Performancing Metrics

Custom Search
Page Ranking Tool

 Donate

ความรู้ล่าสุด

เบื้องลึก‘พปช.’ถือไพ่เหนือ5พรรคร่วม! เชื่อสูตรผสม ‘ปชป.’ตั้งรัฐบาลบ่มิไก๊!



       พลังประชาชน เมินเกมโดดเดี่ยวจากฝ่ายตรงข้าม เปิดโต๊ะกล่อมแกนนำ 5 พรรคร่วม เย้ยเลือกตั้งใหม่พปช.ชนะขาดลอย ชี้สูตร 5 พรรค+ปชป. ตั้งรัฐบาลไม่เกิดขึ้น เหตุยังสุ่มเสี่ยงทั้งด้านบริหารและเกมในสภาฯ พรรคประชาราช .ยอมรับ “ป๋าเหนาะ”แค่ขัดใจ แต่ไม่เปลี่ยนขั้ว
       

       การที่แกนนำจาก 5 พรรคร่วมรัฐบาล ตัดสินใจแสดงท่าทีแข็งกร้าวไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมสลายการชุมนุมของประชาชนโดยมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นแกนนำเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น แม้ในที่สุดแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ตาม และไม่ว่าในเบื้องลึกแล้วจะมีคำสั่งปลดชนวนจาก “มือที่มองไม่เห็น” ภายในรัฐบาล หรือความเห็นที่แบ่งออกเป็นสองขั้วจากฝ่ายตำรวจเอง แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนจากสถานการณ์ร้อนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาย่อมหนีไม่พ้นคำถามถึง“เอกภาพ”ภายในพรรคร่วมรัฐบาลนั้นยังอยู่ในภาวะที่เป็นปกติหรือไม่ ?
       
       ในเวลานี้หลายฝ่ายต่างยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองใกล้ที่จะถึงจุด “แตกหัก”มากขึ้น ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เลยจุดที่จะหันหน้าเข้าสู่การเจรจาได้อีกต่อไป
       
       เนื่องเพราะต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อฝ่ายรัฐบาลประกาศเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในทุกช่องทางทั้งในด้านนิติบัญญัติและด้านบริหาร ขณะที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีทั้งในสภาผู้แทนราษฎร ที่มีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวจักรสำคัญสกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาผู้แทนฯ ประสานกับการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลจากกลุ่มการเมืองภาคประชาชน ที่ยึดเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นชัยภูมิชุมนุมยาวนานกว่าสัปดาห์ เพื่อต้องการล้มล้างระบอบทักษิณ ในทุกวิถีทาง
       
       ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการต่อสู้ระหว่างรัฐบาล กับฝ่ายต่อต้านซึ่งมีกลุ่มพันธมิตรฯเป็นแกนหลักนั้น นอกเหนือไปจากการใช้ความดุเดือดปะทะกันทางอารมณ์และความคิดแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามที่จะงัดกลยุทธ์ต่างๆมาใช้หักล้างกันในบางครั้งบางคราว และหนึ่งในหลายแนวทางต่างๆนั้น จะพบว่าการใช้กลวิธีดึงพรรคร่วมรัฐบาลออกจากพรรคแกนนำหลัก นั้นถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหวังที่จะให้เกิดขึ้นจริง
       
       โดยก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ 5 พรรคเล็กร่วมรัฐบาลเล่นเกม “กดดัน”นายกฯสมัคร เพราะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดใช้กำลังสลายม็อบเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ต้องไม่ลืมว่า สนธิ ลิ้มทองกุล 1 ใน5แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯได้เคยออกมาเรียกร้องผ่านเวที “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” เมื่อวันที่ 25เม.ย. ที่ผ่านมา โดยขอให้รัฐมนตรีของแต่ละพรรคร่วมในคณะรัฐบาล ทบทวนบทบาทและแสดงจุดยืนต่อกรณีที่จักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ หมิ่นสถาบันเบื้องสูง มาแล้ว แต่ดูจะยังไม่ได้ผลตอบรับที่น่าพอใจนัก เนื่องจากมีส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนร่วมลงชื่อเสนอญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 ต่อสภาผู้แทนฯ ในท้ายที่สุด
       
       พรรคร่วมหวั่นพปช.
       พาครม.ดิ่งลงเหว
       

       สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงบวกกับ “จุดอ่อน”ที่เกิดจากปัญหาภายในทั้งจากกลุ่มก๊วนการเมืองภายในพรรคพลังประชาชนเองที่แย่งชิงความเป็นใหญ่ บวกกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคพลังประชาชนกับ5พรรคร่วมที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่แกนนำ5 พรรคร่วมกำลังเห็นว่า
       ทั้ง “นายกฯสมัคร-พลังประชาชน”กำลังพาพวกเขาให้เสียคะแนนนิยมและมีสิทธิตกเป็นจำเลยของสังคมโดยใช่เหตุ จากแรงปะทุที่ผุดขึ้นมาฟ้องสังคมภายนอกต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลนี่เองจึงกลายเป็น “ประเด็น” ที่กำลังถูกจับตามองว่าท้ายที่สุดแล้วจะกลายเงื่อนไขถึงขั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
       
       “ การพูดคุยกันระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เสียงส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้สึกสบายใจกับสิ่งที่คุณสมัคร จะทำคือการใช้กำลังสลายม็อบ โดยที่ไม่ถามความคิดเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลก่อน ถึงแม้พรรคพลังประชาชนจะเป็นแกนนำรัฐบาล แต่หากเกิดการนองเลือดขึ้นจริง พรรคร่วมก็ต้องรับผิดชอบด้วย”
       
       แกนนำจากพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยพร้อมทั้งระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเวลานี้คือปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ มากกว่าเรื่องการเมือง แต่หากต้องการลดกระแสความกดดันทางการเมืองนั้นมองว่าทางที่ดีที่สุดน่าจะปรับครม.ให้ “ขี้เหร่”น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ และที่สำคัญหากนายกฯสมัคร ยังเป็นตัวที่สร้างปัญหาตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมาก็ควรจะต้องปรับเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลไปด้วย
       
       “ ถึงแม้พรรคพลังประชาชนจะอ้างมีแคนดิเดต พร้อมทำงานต่อจากนายกฯสมัคร แต่ก็ไม่ได้หมายความปัญหาจะหมดไป ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าภายในพรรคร่วมรัฐบาลนั้นก็มีบุคคลที่สามารถทำงานได้เหมือนกัน อย่างคุณบรรหาร ซึ่งนอกจากจะลดความขัดแย้งแล้ว เชื่อว่ายังไม่กระทบต่อพรรคพลังประชาชนด้วย”
       
       แกนนำจากพรรคเพื่อแผ่นดินกล่าวว่า การบริหารจัดการแก้ปัญหาภายในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองน่าจะดีกว่า การเลือกทำตามข้อเสนอจากบางฝ่ายที่เสนอให้5 พรรคร่วมย้ายไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างแน่นอน เนื่องจากแนวทางดังกล่าวนั้นเป็นไปได้น้อยมาก เพราะหากอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาเป็นนายกฯ ฝ่ายที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนก็ต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอีก

       มั่นใจ “สมัคร” ไม่ยอมแพ้
       
       การเรียกร้องให้5 พรรคร่วมรัฐบาลโดดเดี่ยวพรรคพลังประชาชนนั้น ไม่เพียงแต่จะถูกตอกย้ำจากกลุ่มพันธมิตรฯ เท่านั้น แต่ล่าสุดประมวล รุจนเสรี หัวหน้าพรรคประชามติ ได้ออกมาจุดชนวนประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง พร้อมทั้งเสนอให้หันไปจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์แทน แม้จะมีเสียงจากการร่วมรัฐบาลระหว่าง5 พรรคกับพรรคประชาธิปัตย์ เพียงไม่กี่เสียงเมื่อเทียบกับจำนวนส.ส.ที่พรรคพลังประชาชนมีอยู่ในขณะนี้ จะมีลักษณะ “ปริ่มน้ำ”ก็ตาม แต่หากประคับประคองดีๆก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างแน่นอน
       
       ทั้งนี้จากข้อมูลล่าสุดจาก กลุ่มงานทะเบียนประวัติและสถิติ สภาผู้แทนราษฎร พบว่าจำนวนส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ในวันนี้มี 223 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 164 เสียง พรรคชาติไทย 34 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 11 เสียง พรรคเพื่อแผ่นดิน24 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียงและพรรคประชาราช 5 เสียง ซึ่งหากเป็นไปตามสูตรที่ประมวล เสนอแนะจะส่งผลให้ 5 พรรคร่วมรัฐบาล บวกกับพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นรัฐบาลที่มีเสียงทั้งสิ้น 247 เสียง มีที่นั่งส.ส.ต่างจากพรรคพลังประชาชน ในฐานะพรรคฝ่ายค้านเพียง 24 เสียง
       
