![]() |
ทุนค้าปลีก เป็นหนึ่งในสมาชิกแห่งคลับซูเปอร์คลาส ชื่อเสียงของแต่ละค่ายในกลุ่มนี้มีบันทึกไว้ ทั้งภาพด้านบวก และภาพล่อแหลมไปในทางลบ
หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มทุนค้าปลีกของโลกมีการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างมาก แม้เบอร์หนึ่ง “วอล-มาร์ต” จะผลัดกับ “เอ็กซ์ซอนโมบิล” ครองอันดับหนึ่งบริษัท ที่มีรายได้สูงสุดในทำเนียบ “ฟอร์จูน 500″ แต่บทวิเคราะห์หลายฉบับสะท้อนภาพยุคของวอล-มาร์ต กำลังเสื่อมลง หลังต้องรับมือกับคู่แข่งหลากหลายรูปแบบ ที่มีชั้นเชิงสูงขึ้น และเปิดเกมรุกอย่างแข็งกร้าว
หนึ่งในนั้น มีชื่อของเทสโก้รวมอยู่ด้วย ซึ่งในปีเดียวกับที่วอล-มาร์ต ขึ้นเบอร์หนึ่งในทำเนียบฟอร์จูน เทสโก้ของอังกฤษก็โชว์ผลกำไรสูงเป็นประวัติการณ์ 1,892 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท
เปรียบเทียบเขี้ยวเล็บวอล-มาร์ต ของสหรัฐนั้น มีรายได้สูงเป็นอันดับ 1 ในปี 2550 รวม 3.511 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11% มีกำไร 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เทสโก้คู่แข่งมาแรง จากอังกฤษ และไต่อันดับขึ้นมาเป็นยักษ์ค้าปลีกอันดับ 3 ของโลก (อันดับ 2 คือ คาร์ฟูร์) มีรายได้ 42,641 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้น 8.1% มีกำไรสุทธิ 1,892 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 20.5% สูงสุดเป็นประวัติการณ์
แต่ไม่ว่าใครจะฟู่ ใครจะฟุบ รายได้ของกลุ่มทุนค้าปลีกยังคงเป็นตัวเลขที่เป็นกอบเป็นกำ และมีที่มาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวอล-มาร์ต คาร์ฟูร์ หรือเทสโก้ ยักษ์ 3 อันดับแรกของโลก อานิสงส์ล้วนมาจากการรุกคืบอย่างจริงจังในตลาดเกิดใหม่ ความสำเร็จของกลยุทธ์สะท้อนออกมา
ในตัวเลขรายได้ในเอเชีย ยุโรปตะวันออก รวมทั้งจากตลาดภายในประเทศเอง ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเทสโก้มีสาขาอยู่ 3,000 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนั้นเป็นสาขาในอังกฤษ 1,800 แห่ง เช่นเดียวกับวอล-มาร์ต ที่ทำยอดขายเพิ่มขึ้น 12% เพราะมีรายได้ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 23%
นั่นเป็นที่มาของการเดินเกมรุกเพื่อขยายกิจการสู่ต่างประเทศอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะเอเชียและยุโรปตะวันออก
ในเอเชีย มีจีนและอินเดีย เป็นตลาด ที่มีศักยภาพสูงที่ใครๆ ก็อยากไขว่คว้ามาครอง กิจการของแบรนด์ต่างชาติเติบโตดีในจีน โดยคาร์ฟูร์มีห้างสรรพสินค้ากว่า 300 แห่ง และดิสเคานต์สโตร์ชื่อเตี๋ย เกือบ 300 แห่งในจีน ขณะที่วอล-มาร์ตมีห้างสรรพสินค้าของตัวเอง 100 แห่ง และมีผลประโยชน์ในร้านทรัสต์-มาร์ต อีก 102 แห่ง
สำหรับเทสโก้ จีนเป็นหนึ่งในตลาดต่างแดนขนาดเล็กของเทสโก้ แต่เทสโก้อาจต้องใช้งบฯปีละ 300 ล้านปอนด์ เพื่อพัฒนาร้านค้าในประเทศนี้ หากต้องการให้ทุกอย่างเดินตามแผนเปิดสาขาใหม่ 10 แห่งต่อปี
จีนเป็นเพียงข้อต่อหนึ่งของเทสโก้ที่ตั้งเป้าขยายธุรกิจในต่างประเทศ และบริษัทได้ตั้งงบฯเพื่อการนี้สูงถึง 80% ของเงินทุนขยายกิจการ
กลยุทธ์ที่เทสโก้นำไปใช้ขยายกิจการในต่างประเทศ มีเข้าไปลงทุนอย่างสะดวก และผ่านการซื้อหุ้นในกิจการค้าปลีกท้องถิ่นในประเทศที่เข้าไป ซึ่งมีทั้งจีน สาธารณรัฐเช็ก ฝรั่งเศส ฮังการี ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย โปแลนด์ สโลวะเกีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และตุรกี
