ดิฉันเขียนถึงการที่ผู้บริหารจะเป็นข่าวหรือให้ข่าวมา 2 ครั้ง เพราะชีวิตดิฉันค่อนข้างจะเป็นคน “เรื่องเยอะ” และอย่างที่เคยเขียนไว้ว่า ดิฉันทำงานร่วมกับสื่อมานาน ในฐานะเดิมคือ ผู้มีหน้าที่ให้ข่าว และปัจจุบันที่ตัวเองก็มีส่วนทำงานสื่อโทรทัศน์และเป็นผู้บริหารบริษัทที่มีเรื่องราวค่อนข้างมาก
ผู้บริหารนั้นไม่สามารถที่จะเลือกว่าจะรับผิดชอบเฉพาะ “ข่าวดี” หรือ เรื่องดีๆ และผลักภาระในเรื่องที่มีแนวโน้มจะเป็นเชิงลบ ยิ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเท่าไร ดิฉันเห็นว่า (ไม่ใช่ว่า a must สำหรับทุกคน) ผู้บริหารระดับสูงจะต้องมีส่วนในการดูแลมากเท่านั้น
ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ดิฉันได้เคยเผชิญวิกฤติด้านข่าวมาหลายครั้ง เช่น การที่จะต้องเลื่อนการแถลงข่าวสำคัญ ที่หากเลื่อนแล้วจะต้องมีผลต่อข่าวที่จะออกไปอย่างรุนแรง (หาอ่านได้ในหนังสือ IT’s ME…ชาลอต โทณวณิก ที่ยังพอมีขายอยู่นะคะ)
ผู้บริหารบางท่านอาจจะเลือกทาง “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” คือ “นิ่งเสียตำลึงทอง” คือ ไม่มีการมาให้ข่าว ออกข่าวใดๆ สำหรับดิฉันนั้น เลือกทางที่จะ “เผชิญกับข่าว” (ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นแนวทางที่ถูก คงแล้วแต่องค์กร แล้วแต่บุคคล) เพื่อที่อย่างน้อยจะได้มีการสื่อเรื่องจริงออกไป โดยที่สื่อจะได้ไม่ต้องคาดเดา หรือต้องมาตามแก้ข่าว ซึ่งโดยมากจะไม่ได้รับการแก้นัก
การเผชิญกับข่าว คืออะไร
คงพอยกตัวอย่างล่าสุดที่หลายๆ ท่านอาจจะได้ข่าวมาเป็นเรื่องของวงการบันเทิง เกี่ยวกับบริษัทที่ดิฉันดูแลอยู่ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของช่อง 7 ได้มีเวลาทำรายการอยู่ในช่อง 7 ในคืนวันอังคาร โดยรายการใหม่เพิ่งดำเนินการไปเพียง 4 เดือน เหมือนเป็นช่วงที่เครื่องร้อน กำลังวิ่งบนรันเวย์ และกำลังจะเหินขึ้นฟ้า เพราะเรทติ้งและผู้ชมรวมถึงสปอนเซอร์เริ่มเข้ามา พอดีมีเรื่องที่ทางสถานีจะขอเวลาดังกล่าวไปให้ผู้จัด big name ซึ่งเมื่อฟังชื่อก็กระตุ้นเรทติ้งได้แล้ว ซึ่งก็จะเป็นผลดีกับสถานี บริษัทจึงจะ
ยุติการผลิตรายการในคืนวันอังคาร
เท่านี้ท่านผู้อ่านคงจะพอนึกออกแล้วใช่มั้ยคะว่า เรื่องนี้ต้องเป็นข่าวใหญ่แน่นอน ดิฉันก็นึกเช่นนั้น และก็เลือกที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาโดยการให้ข่าว เพราะดิฉันถือว่าการให้ข่าวทุกครั้งของดิฉันและบริษัทที่ดิฉันดูแลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารที่เคยทำงาน หรือบริษัทปัจจุบันในวงการบันเทิง จะยึดอยู่บนงานของความจริง โดยไม่บิดเบือน
เรื่องนี้นักข่าวจะทราบดี ซึ่งดิฉันถือว่านี่คือ “ต้นทุน” ที่ดิฉันได้สะสมมา เป็นเครดิตที่ติดตัว และคงจะยึดถือแนวนี้ตลอดไป
เมื่อตั้งใจจะให้ข่าวแล้ว ก็จะลำดับความสำคัญและแนวทางการตอบคำถาม เพราะผู้ให้ข่าวควรจะต้องตั้งมั่นประเด็นที่ต้องการจะสื่อ เพื่อไม่หลงประเด็น ดังนั้น ดิฉันจึงรวบรวมลำดับและข้อมูลที่สื่อออกไป ดังนี้
๐ รายการไม่ได้ถูกปลด เป็นการที่สถานีซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเราขอเวลาไป เพื่อให้ผู้จัด big name ได้มีโอกาสแสดงฝีมือ เพื่อชนกับคู่แข่งในวันและเวลาเดียวกัน แบบมวยถูกคู่
๐ สถานีกำลังดูเวลาใหม่ทดแทนให้ และได้ให้มา 1 เวลาก่อน คือ ให้ทำรายการเชิงข่าว ที่เรามีทีมงานที่แข็งแกร่ง มีดาราข่าวอยู่ เช่น นารากร (ต๊ะ), เชิงชาย, ชิบ จิตนิยม ฯลฯ และได้เวลามารวม 240 นาทีต่อสัปดาห์ เวลาที่เสียไป 120 นาทีต่อสัปดาห์
๐ ถ้าหากสถานีให้เวลามาเพิ่ม และเหมาะสมกับการทำรายการเดิม ก็จะนำมาทำใหม่ แต่ถ้าเวลาเหมาะกับรายการประเภทอื่น ก็มีรายการสำรองที่คิดไว้แล้ว
๐ ไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการอย่างเป็นสาระสำคัญ เพราะมีเวลาใหม่มาชดเชย ตามที่กล่าว (ข้อนี้สำคัญเพราะบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์) โชคดีที่มีการ “ตั้งสติก่อนสตาร์ท” เพราะ 2-3 วันที่ผ่านมา มีงานที่ดิฉันต้องไปร่วมและพบปะกับนักข่าวอยู่หลายงาน จึงสามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ ถึงแม้ว่าจะมีการเตรียมข้อมูลดังกล่าว แต่ก็ “ทำใจ” ไว้ในระดับหนึ่งว่า อาจจะเจอกับการพาดหัวที่สวิงสวายบ้าง เช่น รายการ “โดนปลด” “โดนย้าย” ฯลฯ แต่เนื้อในข่าวก็ยังคงมีข้อมูลตามที่ได้วางแนวทางไว้ และดูจากข่าวที่ออกมาก็ถือว่าสื่อได้ตามที่ควรจะเป็น ดิฉันยกเรื่องจริงมาเล่า เพราะถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี และไม่ใช่ “ทฤษฎี” แต่เป็น “ปฏิบัติ” และต้องขอย้ำว่า หากท่านมีความจำเป็นต้องเผชิญด้านข่าวแล้ว “ความจริง และ ความจริงใจ” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด และจะเป็นเครดิตของท่านที่จะเป็นประโยชน์ในยามคับขัน
หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วผลกระทบของเรื่องข่าวที่ดิฉันเล่ามาเป็นอย่างไร ดิฉันคิดว่าก็คงมีภาพชัดเจนว่า บริษัทของเราเป็น ชวนป๋วยปี่แปกอ ตราลูกกตัญญู !
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม