ธนินท์ ขึ้นเวทีพร้อมกับคำยืนยันที่ว่า ตอนนี้ถือเป็นยุคทองทางการเกษตร คนไทยทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของเกษตรกร เพราะประเทศไทยเกิดขึ้นมาจากการเกษตร แต่ทำไมชาวนาที่ปลูกข้าวให้พวกเรากินจึงยากจน
มีคนเป็นห่วงว่าราคาข้าวจะถูกลง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าราคาข้าวจะลดลง ราคาน้ำมันต้องลดลงก่อน เพราะอาหารมนุษย์จะมีราคาถูกกว่าอาหารของเครื่องจักรได้อย่างไร โดยหากรัฐบาลเข้าใจว่า เกษตรกร พืชที่ปลูกบนดิน หรือ “น้ำมันบนดิน” เป็นทรัพยากรของชาติ และทุกคนต้องตอบแทนบุญคุณของชาวนา
“ขอเรียนว่า ข้าวจะไม่มีทางมีราคาถูกลง ยกเว้นราคาน้ำมัน ลดลง หรือผู้บริหารประเทศบริหารผิดพลาด เพราะหากข้าวมี ราคาถูก ชาวนาไปปลูกมันสำปะหลัง หรือยางพาราดีกว่า เนื่องจากขายได้ราคาดีกว่า จนทำให้วันหนึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ที่ดินที่ปลูกข้าวสามารถนำไปใช้ปลูกพืชชนิดอื่นๆ ได้ แต่ที่ดินที่ปลูกพืชอย่างอื่นไม่สามารถนำมาใช้ปลูกข้าวได้” นายธนินท์กล่าว
ในโลกมีการบริโภคข้าวมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี ซึ่งประเทศไทยส่งออกข้าวประมาณ 9 ล้านตันต่อปี มีผู้บริโภคข้าวเพิ่มขึ้นทุกปีจนผลิตแทบไม่ทัน แต่เราจะทำอย่างไรให้ข้าวมีราคาแพงขึ้น
รัฐบาลจะต้องแนะนำและจัดกลุ่มเจรจากับคนซื้อข้าว และร่วมมือกับประเทศที่ปลูกข้าว เช่น เวียดนาม จีน และอินเดีย ว่า จะขายข้าวราคาเท่าไร โดยผู้ขายข้าวต้องเป็นผู้กำหนดราคาขาย ไม่ใช่ให้ผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดราคาขาย
นอกจากนี้ เราต้องช่วยกันซื้อแพงและขายแพง โดยประเทศไทยควรเก็บสต๊อกข้าวไว้ประมาณ 5 ล้านตัน และส่งออก 4 ล้านตัน เพราะเท่ากับเราจะมีข้าวฟรีเก็บไว้ตลอดเวลา
มีคนห่วงว่า […]
“ทฤษฎี 2 สูง ทางเลือกสุดท้าย ทางรอดของประเทศ” “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์
คัมภีร์ความสำเร็จ เคล็ดลับบริหารงานยามเศรษฐกิจซบ
การบริหารธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนองค์กรในยุคที่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงที่มีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จนทำให้ค่าครองชีพของประชาชนถีบตัวสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยความขัดแย้งทางการเมือง กลายเป็นเรื่องที่ยาก และมีความท้าทายฝีมือผู้บริหารระดับสูงในแต่ละองค์กรในการนำพาธุรกิจฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
ดร.ปรีชา จรุงกิจอนันต์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจและอดีตอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวในระหว่างการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ของคณะบริหารธุรกิจ หรือ NIDA Business School ไว้อย่างน่าสนใจว่า ยุคที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศมีปัจจัยลบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจนั้น ผู้บริหารองค์กรระดับสูงต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ เพราะช่วงเวลาที่องค์กรเกิดวิกฤตภายในองค์กรหรือเกิดปัญหาในการดำเนินงาน การควบคุมอารมณ์ไม่ให้ตื่นตระหนก แล้วค่อยมองปัญหาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายในองค์กรนั้นมีปัจจัยมาจากสาเหตุใด ว่าเกิดจากการบริหารงานขององค์กร หรือเกิดจากปัจจัยลบภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ก็จะตีโจทย์ปัญหาแล้วเลือกแนวทางการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและเข้ากับสถานการณ์มากกว่า จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
นอกจากนี้ทัศนคติในเชิงบวกในยามเจอปัญหาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรฝ่าฟันอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ หากผู้นำองค์กรธุรกิจมองในเชิงบวกว่า เมื่อใดที่องค์กรเกิดปัญหาส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจนั้น แต่ก็ยังมีแง่ดีที่ทำให้ผู้บริหารองค์กรหรือพนักงานทุกภาคส่วนสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางป้องกันความผิดพลาดไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง
และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้น จะทำให้ผู้บริหารกล้าที่จะตัดสินใจเสี่ยงในเชิงนโยบายที่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ การวางแผนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการหาบุคลากรที่เหมาะสมกับงาน เพื่อเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น
“ยามที่เกิดวิกฤต ผู้บริหารระดับสูงต้องแสดงออกถึงความเป็นผู้นำองค์กรในการแก้ไขปัญหา ที่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ว่ามีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างไร และสามารถผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมได้จริงหรือไม่ หาก ไอเดียใดสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อแก้ไขปัญหาได้จริง ก็ต้องสนับสนุนและต้องช่วยป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำได้” ดร.ปรีชากล่าว
อย่างไรก็ตามสิ่งที่อันตรายที่สุดที่ผู้บริหารระดับสูงต้องระวังคือความเชื่อมั่นในตัวเองที่อาจมีสูงเกินไป จนปิดกั้นทางเลือกในการแก้ปัญหาจากการรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายในการบริหารแต่ละครั้ง ทำให้อาจเกิดความผิดพลาดที่ส่งผลให้ปัญหาต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การเปิดรับฟังความเห็นจากบุคลากร เพื่อระดมความเห็น เลือกแนวทางการแก้ปัญหาหรือการบริหารงานที่คิดว่ามีประโยชน์มากที่สุดต่อธุรกิจ จะช่วยสร้างความมีส่วนร่วมในการร่วมมือกันแก้ปัญหาในองค์กร และช่วยสร้างความสามัคคีในการทำงานเป็นทีมเวิร์ก
“ในยามที่องค์กรมีปัญหา การตัดสินใจที่เร่งรีบ […]
เติบโตไปพร้อมกับคนของคุณ (Rising With Your People)
หากมีคนมาถามผมว่า ปัจจุบันหัวข้ออะไรที่ผู้ที่ดูแลงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สนใจอย่างมากในตอนนี้ เรื่องหนึ่งที่ผมมักตอบกลับไปเสมอ นั่นคือเรื่อง “ภาวะผู้นำ (leadership)” ที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ในกระแสต่อเนื่องมาหลายปี และยังเป็นหัวข้อมีความสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ต่อไปอีกหลายปี
เท่าที่ผมทราบ องค์กรชั้นนำบางแห่งลงทุนจ้างที่ปรึกษามืออาชีพจากต่างประเทศมาวางแนวทางการสร้าง leadership ให้แก่เขา ด้วยงบประมาณที่จัดได้ว่าสูงมาก ในขณะที่องค์กรระดับกลางที่งบประมาณต่ำลงมาหน่อย ก็เลือกใช้บริษัทที่ปรึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ไปวางโปรแกรมในการพัฒนาภาวะผู้นำให้กับองค์กรต่างๆ หลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา ก็เชื่อว่าเรื่องของภาวะผู้นำมีความจำเป็นและสำคัญมากในทุกองค์กร เนื่องเพราะปัจจุบันนี้มีแนวความเชื่ออย่างมากว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กรชั้นนำต่างๆ ไม่ได้ประกอบด้วยวิธีการบริหารจัดการ วิถีทางการตลาด หรือกลยุทธ์ที่ดีเท่านั้น แต่เบื้องลึกของความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับว่า องค์กรนั้นๆ มีบุคลากรที่มีภาวะผู้นำอยู่มากเพียงใด และดีเพียงใดด้วย
ดังนั้นความเข้าใจเรื่องภาวะผู้นำในปัจจุบันจึงเปลี่ยนไปในความหมายที่กว้างขึ้นอย่างมาก ภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องเฉพาะ เบอร์หนึ่งขององค์กร หรือผู้บริหารระดับสูงๆ เท่านั้น หากแต่ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นกับทุกคนในองค์กร เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวบุคคล เหมือนที่เรามีความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) มีจิตใจด้านการบริการ (service mind) เป็นต้น เพียงแต่จะกระตุ้นอย่างไรให้ทุกคนแสดงภาวะผู้นำออกมา
และทัศนคติที่ว่า “ผู้นำจะต้องมีความโดดเด่น โดยจะต้องยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้อื่น” ก็ไม่ใช่อีกต่อไป John C. Maxwell กูรูด้านภาวะผู้นำ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ได้อย่างน่าฟังทีเดียว เขาได้บอกว่า ผู้นำที่ดีนั้นต้องไม่โดดเดี่ยว ผู้นำที่ดีจะต้องนำพาและเติบโตไปพร้อมกับคนของเขา และนี่แหละคือความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
John C. Maxwell […]
30 วินาทีพูดอะไรบ้าง ?
