกลก็เนื่องจากเกิดความผิดพลาดซ้ำๆ เช่นเดียวกับที่หลายองค์กรต้องพังครืนลงเพราะไม่รู้จักจำบทเรียนความผิดพลาดที่ซ้ำๆ

ในเรื่องราวของ “มหาอาณาจักรฮั่น” ก่อศักดิ์ได้หยิบยกถึงเคล็ดการปกครองแบบอู๋เหวย ของไก้กง ปราชญ์แห่งลัทธิเต๋า ได้ให้แง่คิดเรื่องการบริหารไว้อย่างน่าสนใจ

“การบริหารบ้านเมือง เปรียบได้กับการทอดปลาในกระทะ หากใช้ไฟแรงเกินไป ปลาก็จะไหม้เสียหมด หากพลิกปลาบ่อยๆ เนื้อปลาก็จะหลุดเละไม่มีชิ้นดี การปกครองบ้านเมืองก็เช่นกัน หากต้องการเห็นบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองก็จงหยุดการระราน ชาวบ้านเสีย ปล่อยให้ชาวเมืองได้พักฟื้นจากภาวะสงคราม ดูแลบ้านเมืองให้สงบ แล้วค่อยๆ ปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติ เมื่อชาวบ้านทำมาหากินเป็นปกติ เศรษฐกิจก็ดีขึ้น บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองตามครรลองของมันเอง”

ส่วนการบริหารคนของ “ฮั่น เหวินตี้” ก็น่าสนใจ เพราะให้ความสำคัญกับการ “ฟังวาจา สังเกตพฤติกรรม” โดยพูดเก่งพูดเข้าหูเพียงอย่างเดียวไม่อาจเชื่อถือ ต้องดูการปฏิบัติและพฤติกรรมควบคู่กันไปด้วย

เพราะดูตัวอย่างนักการเมืองของเราในยุคนี้ ก็ไม่สามารถฟังคำพูดเพราะๆ ของพวกเขาได้ต้องตรวจสอบล้วงลึกถึงพฤติกรรมด้วย

และ “ฮั่น เหวินตี้” ครองตนด้วยปรัชญาเต๋า คืออยู่อย่างสมถะ ดังคำกล่าวที่ว่า “ยากจนไม่ทิ้งประณิธาน รุ่งเรืองไม่ทิ้งความเมตตา” โดยครั้งหนึ่งเหวินตี้คิดจะ ต่อเติมระเบียงไว้จัดงานเลี้ยง แต่พอฟัง ช่างหลวงประเมินราคาค่าก่อสร้างว่าร้อยชั่งทองคำเท่านั้น เขาสั่งยกเลิกโครงการทันที ด้วยเหตุผลว่า “ทองคำร้อยชั่งนั้นเทียบกับรายได้นับปีของชนชั้นกลางสิบกว่าครัวเรือนเชียว มาสร้างระเบียงให้ข้าเพียงคนเดียวมันฟุ่มเฟือยเกินไป”

สำหรับก่อศักดิ์เองนั้นยึดหลักการบริหารที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ความโปร่งใส ต้องไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง และผู้บริหารก็จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้พนักงาน

เช่นเดียวกับทุนมนุษย์อย่างเราๆ นั้นการจะทำให้ตัวเองและองค์กรรุ่งเรืองก็จำเป็นต้องเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเราเองและคนอื่นเพื่อปรับปรุงตัวเองอยู่บ่อยๆ

คอลัมน์ book is captital

[...]

ภูมิแพ้ของเลขาฯ


ฟังเวลาเขาเรียกเลขาฯแล้ว พลันให้เกิดความรู้สึกว่า เหมือนพ่อกำลังเรียกลูกสาว ในสำเนียงที่ออกจะดุดันสักหน่อย ขึ้นต้นด้วยคำว่า ไอ้ ตามด้วยชื่อเล่น น้ำเสียงมันออกมาในประมาณว่า ให้มาหาในทันที เบื้องหลังคือความไม่พอใจอะไรสักอย่าง

สังเกตปฏิกิริยาของเลขาฯ พอได้ยินเสียงของนาย สีหน้าของเธอเปลี่ยนทันที จากยิ้มแย้มเพราะถูกเราแซวเล่น เปลี่ยนเป็นสีหน้าเครียดทันที ลุกขึ้นคว้าสมุดโน้ตและปากกาขึ้นหนีบแขน พร้อมกับพูดเสียงอ่อยๆ ว่า “ขอโทษนะคะ นายเรียก”

ผู้เป็นเจ้าของเสียงอยู่ในห้องใหญ่ ซึ่งเธอนั่งอยู่ในห้องเล็กที่ติดกันด้านหน้า ใครที่จะเข้าพบนายเธอจะต้องผ่านห้อง ผ่านหน้าโต๊ะทำงานของเธอก่อน ถ้ายังเข้าพบไม่ได้ก็จะต้องนั่งรอที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเธอ สำหรับคนที่รู้จักและสนิทสนม หรือที่โซฟาเล็กๆ ใกล้ๆ ตัวนั้น สำหรับแขกจากภายนอก