       ด้านไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน ในฐานะที่ใกล้ชิดกับนายกฯสมัคร เชื่อว่านายกฯสมัคร จะไม่มีทางตัดสินใจยุบสภา ตามที่มีการคาดการณ์จากฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มีความจำเป็นถึงขั้นที่ต้องเลือกวิธีการยุบสภา แต่หาก 5 พรรคร่วมรัฐบาลรู้สึกว่าการทำงานร่วมกับพรรคแกนนำมีปัญหาและต้องการย้ายไปรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ย่อมทำได้อยู่แล้วถือเป็นสิทธิ แต่เสียงที่แตกต่างกันจะหมิ่นเหม่ และจะส่งผลต่อการทำงานอย่างไรในวันข้างหน้านั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
       
       ไพโรจน์ ระบุว่าหากมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ขึ้นมาจริง มั่นใจว่าพรรคพลังประชาชนก็ถือว่าเป็นพรรคหนึ่งที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งในความได้เปรียบจากการที่มีผลงานจากการเป็นรัฐบาลและฐานคะแนนเสียงที่ชนะการเลือกตั้ง เมื่อปลายปี 2550 ที่ผ่านมา โดยพรรคได้จัดทำโพลล์เพื่อสำรวจความต้องการของประชาชนทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะชนะการเลือกตั้งมาแล้วก็ตาม แต่ยอมรับว่าในพื้นที่ฐานเสียงของพรรคในเขตกทม.อาจต้องรับกับกระแสกดดันทางการเมือง ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ ในเวลานี้ แต่โดยภาพแล้วมั่นใจว่าหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่จริง พรรคพลังประชาชนก็จะได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกในจำนวนไม่น้อยไปกว่าเดิม
       
       ปชร.ยอมรับไม่พร้อมลงสนาม
       
       ทางด้านพรรคประชาราชเอง ที่แม้จะมี เสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรค แสดงท่าทีแข็งขันเข้าร่วมหารือประเด็นร้อนกับอีก 4 พรรคร่วม แต่ในท้ายที่สุดแล้วแกนนำใกล้ชิดกับเสนาะ ระบุว่าแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีความขัดแย้งบ้างจากประเด็นการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังสลายม็อบของนายกฯสมัคร ที่ผ่านมาก็ตาม แต่จะยังไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถึงกับต้องย้ายขั้วอย่างแน่นอน
       
       “ ส.ส.ทุกคนไม่มีใครอยากลงไปเลือกตั้งใหม่ ในเวลานี้ เพราะทุกคนยังเหนื่อย รัฐบาลเพิ่งทำงานมาได้เพียง 3-4เดือนเท่านั้น ถ้าเลือกตั้งใหม่พรรคเล็กจะได้ส.ส.กลับมาเท่าไหร่ยังไม่มีใครบอกได้ ”
       
       การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนของพรรคร่วมรัฐบาล นั้นได้ผ่านการตัดสินใจร่วมกันของทุกฝ่ายมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้องร่วมกันรับผิดชอบและประคับประคองให้ผ่านพ้นปัญหาไปให้ได้ มากกว่าที่จะยอมเสียมารยาทหันไปจับมือกับพรรคฝ่ายค้าน แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแทน ทั้งนี้เชื่อว่าหัวหน้าพรรคประชาราชเอง ก็คงไม่ตัดสินใจย้ายขั้วอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจจะมีความรู้สึกขัดแย้งกันบ้างเท่านั้น
       
       รัฐบาลสั่งเปิดโต๊ะ
       เคลียร์ใจ 5 พรรค
       

       ขณะที่ 5 พรรคร่วมรัฐบาลแสดงบทเรียกร้องความสนใจจากนายกฯสมัคร และพรรคพลังประชาชน แต่ดูจะไม่ได้รับความสนใจมากนัก ในทางตรงกันข้ามกลับโดนโจมตีจากส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ถึงเรื่องความเหมาะสมและมารยาททางการเมือง ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเสียงของ 5 พรรคร่วมนั้นอาจไม่มีความหมายใดๆ เนื่องจากทุกคนในพรรคพลังประชาชน ต่างรู้ดีว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ 5 พรรคร่วมรัฐบาลนั้นจะสามารถยุติลงได้ในที่สุด
       
       สามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ยืนยันว่าปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจะยุติลงอย่างแน่นอน หลังจากการนัดหารือระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดในวันที่ 5 มิ.ย.นี้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสทำความเข้าใจและพูดคุยกันมากขึ้น
       
       “ คงจะไปโทษพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ หากจะมีท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา เพราะทุกคนก็รักบ้านเมืองด้วยกันทั้งนั้น แต่ทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี ซึ่งปัญหาครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดการย้ายขั้วทางการเมืองตามที่หลายฝ่ายต้องการให้เกิดขึ้นแน่นอน”
       
       เงื่อนไขที่ทำให้คนในพรรคพลังประชาชนมั่นใจว่า 5 พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ทำให้ปัญหาทางการเมืองบานปลายออกไป ด้วยการตัดสินใจย้ายไปจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถึงแม้จะมีรัฐบาลใหม่ แต่ก็มีเสียงที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย สุ่มเสียงต่อการมีเอกภาพในการบริหารงานและงานทางด้านนิติบัญญัติในสภา และที่สำคัญ เขาคาดว่าหากเหตุการณ์เดินไปสู่จุดดังกล่าว นายกฯสมัคร จะตัดสินใจยุบสภาทันที
       
       “ ถามว่าวันนี้มีส.ส.คนไหนอยากลงสนามเลือกตั้งกันบ้าง และคิดว่าเมื่อลงไปแล้วจะชนะกลับมาอีกหรือไม่ แต่สำหรับพรรคพลังประชาชน มั่นใจว่าเราจะได้กลับมามากกว่าเดิม เพราะครั้งนี้เราไม่ต้องเจอกับการสกัดกั้น จากคมช.และฝ่ายพันธมิตรฯ เราผ่านจุดที่วิกฤติมาแล้ว ซึ่งเราก็ยังชนะขาด”
       
       เกมโดดเดี่ยวไร้ผล
       ทหารไม่หนุนพันธมิตรฯ

       
       อย่างไรก็ตามแกนนำพรรคพลังประชาชน วิเคราะห์ว่าความพยายามที่จะโดดเดี่ยวพรรคพลังประชาชน จากฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในเวลานี้เท่านั้น แต่มีมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังเป็นพรรคไทยรักไทย มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค เนื่องจากพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่สุด มีมากถึง317 เสียง ทำให้พรรคอื่น ไม่มีที่ยืน จึงทำให้เกิดการจับขั้วเพื่อโดดเดี่ยวพรรคไทยรักไทยทั้งในทางการเมือง และการประสานงานระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ หรือคมช. จนส่งผลให้พรรคไทยรักไทย ถูกยุบไปในที่สุด
       
       “ แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ ต่างจากวันนั้น โอกาสที่พรรคพลังประชาชนจะถูกโดดเดี่ยว ทำได้ยากขึ้น เพราะทุกพรรคมีที่ยืนหมดแล้วในครม. ในทางการเมือง ขณะเดียวกันไม่มีใครตอบได้ว่าวันนี้ทหารจะร่วมด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯอีกหรือไม่ ส่วนประชาธิปัตย์ เองก็คงหวังที่จะเห็นการเมืองเดินหน้าได้ต่อไป”
       
       และแล้วสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับนายกฯสมัคร และพรรคพลังประชาชน หลังจากเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากม็อบพันธมิตรฯ และพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดหลายวันที่ผ่านมากำลังจะถูกปลดชนวนออกไปอีกครั้ง เกมโดดเดี่ยวที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลได้ทดลองใช้กับพรรคนอมินีของอดีตนายกฯทักษิณ รอบนี้ดูจะไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนัก เพราะแม้วันนี้พรรคพลังประชาชนจะยอมเปิดที่ยืนทางการเมืองให้กับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กก็ตาม แต่อำนาจในการกำหนดเกมทั้งหมด ยังคงขึ้นอยู่กับเจ้าของพรรคพลังประชาชนตัวจริงเสียงจริงเพียงคนเดียวเท่านั้น…






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>