เช้าวันที่ 30 พฤษภาคม ผมตื่นตา ตื่นใจกับรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยกมือไหว้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยมีพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ยืนอยู่ตรงกลาง ผมเห็นว่า เป็นภาพประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่คลาสสิกที่สุด เพียงภาพเดียวอธิบายการเมืองไทย ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาได้อย่างลึกซึ้ง
ผมเชื่อว่าบุคคลทั้ง 2 เป็นผู้ทรงอิทธิพลในการเมืองไทย คนแรกเป็นคนสงขลา เกิดปี 2463 เป็นนายกฯที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานกว่า 8 ปี (2523-2531) เป็นองคมนตรี ปี 2541 ทุกวันนี้ได้รับ เงินประจำตำแหน่งประธานองคมนตรี 121,990 บาท บวกกับเงินประจำตำแหน่งรัฐบุรุษ 121,990 บาท รวม 243,980 บาท
คนที่สองเกิดปี 2492 เป็นมหาเศรษฐี ที่ร่ำรวย 7 หมื่นล้าน เป็นหัวหน้าพรรค ไทยรักไทยที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนถึง 19 ล้านเสียง (ปี 2548) […]
ลดปริมาณความทุกข์ในใจ…ด้วยหัวใจที่ใฝ่รู้
หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้าวยากหมากแพง หรืออะไรต่างๆ มากมาย ทำให้คนทั้งหลาย ที่ผมมองว่ามิใช่แต่เฉพาะคนไทย แต่หมายถึงคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้นั้น มีปริมาณความสุขทางใจน้อยลงทุกที เมื่อนึกแล้วผมก็อดอิจฉาคนรุ่นเก่าไม่ได้ ที่ว่า พวกเขาทั้งหลายสามารถหาความสุขทางใจได้ง่ายเสียเหลือเกิน ต่างจากในยุคสังคมปัจจุบันอันเป็นสังคมทุนนิยม ซึ่งเงินกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเงินเป็นสิ่งที่คนใช้ซื้อหาความสุข แต่อาจจะเป็นความสุขทางกายมากกว่าที่จะเป็นความสุขทางใจ
คนไทยเราเองโชคดีที่มีหลักคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาให้เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่ช่วยสามารถปลดปล่อยความทุกข์ในใจได้ นอกจากคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาแล้ว ในวันนี้ผมอยากจะแนะนำเพิ่มเติมว่าหลักการที่เกี่ยวกับเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (learning organization หรือ LO) ที่ผมพยายาม ถ่ายทอดไปยังท่านผู้อ่านทั้งหลายผ่านทางคอลัมน์นี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อลดปริมาณความทุกข์ในใจของท่านผู้อ่านได้เช่นกัน
เมื่อลองพิจารณาถึงคำสั่งสอนหลักๆ ทางพระพุทธศาสนา ท่านผู้อ่านคงทราบดีว่าเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรที่จะใช้ “สติ” ในการดำรงชีวิต เพราะการไม่ใช้สติในการดำรงชีวิตจะนำพาไปสู่การตัดสินใจ หรือการกระทำสิ่งต่างๆ โดยปราศจากความรอบคอบและความมีเหตุมีผล และ ในที่สุดก็จะนำมาซึ่งผลเชิงลบซึ่งจะก่อตัวให้เกิดเป็นความทุกข์ในใจ และภายใต้การใช้ชีวิตอย่างมีสติ พุทธศาสนิกชนก็ควรจะรู้จักการปล่อยวางและไม่ยึดติด ถ้าท่านหัดที่จะปล่อยวางและไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ รอบตัวท่านมากจนเกินไป ปริมาณความทุกข์ในใจของท่านก็จะน้อยลง และด้วยหลักทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการปล่อยวางและไม่ยึดติดนี่เอง ที่เป็นเหตุให้ผมเห็นความเชื่อมโยงกับหลักการในเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งในที่นี่คือการเน้นที่จะสร้างความรู้สึกใฝ่รู้ให้กับคนในองค์กร
ท่านผู้อ่านคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า คนเราถ้าไม่รู้จักการปล่อยวางหรือมักจะยึดติดกับอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวนั้นจะทำให้เกิดความทุกข์ความกังวลใจ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นความทุกข์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต หรือไม่ก็จะเป็นความกังวลใจกับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ซึ่งในความเป็นจริงก็อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้) คนที่ฟังเทศน์ฟังธรรมหรืออ่านหนังสือธรรมะบ่อยๆ อาจจะปลอบใจคนที่กำลังทุกข์กำลังกังวลใจว่า “ปล่อยวางซะเถิด อย่ายึดติดกับอะไรจนมากเกินไปเพราะจะนำมาซึ่งความทุกข์ใจเปล่าๆ” […]
เศรษฐีกับความรับผิดชอบต่อสังคม
“จงต่อกรกับความไม่เท่าเทียมกันอันร้ายกาจ” วลีสั้นๆ แต่แสดงถึง ความยิ่งใหญ่ของเศรษฐีใจบุญอย่าง “บิลล์ เกตส์” แห่งไมโครซอฟท์ ผู้ประกาศว่าจะบริจาคเงิน 95% ของทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อใช้ในกิจการสาธารณกุศล ความใจกว้างของเขาทำให้เขาต้องหล่นจากอันดับมหาเศรษฐีที่รวยอันดับหนึ่งของโลก อันเป็นตำแหน่งที่เขาไม่ได้แยแสแม้แต่น้อยอย่างที่รู้กันว่า นอกจากเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอย่าง บิลล์ เกตส์ แล้ว “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เจ้าพ่อวอลล์สตรีต ที่สละเงินจำนวนมหาศาลเพื่อต่อกรกับความไม่เท่าเทียมของมนุษย์
แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเมื่อ “เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน” เจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่ในอังกฤษได้ก่อตั้ง “สภาปราชญ์สูงวัยของโลก” ประกอบด้วยอดีตผู้นำสาขาต่างๆ บุคคลที่มาร่วมอยู่ในสภาปราชญ์สูงวัยมีการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน โดยว่าจ้าง “ซิล เอลเวิร์ด” ผู้ก่อตั้งออกซ์ฟอร์ด รีเสิร์ช กรุ๊ป ทำการรวบรวมรายชื่อผู้เข้าข่าย และกำหนดเกณฑ์คัดเลือก อาทิ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองในช่วงเวลานั้น ไม่มีวัตถุประสงค์ส่วนตัว ผลประโยชน์ หรืออคติแอบแฝง ได้รับความไว้วางใจจากนานาชาติ มีความซื่อตรงเป็นประจักษ์และมีชื่อเสียงด้านเป็นผู้นำไม่นิยมความรุนแรง และแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม
บุคคลที่เข้าข่าย จากทั้งหมด 300 คนทั่วโลก อาทิ “อ่อง ซาน ซู จี” สมาชิกกิตติมศักดิ์ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในการแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม “มูฮัมหมัด […]
นายกฯสมัคร อย่าจุดไฟด้วยปาก
พลันที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดเพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ในคืนวันที่ วันเสาร์ที่ผ่านมาได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับประชาชนทั่วไปที่อยู่ๆ นายกฯสมัคร จะเล่นบทแรงกับประชาชนที่ชุมนุม ประท้วงทีร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คำประกาศดังกล่าวเท่ากับเป็น การราดน้ำมันราดเข้าสู่กองไฟแห่งความขัดแย้ง ให้ลุกโชนทันที บรรยากาศความตึงเครียดทาง การเมืองระหว่างรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรฯ ดีกรียิ่งร้อนแรงยิ่งขึ้น เพราะในคำประกาศของนายกฯได้ตอกย้ำอย่างเอาจริงเอาจังทำนองว่า รัฐบาลได้เตรียมการไว้พร้อมแล้วทั้งทหารและตำรวจทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลหากมีการสลายม็อบด้วยวิธีรุนแรง ต้องบาดเจ็บล้มตายยิ่งจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับชาติบ้านเมืองอย่างมิอาจปฏิเสธได้
คำประกาศนายกฯสมัครเท่ากับยั่วยุให้ประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลอยู่แล้วและประชาชนที่เคยวางตัวเป็นกลางไปร่วมประท้วงมากขึ้น กระทั่ง ต้องหาทางลงด้วยการสั่งการให้ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาคลี่คลายสถานการณ์ลดดีกรีความไม่พอใจของประชาชนลง โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่สลายม็อบและได้ขอร้องประชาชนอย่าออกไปร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง แต่คำแถลงของรัฐมนตรีมหาดไทยไม่มีความหมาย เห็นได้จากจำนวนผู้ประท้วงในคืนวันเสาร์เพิ่มขึ้น ในที่สุดนายกฯสมัครต้องออกมาพูดแก้เกี้ยว ในเช้าวันรุ่งขึ้น ว่าไม่ได้พูดว่าจะสลายม็อบ แต่ คำพูดเสมือนธนูเมื่อออกจากคันศรแล้วก็ยากจะเอากลับคืนมา คำพูดของนายกรัฐมนตรีในเช้าวันเสาร์ได้ทำลายบรรยากาศที่จะหันหน้ามาตกลงกันต้องขาดสะบั้น
ในห้วงเวลาแค่สามเดือนที่นายกฯสมัครเข้ามา บริหารประเทศ ปากของนายกฯคนนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างน้อยสามครั้ง ตั้งแต่การออกมาปล่อยข่าวว่าจะมีการปฏิวัติจนคนทั่วไปต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ต่อมาได้เปิดประเด็นว่าจะมีธนาคารล้ม ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจการเงินอย่างมาก และล่าสุดการออกมาว่าจะดำเนินการกวาดล้างกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งสามครั้งที่นายกฯคนนี้ เปิดประเด็นล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ
นายกฯในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร จะต้องมีความหนักแน่น อดทนต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น มิใช่ใช้อารมณ์ชั่ววูบเข้าไปเป็น คู่กรณีกับฝ่ายตรงข้ามนั่นเท่ากับทำให้ความ ขัดแย้งกันกลายเป็นความแตกแยก ก่อนที่นายกฯ สมัครจะดำเนินการใดๆ ในการสลายม็อบให้กลับไปทบทวนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ว่าได้สร้างความเสียหายให้กับชาติบ้านเมืองแค่ไหน หากยังคิดว่าการดำเนินการใดๆ ด้วยความรุนแรงเป็นการแก้ปัญหาแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมจะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองมหาศาล
บ้านเมืองเราขณะนี้ได้เผชิญทั้งวิกฤตการเมือง วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกรุมเร้า ยิ่งหากนายกฯสมัคร […]
New Service
-

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow Blog Delivery ส่งบทความตรงถึง Inbox
ของคุณทุกวัน เพียงลงทะเบียนสมัครสมาชิก คลิกที่นี่
Social Network
| S | M | T | W | T | F | S |
|---|---|---|---|---|---|---|
| « May | Jul » | |||||
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
Recent Entries
- ไร… ภัยนอนเต็นท์
- บริหารงานแบบครอบครัว ที่โคคา
- เสียรัก
- ของว่างยามบ่าย ขนมปังหน้ากุ้ง
- บ้านไม้ชายน้ำ… โอเอซิสแห่งปากช่อง
- ให้โบนัสกับชีวิตที่ “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม”
- ของขวัญโดนใจคอ DIY
- Still Hot in 2009
- แฟชั่นแห่งเวลา !
- เมื่อเทดดี้แบร์ลูกดก !
Recent Comments
- KU in "นม" เร่งล้าง…
- Blog Admin in เรียนภาษาด้…
- วิลาว… in เรียนภาษาด้…
- ปีใหม… in ทำบุญ 9 วัดรั…
- oOo in "นม" เร่งล้าง…
- Nat in เผย ‘14 สมุนไพ…
- | Hideoaki - Yo… in 10 ตัวอย่างหน…
- xxx in CSR บันไดสู่ปล…
- Absolutes in พลเมืองจูหล…
- conan in ทดลองเป็นนั…
Spam Blocked
Sponsor
Translators
Categories
Archives
Pages
Blogroll
- BlogCatalog
- Development Blog
- Plugins
- Support Forum
- WebRank - SEO & Internet Marketing
- WiseKnow Knowledge Blog - เว็บบล็อกสารพันสาระความรู้
- WiseKnow.Com - เว็บความรู้การตลาดแห่งแรกของไทย
StatPress TopPosts
StatPress
- Visits today: 647
Visitors Online: 5
Users Online: 0