ได้ยินเสียงเอ็ดตะโรโวยวายจาก ในห้องใหญ่ เล็ดลอดออกมา ไม่ได้ยินเสียงเลขาฯเลย ฟังน้ำเสียงและเรื่องราวแล้ว สงสารเลขาฯที่คงจะยืนหน้าโต๊ะนายด้วยความรู้สึกที่คงจะอึดอัด กดดัน รู้สึกแย่ แต่ต้องเก็บกดอารมณ์เหล่านั้นไว้

มีช่วงที่เงียบอยู่บ้าง ซึ่งเดาว่าอาจจะเป็นช่วงที่เธอน่าจะกำลังพูดอะไร แต่หลังจากนั้นก็เป็นเสียงโวยวายอีกตามมา คราวนี้จะหาช่วงเงียบไม่ได้เลย เธอกลับออกมาจากห้องด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก แต่ที่รู้ๆ และเดาออกก็คือ เซ็ง โกรธ ไม่พอใจ รู้สึกแย่มากๆ บ่นพึมพำอุบอิบอยู่ในปาก พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งแบบหมดกะจิตกะใจ ก็รู้สึกเห็นใจเลยไม่อยากชวนคุยอะไรต่อ

จากเหตุการณ์ที่สะดุดความรู้สึก ในวันนั้น โดยเอาความรู้สึกของตัวเองวัด ว่าหากเราเป็นเธอ เป็นเลขาฯของนายคนนี้ เราจะทนไหวหรือไม่แค่ไหน ในการที่จะทำงานตรงนี้จึงเริ่มหาข้อมูลจากคนเก่าๆ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับนายและเลขาฯคู่นี้

เธอเป็นเลขาฯคนที่เท่าไรไม่มีคนนับถ้วน รู้แต่ว่าเท่าที่จำได้ไม่มีเลขาฯคนไหนทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ได้นานเกิน 2-3 ปีเป็นอย่างเก่ง เหตุผลที่รับรู้มาก็คือ ทนนายไม่ได้สักคน

ทำไมถึงทนไม่ได้ล่ะ นั่นคือสิ่งที่อยากรู้จึงพยายามตั้งประเด็นต่างๆ นานา โดยเริ่มตั้งแต่เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของนายที่พูดจาไม่ดี เอาแต่ด่าหรือเปล่า หรือเป็นเพราะเรื่องสมภารกินไก่วัด หรือเลขาฯไม่เก่งพอ หรือในเรื่องสภาพการทำงาน เรื่องเงินเดือน สวัสดิการ หรืออะไรแน่

เวลาหาเลขาฯคนใหม่มาแทนคนเก่า เขาทำกันอย่างไร เขาหาเอง สัมภาษณ์เอง หรือใครหาให้เขา ส่วนใหญ่เป็นพนักงานเก่า หรือรับมาใหม่ ข้อมูลที่ได้ก็คือ เลขาฯแต่ละคนที่เปลี่ยนหน้ากันมาตลอดนั้นมีทั้งพนักงานภายในที่เคยทำหน้าที่อย่างอื่นมาก่อน ได้รับการแนะนำและผลักดันจาก ผู้จัดการฝ่ายบุคคลให้มาทำหน้าที่เลขาฯ และทั้งการคัดเลือกและสัมภาษณ์จากคนภายนอก โดยฝ่ายบุคคลอีกนั่นแหละ รวมทั้งโยกย้ายตำแหน่งของเลขาฯผู้บริหารคนอื่นที่ออกไปให้มาเป็นเลขาฯของนายคนนี้

ในความคิด คิดว่าการที่นายมีนิสัยใจคอเป็นเอกลักษณ์แบบนี้ พนักงานเก่าที่อยู่ในบริษัทนี้น่าจะคุ้นเคย จะชอบ ไม่ชอบ ก็น่าจะทำใจได้อยู่แล้ว ซึ่งแปลว่า ในการพูดจา การแสดงออกของนาย ไม่น่าจะเอฟเฟ็กต์สักเท่าไรกับภาวะทางอารมณ์ของเลขาฯ

ถามถึงอายุอานามล่ะ คำตอบที่ได้คือ อยู่ระหว่าง 30 บวกลบ ก็ไม่เด็กไป ไม่ผู้ใหญ่ไป น่าจะมีประสบการณ์ในงานด้านนี้พอสมควร แล้วรูปร่างหน้าตาล่ะ มีการเน้นอะไรกันเป็นพิเศษไหม คำตอบที่ได้คือแย่ที่สุดคือ พอใช้ได้ หรือไม่ก็ดูดี ถัวเฉลี่ยแล้วขี้เหร่ไม่มี รู้แต่ว่าหากเข้าขั้นสวยละก็ มักจะอยู่ได้ไม่นานเท่าไร

สวยมักจะอยู่ได้ไม่นาน ตรงนี้สะดุดใจ ความใกล้ชิดมันมักจะทำให้เกิดอะไรได้เสมอกับคนที่ต้องใช้เวลาของชีวิตทำงานด้วยกัน ผู้หญิงกับผู้ชาย นายกับเลขาฯ คำนินทาที่เป็นอมตะ

เจาะลึกลงไปถึงนายคงจะถูกจุด ตั้งแต่เรื่องนิสัยส่วนตัว ประวัติความเป็นมา พื้นฐานแต่หนหลัง ทั้งครอบครัว ความเป็นอยู่และจิตใจ ประกอบรวมกับที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเองในฐานะของคนใหม่ที่นี่ ประเมินดูเอาเองว่าเขาเป็นคนอย่างไร

เท่าที่เห็นดูเขาเป็นคนที่เข้าใจยาก ไม่เห็นมีลูกน้องคนไหนพูดถึงเขาในทางชื่นชม ผิดกับนายใหญ่ที่เหนือจากเขาขึ้นไปอีกคน คนนั้นผู้คนรัก ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องหรือคนภายนอกที่รู้จัก ต่างพากันชื่นชมว่าเป็นคนดี มีเมตตาชอบช่วยเหลือคน

ลูกน้องต่างพยายามกันจะห่างๆ เขาไว้ เพราะไม่มีใครเคยได้รับคำชม ส่วนใหญ่ที่ได้กันถ้วนหน้าคือคำด่า มีตั้งแต่ด่าแบบนิ่มๆ ไปถึงจิกหัวด่า ไม่สนว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ไม่สนจะเป็นลูกน้องระดับไหน ขนาดผู้บริหารมีระดับก็ไม่เว้น เพราะเขาถือว่าเขาก็อยู่ในฐานะเจ้าของบริษัท คนหนึ่งด้วย ของครอบครัวนี้

เท่าที่รู้เขาไม่เคยไว้ใจใคร ไม่เคยสร้างลูกน้องคนไหน จะมีก็เพียงคนเก่าคนแก่บางคนที่ทุกคนเห็นว่าไร้ค่าและไม่น่านับถือเอาเสียเลย เพราะเห็นเขาทั้งโขกสับ ดูถูกเหยียดหยามสารพัด แต่ก็ไม่ได้แสดงทีท่า ไม่พออกพอใจแต่อย่างใด รู้สึกจะยินดีในการทำตัวเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์จนทุกคนพบว่าหากจะเข้ากับนายคนนี้ได้ก็ต้องทำตัวแบบ บางคนนั้นให้ได้ ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครอยากทำ เลือกที่จะทิ้งระยะห่างไว้ดีกว่า

เขาไม่ค่อยจะอยากตัดสินใจเท่าไร ดูจากแฟ้มที่ตั้งเป็นพะเนินบนโต๊ะเขา เพื่อรอการพิจารณา แต่ละเรื่องที่ส่งเข้าไปต่างต้องตั้งหน้าตั้งตารอ กำหนดเวลาไม่ได้ว่าจะออกมาเมื่อไร จะให้เร็วก็คือต้องไหว้วานเลขาฯ หน้าห้องช่วยดูเรื่องให้ แล้วเอาออกจากกองแฟ้ม ลัดคิวนำเสนอให้เซ็นคำสั่งออกมา

มีคนบอกว่าเพราะคนไม่เข้าหาเขา เขาจึงใช้วิธีดึงเรื่องไว้เพื่อให้ผู้คนต้องเข้าหา ยิ่งเรื่องด่วนเรื่องสำคัญ ถ้าไม่เข้าหาเขาแล้วงานเสีย คนคนนั้นก็จะโดนด่าเช็ดเลยว่าไม่รับผิดชอบ ดีไม่ดีถ้าด่าไม่ถนัดนักเลขาฯก็จะรับไปแทนว่าไม่รีบนำเสนอ ทั้งๆ ที่มันอยู่บนโต๊ะเขาเองนานแล้ว

สรุปว่าเขาเป็นคนที่ทำงานแบบประหลาดๆ ในสไตล์ของเขาเองซึ่งผู้คนรับไม่ได้ แต่ก็ต้องทนรับเพราะเขาเป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัท แน่นอนว่าคนที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างเลขาฯต้องเป็นคนที่อดทนและต้องยอมรับให้ได้ ถึงจะทำงานอย่างปกติธรรมดาไปได้

ส่วนเรื่องครอบครัวเขาล่ะ เท่าที่รู้เขาไม่เคยให้เมียมาออกงานใดๆ ไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับการทำงานในบริษัท ลูกน้องน้อยคนนักจะเคยเห็นหน้าเมียและลูกของเขา ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีเรื่องราวหึงหวงใดๆ ระหว่างเมียนายกับเลขาฯของนาย

ถ้าถามว่านายเป็นคนเจ้าชู้ไหม ก็น่าจะตอบได้ว่า น่าจะอยู่ในระดับธรรมดาเป็นปกติของผู้ชายทั่วๆ ไปที่จะมีกันอยู่บ้างเล็กๆ แต่กับเลขาฯก็ไม่เคยมีประวัติให้น่าสงสัย แล้วมันจะเป็นด้วยเหตุผลใดที่ไม่มีเลขาฯคนไหนสามารถที่จะทำงานอยู่กับเขาได้นาน

มาได้คำเฉลยจากป้าคนหนึ่ง ซึ่งทำงานอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ตั้งบริษัทว่า

บ้านใหญ่นะเขาไม่ยุ่งหรอก แต่บ้านเล็กนี่สิ ไม่ไว้ใจเลขาฯหน้าไหนทั้งนั้น เห็นนายพอใจการทำงานของเลขาฯคนไหนขึ้นมาละก็ เลขาฯคนนั้นก็จะเจอวิชามารจากบ้านเล็ก ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ไปทุกรายแหละ ยิ่งสวยหน้าตาดีเท่าไรยิ่งไปเร็ว

ก็ทำไมไม่เอาเลขาฯเป็นผู้ชายซะเลยล่ะ จะได้หมดปัญหา เคยทดลองแล้ว ไม่มีใครทนได้หรอก เห็นมาซะจนปลงแล้ว คนคนนี้มีเลขาฯเป็นการถาวรไม่ได้หรอก ใครมาอยู่ตรงนี้ก็เวรกรรมเท่านั้นเอง

คอลัมน์ โรคแห่งการบริหาร
โดย สุจินต์ จันทร์นวล

[...]

การเมืองว่าด้วย “ข้อมูลข่าวสาร”


A lie told often enough becomes the truth Lenin

คุณูปการของสังคมยุคข่าวสาร ปรากฏชัดแจ้งอีกครั้งในการเมือง ช่วงรัฐบาล “สมัคร 1″

การเมืองบนท้องถนน ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสถานีโทรทัศน์ช่องปกติ มากนัก ยกเว้นช่วงที่พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนมวลชน แบบ “ดาวกระจาย” ไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล หลายช่องก็ตื่นตัว หันกลับมารายงานสถานการณ์แบบเกาะติด และพยายามใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่สร้างความได้เปรียบ

แต่นั่นก็ไม่ทำให้คอการเมืองหมดโอกาสรับรู้ข่าวสารอีกฟากหนึ่ง อินเทอร์เน็ต เคเบิลทีวีต่างจังหวัด และดาวเทียม กลายช่องทางสื่อสารทางเลือก ทำให้ จังหวัดอื่นๆ ก็รู้ความเคลื่อนไหวในกรุงเทพมหานคร

สภาอันทรงเกียรติของนักการเมือง แต่ไหนแต่ไรมา เป็นเสมือนเวทีละคร ที่เต็มไปด้วยศิลปะการพูด และคมวาทะเชือดเฉือน สลับฉากด้วยเทคนิคประท้วง เพื่อทำลายจังหวะการอภิปรายของฝ่ายซักฟอก

ทำให้ประชาชนรู้สึกอึดอัด เบื่อหน่าย และเสียเวลา สู้เปลี่ยนช่องไปดูละคร คลายเครียด และสบายใจกว่าเป็นไหนๆ

แต่เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว กลับเรียกความสนใจของประชาชนได้มากกว่าปกติ ข้อมูล กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญกว่าคมวาทะ เพราะการพูดเฉไฉ และใช้อารมณ์ฉุนเฉียว ไม่สามารถตอบคำถาม ที่ประชาชนกังขา ได้ดีกว่าข้อมูล

การเมืองรูปแบบนี้ ให้คุณมากกว่าโทษ เพราะให้คนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีต และติดตามความเคลื่อนไหวในปัจจุบัน เพื่อที่จะตัดสินใจได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นบางในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกของข้อมูล ข่าวสารเปิดกว้าง สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมด้วย ก็คือ ข่าวสารข้อมูลรอบทิศ เป็นเรื่องยากนักที่จะรู้ว่า อะไรจริง อะไรเท็จ และอะไร คือ ความจริงเหมือนกัน แต่ไม่ครบถ้วน หายไปบางส่วน หรือพูดแค่ครึ่งเดียว

ยกตัวอย่าง กรณีการจดทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลก ของฝ่ายเขมร

ฝ่ายค้านเปิดเกมรุกที่ข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐาน ฝ่ายรัฐก็รุกขึ้นตอบโต้ด้วยข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐานเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่การเมืองบนท้องถนนก็มีข้อมูลข่าวสารที่กระหน่ำใส่รัฐบาลมาตั้งแต่ยังไม่เปิดสภาเพื่อซักฟอกด้วยซ้ำ

แล้วเราในฐานะผู้รับข่าวสารจะบริโภค จะย่อยข้อมูลเหล่านี้อย่างไร จึงจะไม่หลงทาง และไม่ติดกับ “ข้อเท็จจริง” ที่กลืนอยู่ในเนื้อเดียวกัน

ก็คงต้องเหนื่อยกันหน่อย และต้องเริ่มจากสิ่งที่เรามีก่อน นั่นคือ “สมอง” ทั้งซีกซ้ายและขวาเอาออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้หมด คิดอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ปัญหา และสาเหตุ

ฝ่ายค้านหยิบยกอะไรมาเป็นประเด็น ไม่ไว้วางใจ แล้วฝ่ายรัฐบาลตอบคำถามได้หรือไม่ ตรงจุดหรือเปล่า

หรือเป็นไปแบบถามซ้ายก็ตอบขวา ถามภูเขาตอบทะเล

หากยังไม่มั่นใจว่าจะเชื่อใครดี ยังมีทางเลือกอื่นๆ เพิ่ม เรื่องบางเรื่อง จะมีความเห็นของคนกลางมาช่วยเพิ่มสีสันเสมอ

กับกรณีเขาพระวิหารมีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาออกมาแสดงความคิดเห็นมากเป็นพิเศษ ทั้งนักประวัติศาสตร์ อดีตนักการทูต จนถึงผู้รู้ด้านมรดกโลก ความเห็นของผู้อาวุโสเหล่านั้นสามารถนำมาพิจารณาประกอบได้

เพราะบุคคลเหล่านี้รู้มากกว่า ผ่าน ประสบประการณ์มากกว่า และปกติ ไม่ชอบพูดมากเกินความจำเป็น หากบุคคลเหล่านี้ออกมาพูด ก็แสดงว่าหัวข้อดังกล่าวมีความสำคัญอยู่มากโข

สุดท้ายคือ พวกเราเองก็ต้องตั้งสติกันดีๆ ยิ่งฟังมาก ข้อมูลยิ่งมาก การทำงานของสมองจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การใช้สติจึงมีความสำคัญยิ่ง มีสติ ใจไม่กระเจิง ดวงตาก็มองเห็นคำตอบ

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ
โดย นภาภรณ์ พิพัฒน์

[...]

เอเยนซี่ชี้เทรนด์ โฆษณาบนเน็ต เกาะ50เว็บใหญ่


มีเดียเอเยนซี่ชี้พฤติกรรมการซื้อโฆษณาออนไลน์ ยังโฟกัสที่เว็บไซต์ใหญ่ไม่ถึง 50 เว็บ เผยโอกาสของรายเล็กในการสร้างเม็ดเงินจากโฆษณาลำบาก แนะเว็บไซต์ขนาดเล็กจับมือสร้างเครือข่ายที่มีคอนเทนต์ประเภทเดียวกัน เพื่อสร้างพลังดึงความสนใจจากลูกค้าให้มาลงโฆษณา

นายภาณุพงศ์ พูลทวี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซินเนอร์จี้ อี จำกัด ผู้บริหารพื้นที่โฆษณาบนสื่อออนไลน์ กล่าวในงานสัมมนา “คนทำเว็บพบคนโฆษณา ทำเว็บอย่างไรให้ได้เงิน” ของสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุมว่า แนวโน้มธุรกิจโฆษณาออนไลน์ขณะนี้ในภาพรวมผู้ซื้อโฆษณาส่วนใหญ่ยังคงผูกติดการซื้อพื้นที่สื่อออนไลน์กับเว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่ถึง 50 เว็บไซต์ที่มี unique IP มากกว่า 50,000 คน/วัน ขณะที่เว็บไซต์รายเล็กยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ต้องการลงโฆษณาได้ และส่วนใหญ่เมื่อเว็บไซต์ขนาดเล็กติดต่อโดยตรงไปยังลูกค้าก็จะถูกปัดให้เจรจาผ่านทางเอเยนซี่โฆษณาแทน

โดยส่วนตัวมีความเห็นว่าเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เว็บไซต์ขนาดเล็กควรจะมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย และควรเป็นการรวมกลุ่มพันธมิตรเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาในลักษณะเดียวกันเพื่อให้มีกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะกลุ่มและสะดวกแก่ผู้ต้องการลงโฆษณา ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มเป้าหมายในการซื้อโฆษณาได้ง่ายขึ้น

“ด้วยความที่โลกออนไลน์ไม่มีข้อจำกัดของทรัพยากรทำให้เกิดคอมมิวนิตี้ย่อยๆ จำนวนมหาศาล ต่างจากหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปที่มีความจำกัดของทรัพยากร ดังนั้นแนวโน้มการลงโฆษณาก็มีความเฉพาะเจาะจงตามกลุ่มผู้อ่านเว็บไซต์มากขึ้น ดังนั้นเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์เป็น niche market ก็จะมีโอกาสทางการตลาดมากขึ้นถ้าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ซื้อโฆษณาต้องการเข้าถึงจริงๆ อย่างไรก็ตามการซื้อโฆษณาก็จะไม่ได้ซื้อเพียงเว็บเดียว แต่จะซื้อสื่อออนไลน์ในเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันหลายๆ เว็บไซต์”

