Performancing Metrics

Custom Search

กลุ่มทุนยักษ์ 50% กุมชะตาเศรษฐกิจโลกในกำมือ



Donate


กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่กำลังกุมชะตาเศรษฐกิจโลก อย่างมากมายและลึกซึ้ง เกินกว่าภาพที่เป็นจริง

ในช่วงสิ้นปี 2543 มีข้อมูลหนึ่งเผยแพร่ออกมา และนับจากช่วงเวลานั้น บริษัทข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่สุดของโลก ก็เป็นที่จับตามอง และถูกตีกรอบให้ต้องเดินตามกติกาใหม่ ที่เรียกว่า corporate social responsibility : CSR

ข้อมูลดังตีแผ่ว่า ในทำเนียบอาณาจักรเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลก 100 แห่ง มีบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่รวมอยู่ด้วย 51 ราย ที่เหลือเป็นประเทศต่างๆ 49 ประเทศ

ประมาณ 8 ปีก่อน เจนเนอรัล มอเตอร์ส คือเบอร์หนึ่งของกลุ่มทุนธุรกิจที่ติดทำเนียบอาณาจักรเศรษฐกิจ มีสินทรัพย์เป็นมูลค่า 1.77 แสนล้านดอลลาร์ ติดทำเนียบในอันดับที่ 23 รองลงมา คือ วอล-มาร์ต 1.67 แสนล้านดอลลาร์ (อันดับ 25) และเอ็กซ์ซอน 1.64 แสนล้านดอลลาร์ (อันดับ 26) อีก 2 อันดับถัดมา 27 และ 28 คือ ฟอร์ด มอเตอร์ และเดมเลอร์ไครสเลอร์

บริษัทที่เหลือกระจายอยู่ในกลุ่ม ผู้ผลิตน้ำมัน การค้า รถยนต์ อุตสาหกรรม และสื่อสาร มีประกันและการเงินติดมาบ้าง คือ ซิตี้กรุ๊ป และแอ็กซ่า ไอเอ็นจี เครดิต สวิส แต่ก็อยู่ในอันดับกลางๆ ของ 100 อันดับแรก

ประเมินภาพคร่าวๆ ยอดขายของบริษัทชั้นนำของโลก 200 ราย มีมูลค่ามากกว่ารายได้ของประเทศยากจนที่สุด 18 เท่า มีการเติบโตของยอดขายเร็วกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกทั้งหมด โดยระหว่าง ปี 2527-2542 ยอดขายของบริษัทเหล่านี้รวมกันมีสัดส่วนประมาณ 25%-27.5% ของจีดีพีโลก และมีผลกำไรเติบโตในช่วงเวลาดังกล่าวมากถึง 362.4% ขณะที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 14.4% เท่านั้น

ในจำนวนนั้น 5% เป็นการจ้างงานโดยวอล-มาร์ต ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของสหรัฐ หรือคิดเป็น 1,140,000 คน

200 บริษัทรวมกัน มีความใหญ่โตมากกว่าเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมกัน ยกเว้น 10 ประเทศแรกที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

แต่ 8 ปีให้หลัง กลุ่มทุนธุรกิจมี อาณาจักรเศรษฐกิจที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ หลายบริษัทแปรสภาพจากกลุ่มทุนของ ชาติใดชาติหนึ่ง เป็นบริษัทของโลก โดยใน 25 อันดับแรก มีตั้งแต่เจเนอรัล อิเลคทริก โวดาโฟน ฟอร์ด มอเตอร์ บริติช ปิโตรเลียม เจนเนอรัล มอเตอร์ส โรยัล/ดัตช์ เชลล์ จนถึงโตโยต้า มอเตอร์

ภาพความยิ่งใหญ่ของกลุ่มทุนระดับโลกยิ่งฉายชัด ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา อานิสงส์ของราคาน้ำมันดิบที่พุ่งกระฉูด ราคาโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะพืชผลการเกษตรที่มีราคาดี ตีคู่มากับทองคำและโลหะ ซึ่งจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์จูน ในทำเนียบ 500 บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกประจำปี 2550 หรือที่เรียกว่า “ฟอร์จูน โกลบอล 500″ พบว่า ปี 2551 แชมป์ตกเป็นของ “วอล-มาร์ต” อีกครั้ง หลังจากที่ในปีที่แล้วพลาดท่าให้กับยักษ์น้ำมัน “เอ็กซ์ซอน” ซึ่งปีนี้หล่นไปอยู่อันดับ 2

โดยบริษัทขนาดใหญ่สุดของโลก “วอล-มาร์ต” มีรายได้รวม 351.13 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เอ็กซ์ซอน โมบิล มีรายได้รวม 347.25 พันล้านดอลลาร์

ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ “โรยัล/ดัตช์ เชลล์” ที่มาพร้อมรายได้ 318.84 พันล้านดอลลาร์ อันดับ 4 คือ ยักษ์น้ำมันอีกราย “บีพี” ที่มีรายได้ 274.31 พันล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับ 5 คือ เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ที่มีรายได้ 207.34 พันล้านดอลลาร์

สำหรับอันดับ 6-10 ได้แก่ โตโยต้า มอเตอร์ มีรายได้ 204.74 พันล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย เชฟรอน มีรายได้ 200.56 พันล้านดอลลาร์ เดมเลอร์ไครสเลอร์ ในอันดับ 8 มีรายได้ 190.19 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วย โคโนโค ฟิลลิปส์ ที่มีรายได้ 172.45 พันล้านดอลลาร์ และ โททัล ที่มีรายได้รวม 168.35 พันล้านดอลลาร์

แต่เมื่อวัดในแง่ผลกำไร มือวางอันดับ 2 ของโลกอย่างเอ็กซ์ซอน กลับสามารถทำผลงานได้โดดเด่นที่สุด โดยเอ็กซ์ซอนมีกำไรสุทธิ 39.5 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรของเอ็กซ์ซอนโตถึง 9.3% ซึ่งตัวเลขกำไร 39.5 พันล้านดอลลาร์ถือเป็น สถิติสูงสุดครั้งใหม่ เมื่อเทียบกับ สถิติสูงสุดครั้งก่อนในปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 36.1 พันล้านดอลลาร์

ส่วนบริษัทที่ทำกำไรได้เข้าตาเป็นอันดับ 2 ได้แก่ เชลล์ ที่มีกำไร 25.44 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่อันดับ 3 คือ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส มีกำไรราว 22.87 พันล้านดอลลาร์ อันดับ 4 คือ บีพี มีกำไรราว 22.0 พันล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับ 5 คือ ซิตี้กรุ๊ป ที่มีกำไรราว 21.53 พันล้านดอลลาร์

ท็อปผู้ทำกำไรสูงสุดของโลกในอันดับ 6-10 ได้แก่ แบงก์ ออฟ อเมริกา ที่มีกำไร 21.13 พันล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย “จีอี” ที่มีกำไร 20.82 พันล้านดอลลาร์ ส่วน “แก๊ซพรอม” ของรัสเซียตามมาในอันดับ 8 มีกำไร 20.32 พันล้านดอลลาร์ อันดับ 9 คือ ไฟเซอร์ มีกำไรสุทธิ 19.33 พันล้านดอลลาร์ และอันดับ 10 คือ เชฟรอน ยักษ์น้ำมัน อีกรายที่มีกำไร 17.13 พันล้านดอลลาร์

น่าสนใจว่า รายได้รวมทั้งหมด (total revenue) ของบริษัทใน “โกลบอล 500″ เพิ่มขึ้น 10.4% หรือเกือบแตะระดับ 21 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้สุทธิ (net income) เพิ่มขึ้น 25.9% อยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

บริษัทน้ำมันรายใหญ่ยังคงทำ ผลงานได้โดดเด่นครองท็อป 10 ในทำเนียบฟอร์จูนปีนี้ แต่ธุรกิจการเงินก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน และสามารถครองอันดับท็อป 25 ในตาราง โดยในส่วนของบริษัทด้านการเงินนั้น “ไอเอ็นจี กรุ๊ป” จากเนเธอร์แลนด์ ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุด ตามมาด้วย “ซิตี้กรุ๊ป”

ขณะที่รีเทลแบงก์ก็มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะแบงก์ในยุโรปที่มีการควบรวมกิจการครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ทั้งยูนิเครดิต กรุ๊ป จากอิตาลี “บันโก บิลเบา วิสกายา อาร์เจนตาเรีย” จากสเปน และ “คอมเมิร์ซแบงก์” จากเยอรมนี

จินตนาการดูว่า ทุกขณะที่มูลค่าของกลุ่มทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว อิทธิพลและอำนาจที่มีเหนือเศรษฐกิจจะมีมากแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเหล่านี้ได้ขยายตัวเองเป็นบริษัทระดับโลกไปแล้ว






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>