Performancing Metrics

Custom Search

วิถีบนความต่างสุดขั้ว… Superclass และ Bottom Billion



Donate



บนโลกใบเดียวกันกลับซุกซ่อนไว้ด้วยความแตกต่าง ระหว่างคนชาติเดียวกัน คนต่างชาติ ระหว่างประเทศต่อประเทศ และระหว่างภูมิภาค ต่อภูมิภาค

ต้นเหตุซึ่งปะทุความแตกต่างมาจาก 2 ส่วน หนึ่ง คือ ทุนนิยมเสรี และอีกหนึ่ง คือ คลื่นการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์ระลอกแล้วระลอกเล่า จนเป็นบ่อเกิดของพลเมือง 2 ชนชั้น ที่เติบโตแบบคู่ขนาน

ชนชั้นแรก ยิ่งใหญ่ อำนาจล้นเหลือ และมั่งคั่งมากที่สุดในโลก แต่มีจำนวนเพียงหยิบมือหนึ่ง เมื่อเทียบกับพลเมืองอีกกลุ่ม กลุ่มแรก เป็นที่รู้จักในนาม “อภิชน” หรือ superclass ขณะที่อีกกลุ่ม มีชีวิตที่แตกต่าง ยากจนที่สุด อดอยาก ดำรงชีพด้วยรายได้เฉลี่ย 1 ดอลลาร์ต่อวัน

ใครคือ superclass

ในหนังสือเรื่อง Superclass : The Global Power Elite and the World They Are Making เขียนโดย “เดวิด รอธคอปฟ์” บรรยายถึงคนกลุ่มนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีเนื้อหาสรุปดังนี้

ซูเปอร์คลาส คือ กลุ่มคนระดับสุดยอด ที่ควบคุมความเป็นไปของโลก คนเหล่านี้มีจำนวนเพียง 6,000 คน ซึ่งพรั่งพร้อมไปด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEOs ของบริษัทยักษ์ใหญ่ หุ้นส่วนในกองทุนบริหาร ความเสี่ยง (เฮดจ์ฟันด์) และบริษัท ประเภทไพรเวตอีควิตี้ จนถึงผู้นำประเทศ และผู้นำทางศาสนา ปัญญาชนระดับโลก ผู้นำกองทัพ และตัวละครที่มีบทบาทสำคัญทางด้านวัฒนธรรม

พวกเขาควบคุมน้ำมัน เงินทุน ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสื่อ

เอ่ยอ้างชื่อสมาชิกกลุ่ม พอให้มองเห็นภาพออก ก็เช่น รูเพิร์ต เมอร์ด็อก แห่งค่ายนิวส์ คอร์ป บิล เกตส์ แห่งค่ายไมโครซอฟท์ เอ็ดเวิร์ด จอห์นสัน ซีอีโอ ฟิเดลิตี อินเวสต์เมนต์ส กองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนถึง ลักษมี มิตตัล ซีอีโอระดับเจ้าพ่อ ซึ่งควบคุมกิจการบริษัทเหล็กที่มีขนาดใหญ่สุด ของโลก

ทุกผู้คนล้วนมีที่มา “ระดับโลก” แทบทั้งสิ้น

โดยประมาณ คนกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียง 2% ของประชากรโลก แต่ ครอบครองความมั่งคั่งเอาไว้มากถึง 50% เฉพาะกลุ่มคนระดับมหาเศรษฐีพันล้าน (ดอลลาร์) 1,100 คน มีทรัพย์สินในมือมากกว่าคนยากจนที่สุด 2.5 พันล้านคน ถึง 2 เท่าตัว

สมาชิกของซูเปอร์คลาส 94% ของพวกเขา เป็นผู้ชาย และมีอายุเฉลี่ย 60 ปี

ในโลกของซูเปอร์คลาส ทรัพย์สิน 1 ใน 3 ของโลก อยู่ในการครอบครองของสถาบันการเงินขนาดใหญ่สุด 50 แห่ง ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่สุด 250 แห่ง ผลิตยอดขาย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของจีดีพีโลก

จากผลการศึกษาของบริษัท โอลิเวอร์ ไวแมน ที่ปรึกษาด้านการจัดการ พบว่านักลงทุนที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินเกิน 1 ล้านดอลลาร์ จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 50% ในอีก 5 ปีข้างหน้า และคาดว่าจะครอบครองทรัพย์สินรวมกันเป็นมูลค่า

75 ล้านล้านดอลลาร์ เปรียบเทียบกับช่วง 5 ปีก่อน นับถึงปี 2550 ความมั่งคั่งที่อยู่ในมือของนักลงทุนระดับเศรษฐีทั่วโลกมีอัตราการเพิ่มโดยเฉลี่ย 12% มีมูลค่ารวม 50 ล้านล้านดอลลาร์ อันเป็นผลมาจากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงบูมอย่างมาก