นายภาณุพงศ์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในมุมของผู้ซื้อโฆษณา จำนวน click rate ไม่ใช่ ปัจจัยเดียวที่ทำให้ตัดสินใจว่าจะซื้อสื่อหรือไม่ ยังมีปัจจัยเกี่ยวกับระยะเวลาของผู้ชมที่อยู่ในเว็บไซต์นั้นๆ รวมทั้งความชัดเจนของกลุ่มเป้าหมายที่อาจไม่จำเป็นต้องมีผู้ชมจำนวนมาก แต่ได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มที่สุด

ขณะที่ลูกค้าบางรายก็ซื้อโฆษณาเพื่อสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น ตนให้ความเห็นว่าสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการสร้างความโดดเด่นให้เป็นที่สนใจของ ผู้ซื้อสื่อควรจะเน้นไปที่การทำคอนเทนต์ให้มีความเฉพาะเจาะจง และมีความแข็งแรงในมุมของตัวเองที่สุด เพื่อให้ผู้ซื้อสื่อโฆษณาเห็นว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพ

ด้านนายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เอ็ม อินเตอร์แอคชัน จำกัด ที่ปรึกษาด้านโฆษณาออนไลน์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่เอเยนซี่เลือกว่าจะลงโฆษณากับเว็บไซต์ใดนั้น ปัจจัยแรกคือเว็บไซต์ต้องมีคอนเทนต์ที่ดี และต้องมีข้อมูลผู้เข้าชมเว็บต่างๆ ทั้งข้อมูล เพศ อายุ ที่อยู่ จำนวนสมาชิก และข้อมูลเชิงไลฟ์สไตล์ที่จะช่วยให้เอเยนซี่สามารถนำเสนอข้อมูลให้กับ ผู้ต้องการซื้อสื่อโฆษณาได้ดีขึ้น

“ขณะเดียวกันเว็บไซต์ก็ควรมีดัชนีที่ให้ข้อมูลเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่นๆ ได้ด้วย เช่น truehits เป็นเครื่องมือช่วยวัดได้ว่า อันดับของเว็บไซต์แต่ละเว็บห่างกันแค่ไหน บางเว็บมีคอนเทนต์ที่ดีแต่ไม่ติด truehits เอเยนซี่ก็ไม่รู้จะวัดอันดับของเว็บอย่างไร”

สˆวนปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งราคาพื้นที่โฆษณา เอเยนซี่จะพิจารณาจากจำนวนผู้เข้าชมเว็บและลักษณะทางกายภาพของกลุ่มผู้อ่าน ปัจจัยต่อมาคือความเฉพาะเจาะจงของกลุ่มเป้าหมาย และอัตราโฆษณาของเว็บไซต์ที่มีอันดับใกล้เคียงกัน และลักษณะคอนเทนต์ใกล้เคียงกัน

นายเทอดพงษ์ หม่องสนธิ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท อีวิท จำกัด กล่าวว่า เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ของไทย ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 0.8% จากจำนวนเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมด ซึ่งจากการวิจัยในต่างประเทศพบว่าหากสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 2% จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การซื้อสื่อโฆษณาออนไลน์มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันพบว่าแนวโน้มโฆษณาที่อยู่ในคลิปวิดีโอต่างๆ จะมีราคาสูงกว่าอัตราโฆษณาในหน้าเว็บเพจทั่วไป ตัวอย่าง เช่น ราคาโฆษณาที่เป็นแบนเนอร์อยู่ที่ 200 บาท แต่ถ้าเป็นโฆษณาในคลิปวิดีโอหรือแฟลชจะมีราคาอยู่ที่ 1,000 บาท เป็นต้น

[...]

ลูกไม้ใกล้ต้น “โมเดิร์น-จัสมิน” พิชญ์ โพธารามิก


สัมภาษณ์


3 เดือนมาแล้ว (ตั้งแต่ มี.ค.2551) ที่ “พิชญ์ โพธารามิก” เข้ามา นั่งเก้าอี้ “ซีอีโอ” บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

แม้จะเป็นลูกชายคนเดียวของ “ดร.อดิศัย” เจ้าของและผู้ก่อตั้งธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ในนามกลุ่มจัสมิน และทีทีแอนด์ที

แต่เขากลับไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งจะ ต้องเข้ามารับช่วงสานต่อธุรกิจนี้เลยแม้ แต่น้อย

หลัง “ดร.อดิศัย” วางมือจากธุรกิจผันตนเองเข้าสู่งานการเมืองเต็มตัวเมื่อหลายปีก่อน ธุรกิจของกลุ่มจัสมินก็ขับเคลื่อนโดย ผู้บริหารมืออาชีพมาโดยตลอด

ขณะที่ “พิชญ์” เลือกที่จะไปก่อตั้ง ธุรกิจของตนเองในนาม “โมโนกรุ๊ป” โลดแล่นอยู่ในธุรกิจยุคใหม่

ทำเว็บไซต์, คอนเทนต์บนโทรศัพท์ มือถือ, นิตยสารบันเทิงรายสัปดาห์ “กอสซิปสตาร์” และอีกหลายหัว เรื่อยไปจนถึงการสร้างภาพยนตร์

ต่างไปจากธุรกิจดั้งเดิมของผู้เป็นพ่อซึ่งผูกโยงอยู่กับระบบสัมปทานแทบจะเรียกว่า โดยสิ้นเชิง น่าจะได้

เมื่อต้องเข้ามาสานต่อธุรกิจ “จัสมิน” ในยุคของ “พิชญ์ โพธารามิก” ย่อมแตกต่างไปจากยุคสมัยของผู้เป็นพ่อ

ธุรกิจในระบบสัมปทานเดิม ถ้าไม่ทยอยหมดอายุสัญญาก็ต้องปรับเปลี่ยนตนเองไปตามกฎ กติกา และสภาพแวดล้อมในการแข่งขันใหม่ๆ ภายใต้กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป

นี่จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะในการก้าวเข้ามารับผิดชอบในฐานะแม่ทัพธุรกิจของกลุ่มจัสมิน

จัสมินในยุคของ “พิชญ์” จะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์ในบรรทัดถัดจากนี้

- รู้ตัวอยู่แล้วว่าวันหนึ่งต้องมารับช่วงต่อ

ผมไม่ได้คิดมาก่อน ไม่ได้รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งต้องมา โดยส่วนตัวจะไม่ชอบงานที่ต้องไปวิ่งประมูลงานอะไรแบบนี้ จะชอบงานที่เกี่ยวกับคอนซูเมอร์มากกว่า อย่างทำหนังสือ ทำหนังมากกว่า

ไม่รู้ตัวล่วงหน้า ตอนคุณพ่อ โทร.บอก ผมอยู่ที่ฮ่องกง และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า อยากทำหรือไม่อยากทำ

คุณทรงฤทธิ์ (ซีอีโอเดิม) ลาออก คุณพ่อเลยอยากให้มาช่วยที่นี่ เพราะท่านสร้างธุรกิจขึ้นมาตั้งแต่แรกก็ต้องรู้สึกผูกพัน

- จัสมินในยุคของพิชญ์ จะเป็นยังไง

ในแง่ธุรกิจ วิชั่นหลัก คือเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจบรอดแบนด์ รวมถึงให้บริการในเรื่องอินเทอร์เน็ต เบส

บรอดแบนด์คือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อินเทอร์เน็ตเบส คือ ธุรกรรมต่างๆ ที่เป็นบริการเสริมจากการใช้บรอดแบนด์

มีเป้าหมายคือ ในปี 2010 (2553) ฐานลูกค้าบรอดแบนด์จะต้องไปถึง 1 ล้านราย มีรายได้รวมถึง 1 หมื่นล้านบาท

ปัจจุบันบรอดแบนด์มีลูกค้า 3 แสน ถึงสิ้นปีคงถึง 4 แสน เพราะจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเดือนปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 หมื่นราย

ยอดยกเลิกการใช้ก็น้อยลงมาก

ในแง่ช่องว่างทางการตลาดก็ยังมีโอกาสอีกเยอะมากๆ

คอนเซ็ปต์ของบรอดแบนด์ของเรา คือไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ในช็อปปิ้งมอลล์ หรือนั่งบนรถก็ใช้ได้หมด

ผ่านโครงข่ายของเรา ไม่ว่าจะเป็น MAXNET, ใช้ไว-ไฟที่บ้านก็ได้ มีไฟเบอร์ ทูโฮม ตรงนี้จะเดินสายในตึก หรือคอนโดฯ

ส่วนไว-ไฟกำลังจะเปิดตัว “สไปเดอร์ ฮอตสปอต” เป็นอีกแบรนด์ทำโดยอคิวเมนต์

- ลงทุนเยอะไหม

หลัก 100 ล้าน มี 1 หมื่นจุดทั่วประเทศ จริงๆ เราก็เริ่มทำในต่างจังหวัดไปแล้ว แต่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า ไซเบอร์ พอยต์ อันนี้จะเน้นพื้นที่ในกรุงเทพฯเป็นหลัก

ส่วนไวแม็กซ์ได้ไลเซนส์ทดสอบบริการมาแล้ว ถ้า กทช.ให้ใบอนุญาตเมื่อไรก็จะให้บริการได้ ไวแม็กซ์ลงทุนไม่เยอะมาก นี้จะเป็นตัวเสริมทำให้เครือข่ายการให้บริการครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต

พวกแอปพลิเคชั่นหรือคอนเทนต์ต่างๆ จะให้บริการได้บนบรอดแบนด์ เป็นบริการเสริมทั้งบนฟิกส์ไลน์ และอินเทอร์เน็ต เช่น ไอพีทีวี, วีโอไอพี (โทร.ต่างประเทศราคาถูกชื่อ “ถูกดี”) พวกออนไลน์เกม ฯลฯ ตรงนี้จะมีทั้งพาร์ตเนอร์ เช่น เอเชียซอฟต์ หรือโมโนกรุ๊ปของผมเอง