ถัดจากจีน คือ อินเดีย ขุมทองของทุนค้าปลีก ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา อินเดียมักจะมาอันดับหนึ่งเสมอ เมื่อมีการสำรวจทำเลที่ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติต้องการลงทุน อินเดียคือตลาดที่มีศักยภาพสูงสุด เพราะ เป็นตลาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีประชากร 1,100 ล้านคน และเป็นประชากรในวัยต่ำกว่า 45 ปี 800 กว่าล้านคน ทั้งยังมีฐานชนชั้นกลางที่ใหญ่โตมากประมาณ 300 ล้านคน แล้วใครจะอยากมองข้ามอินเดีย
ดังความคาดหมายของคาร์ฟูร์ ที่หมายมั่นว่าการบุกตลาดอินเดียจะทำให้ยอดรายได้จากการค้าปลีกของกลุ่มมีมูลค่ามากกว่า 87,422 ล้านยูโร หรือประมาณ 4.37 ล้านล้านบาท ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้มาจากเครือข่ายสาขา ในต่างประเทศที่มีอยู่กว่า 12,000 แห่งทั้งในยุโรป อเมริกาใต้ และเอเชีย
สะดุดแรงต้าน
แต่ตลาดต่างประเทศก็ใช่จะ”หมูสนาม” เสมอไป
วอล-มาร์ต และคาร์ฟูร์ ต่างซึมซับบทเรียนจากต่างประเทศมาอย่างถ้วนหน้า โดยตลาดที่ให้เป็นบทเรียนกับสองยักษ์ใหญ่ ค้าปลีก คือ เกาหลีใต้ เมื่อต้องเผชิญกับการเมินเฉยของผู้บริโภคของเกาหลี ที่ให้ความสนใจต่อสินค้าของยักษ์ค้าปลีกจากต่างประเทศน้อย โดยในระยะ 8 ปีของ การทำธุรกิจที่นั่น จนต้องตัดสินใจขายสาขาให้กับกลุ่มซิน ซาแก ของเกาหลีใต้
เช่นเดียวกับตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อต่อหัวสูงที่สุดในโลก แต่ปรากฏว่า ไฮเปอร์มาร์เก็ตข้ามชาติที่ไปบุกตลาดญี่ปุ่น อยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานแทบจะไม่สามารถเข้าไปเจาะตลาดได้เลย
ในงานวิจัย เรื่อง “สองนคราค้าปลีก : เศรษฐศาสตร์สถาบันว่าด้วยพลวัตบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติ” ซึ่งศึกษาถึงตัวแปรที่ทำให้ การลงทุนของไฮเปอร์มาร์เก็ตข้ามชาติ โถมเข้าใส่ไทย โดยเปรียบเทียบกับ 3 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะเศรษฐ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้วิจัยได้สรุปผลการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจว่า กฎหมาย กลุ่มทุนท้องถิ่น และวัฒนธรรม เป็นกติกาสำคัญที่จะกำหนดว่าใครจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ ระหว่างไฮเปอร์มาร์เก็ต กับโชห่วย และเป็นตัวแปรที่มีน้ำหนักมากกว่าเรื่อง “เงินทุนและเทคโนโลยี”
วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น ยังยากต่อการทำตลาด แม้จะมีความเป็น “ชาตินิยม” แต่ก็นิยมซื้อสินค้านำเข้า และชอบสินค้าแปลกแตกต่าง โดยไม่อ่อนไหวต่อราคา
เคยมีรายงานจากคาร์ฟูร์ที่เข้าไปทำตลาดในญี่ปุ่น โดยพยายามจัดร้านค้าสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งแต่วิธีการตกแต่ง เลือกซื้อสินค้า ปรากฏว่าเปิดร้านวันแรกคนให้ความสนใจ แต่หลังจากนั้นแทบไม่มีใครไป เพราะเขาคาดหวังบรรยากาศแบบฝรั่งเศสไม่ต้อง การร้านแบบญี่ปุ่นในคาร์ฟูร์
นั่นคือเหตุผลที่วอล-มาร์ตและคาร์ฟูร์เริ่มเรียนรู้บทเรียนจากข้อผิดพลาดต่างๆ ในการทำตลาดต่างประเทศ จึงหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาพฤติกรรมของคนในท้องถิ่นที่เข้าไปลงทุน รวมทั้งเข้าไป ซื้อเครือข่ายค้าปลีกในท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจการว่าจ้าง ผู้บริหารในท้องถิ่น และเรียนรู้เกี่ยวกับรสนิยม ตลอดจนความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นมากขึ้น
แตกต่างจากเรื่องเล่าในไต้หวัน ที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตสามารถประสบความสำเร็จในการทำตลาดอย่างมาก และมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจนี้ สูงกว่าดีพาร์ตเมนต์สโตร์ และคอนวีเนี่ยนสโตร์ โดยเฉพาะคาร์ฟูร์ มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 30% ของมูลค่าตลาดรวม
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ไฮเปอร์มาร์เก็ตไปได้ดีในไต้หวัน ส่วนหนึ่งเป็นรัฐบาลไต้หวันต้องการเปิดเสรีธุรกิจบริการ ตั้งแต่การอำนวยความสะดวกให้เปิดบริการได้ 24 ชั่วโมง แบบไม่จำกัดพื้นที่ บวกกับวัฒนธรรมของคนไต้หวัน ชอบสินค้านำเข้า และชอบจ่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่มากกว่า ทำให้ภาครัฐของไต้หวันตีความกฎหมายเอื้อต่อกลุ่มทุนต่างชาติ
เรื่องเล่าจากแดนผู้ดี
อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าความสำเร็จ และความล้มเหลวของกลุ่มทุนค้าปลีกในกระแสโลกาภิวัตน์ ไม่ได้มีแค่ในเอเชีย ดร.วิไลลักษณ์ ถิรนุทธิ นักวิชาการด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งติดตามกรณีของธุรกิจค้าปลีก ได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับรูปแบบ กลยุทธ์ และปัญหาที่ค้าปลีก ข้ามชาติมักประสบให้ฟัง ผ่านบทสัมภาษณ์ ตอนหนึ่งว่า ในแง่ของการทำธุรกิจของห้างค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) ในต่างประเทศยกตัวอย่าง กรณีของอังกฤษ ก่อนจะเปิดสาขาได้ ธุรกิจจะต้องขอ planning permission กับ city council ในแต่ละเมือง ซึ่งรัฐในแต่ละเมือง หรือ council จะพิจารณาความเหมาะสม ทั้งที่ตั้ง ขนาดของร้าน การจราจร และผลกระทบอื่นๆ ก่อนจะอนุญาตให้ธุรกิจนั้นเปิดสาขาได้
“ยกตัวอย่าง เทสโก้ และเมืองนอร์ฟอล์ก ซึ่งเป็นกรณีกันมากว่าสิบปี สภานอร์ฟอล์ก (Norfolk Council) ประกาศอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์ของตนว่า เทสโก้ได้ยื่นขออนุญาตแผนเปิดสาขาวันที่เท่าไร และประชาชนคนใดที่สนใจก็สามารถมาขอดูเอกสารตัวจริงได้ที่ ที่ว่าการของเมือง หรือดูบนเว็บไซต์ก็ได้ ถือว่ามีความโปร่งใสสูง (ดู http://www.northnorfolk. org/news/6108_6132.asp)”
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างธุรกิจค้าปลีก และชุมชนท้องถิ่น เป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้ในต่างประเทศเช่นกัน นักวิชาการท่านนี้ได้ยกกรณีระหว่างเทสโก้ และเชอริงแฮม (ดูข่าวบีบีซี http://news.bbc.co.uk/ 2/hi/business/6551629.stm) โดยเล่าให้ฟังว่า ชุมชนเล็กๆ มากมายในประเทศ อังกฤษรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการขยายตัวของห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่างเทสโก้มาเป็นเวลานาน เช่น ชุมชนเชอริงแฮมใน นอร์ฟอล์ก ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งต่อต้านการเข้ามาเปิดสาขาของเทสโก้ในเมืองของตนเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว
เทสโก้ยื่นขอเปิดสาขากับสภาเทศบาลตำบลนอร์ฟอล์ก ในปี 2546 โดยจะเปิดห่างจากใจกลางเมืองเพียง 5 นาที (เดิน) ซึ่งสภาได้อนุมัติในปี 2547 แต่มีข้อแม้ว่า พื้นที่ของห้างจะต้องไม่เกิน 1,500 ตารางเมตรเท่านั้น และเทสโก้จะต้องทำทางเดินฟุตบาทจากห้างไปยังย่านช็อปปิ้งใจกลางเมืองด้วย และต้องกำหนดให้ลูกค้าจอดรถได้ฟรีอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อที่ว่าลูกค้าจะได้มีเวลาพอที่จะไปช็อปปิ้งกับร้านอื่นในเมืองด้วย
แต่ภายหลังคณะกรรมการควบคุมการพัฒนาพื้นที่ (การค้า) ของเมือง ยกเลิก คำอนุมัติให้เทสโก้เปิดสาขาในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เทสโก้ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการจึงแจ้งให้ทราบว่า กำลังพิจารณาใบสมัครของเทสโก้อีกครั้ง
บริษัท ห้างร้าน ของท้องถิ่นในย่านนั้น รวมตัวกันต่อต้านเทสโก้ ด้วยแคมเปญ “Save Our Sheringham. Say No to TESCO” บ้างให้เหตุผลว่า เทสโก้ใหญ่เกินไปสำหรับชุมชนเล็กๆ ของพวกเขา การเปิดสาขาของเทสโก้จะทำลายวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น บางคนกลัวว่าการ ที่เทสโก้มาเปิดสาขาในเมืองของตน จะเป็นการนำเงินตราออกนอกเมือง (กลับไปสู่สำนักงานใหญ่ของ Tesco) แทนที่รายได้จะวนเวียนอยู่ในเมืองอย่างในกรณีของการช็อปปิ้งตามร้านค้าเล็กๆ ของท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม สมาชิกของชุมชนรวมทั้งบริษัทห้างร้านบางแห่งกลับมีมุมมองต่างออกไป โดยรู้สึกว่า หากเมืองไม่ยอมเปิดรับการเปลี่ยนแปลง ก็จะไม่มีอะไรพัฒนาขึ้น เมืองก็ยังเหมือนเดิมๆ ลูกค้าก็จะได้บริการแย่แบบเดิมๆ ไม่มีตัวเลือกมากนัก
ในกรณีของเชอริงแฮม ประชาชนหลายฝ่ายบอกว่า ไม่ได้ต่อต้านธุรกิจของเทสโก้ แต่รู้สึกว่าโครงการของร้านที่เทสโก้จะมาเปิดในเมืองของตนนั้นใหญ่เกินไปสำหรับเมืองเล็กๆ ของพวกเขา ที่ตั้งของร้านที่เทสโก้ต้องการจะให้อยู่บนเส้นถนนหลักของเมืองจะทำให้รถติดมาก
นอกจากนี้บริเวณที่เทสโก้ต้องการเปิดสาขาก็ยังมีสถานีดับเพลิง และศูนย์ของชุมชนตั้งอยู่ด้วย ซึ่งหมายความว่าทั้งสองจะต้องถูกทุบทิ้ง เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้กับห้างหากได้รับอนุมัติ ทำให้ชาวบ้านหลายคนไม่พอใจ แต่เทสโก้ก็บอกว่า จะสร้างให้ใหม่ในทำเลอื่น
ซึ่งร้านเล็กๆ ยังบอกว่า เทสโก้ไม่ได้ขายเฉพาะอาหาร แต่ขายทุกอย่าง เพราะฉะนั้นการเปิดสาขาของเทสโก้จะกระทบไปหมด ทั้งร้านหนังสือ ร้านขายปลา ขายอาหาร ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และด้วยกำลังซื้อมหาศาลของห้างทำให้ห้างมีอำนาจต่อรองมากมาย ร้านเล็กๆ ก็จะต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด เพราะสู้ไม่ได้ นอกจากนี้ สิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มายังเมืองนี้ก็คือ ร้านค้าปลีกเล็กๆ ของท้องถิ่น นโยบายขยายสาขาอย่างรวดเร็วของเทสโก้จะทำลายเสน่ห์ข้อนี้ของเมืองไป
ไม่ใช่แค่เชอริงแฮมเท่านั้น แต่เมืองอื่นๆ ในอังกฤษ เช่น เมืองคอลเชสเตอร์ (Colchester) ในเอสเซ็กซ์ มีการต่อต้านการเปิดสาขาของเทสโก้ในเมืองของตนเช่นกัน โดยแคมเปญภายใต้คำว่า “TESCNO”
สรุปกรณีของเชอริงแฮม รัฐบาลหรือสภาท้องถิ่นนอร์ฟอล์ก จะพิจารณากรณีนี้อีกครั้ง โดยเปิดให้มีการซักถามโดยประชาชน ในวันที่ 1 ก.ค.2551 นี้