เมื่อนำมาต่อจิ๊กซอว์กับภาพเก่า ที่เป็นผลการศึกษาของ เมอร์ริล ลินช์ ร่วมกับ แคปเจมินี พบว่าสองปีก่อนเศรษฐีโลกมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกัน 37.2 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.4%

เศรษฐีโลกที่มีทรัพย์สินทางการเงินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ มีจำนวนทั้งสิ้น 9.5 ล้านคนในปี 2549 เพิ่มขึ้น 8.3% จาก ปี 2548

พวกเขาอยู่ที่ไหน ในจำนวนนี้ 60% กระจายอยู่บนสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แน่นอนว่า สหรัฐคือที่อยู่ของเศรษฐีโลกมากที่สุด 3,114,000 คน ในปี 2550 เพิ่มขึ้นเกือบ 120,000 คน จากปีก่อนหน้า รองลงมาคือ จีน มีจำนวนเศรษฐีเงินล้านเพิ่มขึ้นเกือบ 46,000 คน ในปีเดียว มีประชากรคนรวย 373,000 คน น้อยกว่าเยอรมนี ซึ่งมี 375,000 คนเพียงเล็กน้อย แต่ยังห่างไกล เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น และอังกฤษ ที่มีเศรษฐีเงินล้าน 765,000 คน และ 557,000 คน ตามลำดับ (ดูกราฟิกหน้า 40)

ย้อนกลับมาดูภาพต่างของกลุ่ม bottom billion

ใครจะคาดคิดได้ว่า จีดีพีของประเทศยากจนที่มีหนี้สินมหาศาล 41 ประเทศ และมีประชากรอาศัยอยู่ รวมๆ กันประมาณ 567 ล้านคน มีความมั่งคั่งน้อยกว่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐกิจโลก 7 อันดับแรกรวมกัน

ข้อมูลในปี 2549 บอกว่า ประเทศที่รวยที่สุดในโลก ซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 1 พันล้านคน มีทรัพย์สินรวมกัน 76% ของโลก หรือคิดเป็น 36.6 ล้านล้านดอลลาร์จากจีดีพีโลก ที่มีมูลค่าประมาณ ณ ช่วงเวลานั้น 48.2 ล้านล้านดอลลาร์

ประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งมีประชากรรวมกัน 2.4 พันล้านคน มีทรัพย์สินรวมกันเพียงแค่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3.3% ของจีดีพีโลก ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มีประชากรรวมกันราว 3 พันล้านคน ครองความมั่งคั่งที่เหลือ โดยมีมูลค่าทรัพย์สินรวม 10 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 20.7%

กลุ่ม bottom billion อาศัยอยู่ในแอฟริกา แต่ในภาพกว้าง ทุกทวีปมีประเทศที่ยากจนที่สุดอยู่ อาทิ เฮติ และโบลิเวีย ในละตินอเมริกา เยเมน ในตะวันออกกลาง รวมถึงลาว และติมอร์ตะวันออก ในเอเชียตะวันออก

ในเชิงกายภาพ ประเทศในกลุ่ม bottom billion มีขนาดเล็กเกือบทั้งหมด ซึ่งขนาดเป็นส่วนของปัญหา ประเทศที่มีขนาดเล็ก และประชากรยากจน มีแนวโน้มจะมีปัญหาขาดแคลนคนมีการศึกษา และระดับมันสมองของประเทศ ที่จะมาวินิจฉัยและหาทางแก้ความล้มเหลวที่ประเทศของพวกเขาเป็นอยู่

ภาพอนาคตของประชากรโลก ทั้งสองกลุ่มทำนายได้ไม่ยากเย็นนัก ซูเปอร์คลาส หรือซูเปอร์ริช จะยังคงร่ำรวย และมั่งคั่ง ต่อไป ขณะที่ bottom billion ยังยากจน อดอยาก และมีรายได้ที่ต่ำกว่าหนี้สินถึง 25 เท่าตัวไปตลอด ตราบใดที่คนกลุ่มแรกยังเดินบนลู่วิ่งที่คู่ขนานกับกลุ่มที่สอง และหยิบยื่นเศษเงินในรูปเงินบริจาค เพื่อให้ได้ชื่อว่า ช่วยเหลือแล้ว โดยปราศจากความจริงใจ แลกกับการตักตวงผลประโยชน์ จากสิ่งที่เรียกว่า ทุนนิยมเสรีและโลกาภิวัตน์






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>