ตลาดไทยทั้งตลาดมีคนใช้บรอดแบนด์แค่ 1 ล้าน เทียบกับประเทศที่ใกล้เคียงกับบ้านเรา มีมากกว่าเรา 2-3 เท่า การไปให้ถึง 2-3 ล้านจึงไม่ยาก

เป้า 1 ล้านของเราก็เช่นกัน

- ทรูเป็นเจ้าตลาดอยู่

ทรูเน้นคอนเวอร์เจนซ์ แต่เราเน้นโอเพ่น คือเปิดกับทุกราย เน้นความร่วมมือกับพันธมิตร

โอเพ่น คือกลยุทธ์ของเรา อย่างโมโนกรุ๊ปทำคอนเทนต์มือถือให้เอไอเอส ดีแทค ถ้าจะทำอะไรร่วมกันในอนาคต ในแง่ความเป็นพาร์ตเนอร์ทำได้อยู่แล้ว

ธุรกิจบรอดแบนด์เป็นเกมของคนที่มีสเกล ยิ่งมีฐานลูกค้ามากก็ทำราคาได้มาก

แคมเปญล่าสุดของเราที่ออกมาแล้ว ก็มีความเร็ว 2 Mbps ราคา 590 บาท/เดือน ราคาต่ำกว่านี้ก็อาจจะได้เห็นเร็วๆ นี้

ต้นทุนเราสู้ได้สบายๆ

- เป้ารายได้หมื่นล้านไม่สูงเกินไป

รายได้ของกลุ่มจัสมินตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 5-6 พันล้านต่อปีมาตลอดอยู่แล้ว ที่ผ่านมาคนนี้ทำโน่นทำนี่ ไม่มีอะไรเป็นทิศทางเดียวกัน 10 ปีไม่เคยมีการตั้งเป้าว่าจะไปให้ถึง 1 หมื่นล้านบาทได้ยังไง

เมื่อผมเข้ามาก็มาเซตทุกอย่างใหม่

รายได้เฉลี่ยต่อ 1 รายของบรอดแบนด์อยู่ที่ 700 บาท ถ้ามี 1 ล้านราย ก็ 7 พันกว่าล้านบาท

ดังนั้นการผลักดันรายได้ให้ทะลุหมื่นล้านภายในปี 2010 ไม่ใช่เรื่องยาก

- เข้ามา 2-3 เดือนทำอะไรไปบ้าง

ปรับไดเร็กชั่นใหม่ จัดคนให้เหมาะกับงาน ที่ผ่านมาทุกคนต่างคนต่างอยู่กัน ธุรกิจเดียวกันขอไลเซนส์ 3-4 ใบ ซ้ำกันก็มี ไม่มีประโยชน์ จึงต้องจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้เป็นเอกภาพมากขึ้น

บรอดแบนด์จริงๆ เริ่มมา 2-3 ปีแล้ว แต่โตเร็วมากในช่วง 1 ปีมานี้

ธุรกิจของกลุ่มจัสมินมีกำไรมาตลอด แต่โดนตัดขาดทุนในทีทีแอนด์ที (ถือหุ้น 30%) จึงเหลือไม่เท่าไร หลังปรับโครงสร้างหนี้เสร็จ ยืดหนี้ได้ก็คงดีขึ้น

ทีทีแอนด์ทีมีหนี้ 1.8 หมื่นล้าน หลังปรับโครงสร้างหนี้แล้วคงลดลงไปบ้าง อีก หมื่นกว่าล้านก็จะยืดหนี้ 10 ปี ซึ่งรายได้จากสัมปทานปัจจุบันน่าจะจ่ายได้

- วิธีคิด วัฒนธรรมองค์กร ต้องปรับเยอะไหม

จัสมินเดิมอยู่ในธุรกิจสัมปทาน ต่อไปจะไม่ใช่แล้ว ต้องปรับองค์กรให้มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เน้นการให้บริการลูกค้า

สไตล์การทำงานของผมเน้นคำเดียว “สนุก” จะเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอความคิดเห็น ส่งเสริมให้ทุกคนกล้าแสดงออก แต่เรื่องคนเป็นเรื่องระยะยาวต้องค่อยๆ เปลี่ยน

ในแง่การทำงานจะปรับองค์กรให้ทำงานในแนวราบมากขึ้น เพราะการมีหลายระดับขั้นจะทำให้การทำงานช้า ดังนั้นจึงจะให้ทุกคนขึ้นตรงกับผมหมด

วิธีนี้ซีอีโออาจจะเหนื่อยมากหน่อย แต่การทำงานจะเร็วขึ้น

- จะเห็นผลเมื่อไร

6 เดือน-1 ปี

[...]