นักเศรษฐศาสตร์มักกล่าวว่า เราควรจะให้ตลาดเป็นตัวตัดสินว่าควรมีห้างค้าปลีกเหล่านี้หรือไม่ และมักยึดผู้บริโภคเป็นหลัก คือ ถ้าผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าราคาถูก คนที่ต่อต้านการขยายตัวของห้างก็เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่เสียประโยชน์ จึงไม่ควรจะใส่ใจ “The market will take care of itself.” โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าร้านเล็กๆ เหล่านั้นมีเสน่ห์ในตัวของมัน การมีร้านเล็กๆ เป็นการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมชุมชน ในเรื่องการจับจ่ายใช้สอย การซื้ออาหาร สมัยก่อนชาวอังกฤษซื้อเนื้อสัตว์จากร้านเล็กๆ ในเมือง คนซื้อรู้ว่าเนื้อเหล่านั้นมีที่มาจากไหน มาจากฟาร์มของใคร ปลอดภัยหรือไม่ (บนหลักการของ From Farm to Table)
ผักผลไม้ที่ซื้อก็มาจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น เป็นไปตามฤดู ตามธรรมชาติของภูมิอากาศในอังกฤษ ไม่ได้ผ่านการปลูกด้วยกระบวนการผลิตแบบเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าในประเทศกำลังพัฒนา ก่อให้เกิดการใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยเคมีพร่ำเพรื่อ ทำให้ดินเสีย รวมทั้งกระบวนการขนส่งพืชผัก ผลไม้เหล่านี้มาทางอากาศจากประเทศกำลังพัฒนาสู่ตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว ก็ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เสียพลังงาน ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจน ที่พึ่งพาการ ส่งออกผักผลไม้มายังประเทศพัฒนาแล้วเป็นรายได้หลักของประเทศ การทำแคมเปญให้คนในประเทศพัฒนาแล้วหันไปสู่ localiza tion of food ก็อาจเป็นผลเสียอย่างมากต่อประเทศกำลังพัฒนาได้
“ค้าเป็นธรรม” ตีกรอบธุรกิจ
คณะกรรมการด้านการแข่งขันทางการค้า (competition commission) ของอังกฤษ ได้ศึกษาประเมินผลกระทบของการขยายตัวของห้างค้าปลีกเป็นเวลา 2 ปี (เพื่อดูว่าซูเปอร์มาร์เก็ตเหล่านี้โตเร็วเกินไป จนกลายเป็นพลังอำนาจมากเกินไปหรือไม่) และเพิ่งจะออกรายงานร่างสุดท้าย (final report) มาเมื่อ เม.ย.ปีนี้ ว่า แม้ทาง คณะกรรมการจะรู้สึกเห็นใจร้านค้าปลีกเล็กๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่าการมีการแข่งขันในตลาดเป็นสิ่งดี เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค ทำให้มีทางเลือกมากขึ้น จึงไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร
นั่นหมายความว่า กระแสของการค้า ที่เป็นธรรม มีผลต่อการทำธุรกิจค้าปลีก ให้ต้องปรับตัวหรือไม่ และเป็นไปใน ลักษณะใด
ดร.วิไลลักษ์เล่าต่อว่า แนวคิดเรื่องการค้าที่เป็นธรรม ไม่ได้มีเฉพาะในยุโรปเท่านั้น ในอเมริกาและแคนาดา แนวคิดการค้าที่เป็นธรรมจะอยู่ภายใต้ชื่อ Transfair U.S.A. และ Transfair Canada ในญี่ปุ่นเองก็มีการตื่นตัวเรื่อง “การค้าที่เป็นธรรม” มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถ้าพูดเรื่องตลาดของการค้าที่เป็นธรรมแล้ว อังกฤษเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ข้อมูลจากองค์กร Fairtrade Labelling Organizations International (FLO) กล่าวว่า ในปี 2549 ยอดขายสินค้าที่ต้องตามคอนเซ็ปต์การค้าที่เป็นธรรมทั่วโลก สูงถึง 1,600 ล้านยูโร หรือประมาณ 78,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ 41% โดยมีผู้ผลิต เกษตรกร และแรงงานทั่วโลก ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการมากถึง 1.4 ล้านคน โดยประเทศอังกฤษเป็นตลาดรองรับสินค้าตามคอนเซ็ปต์นี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม