ไทเกอร์ วูดส์ เป็นนักกีฬาที่รวยที่สุดจากการจัดอันดับของทุกสำนัก รวมทั้งการจัดอันดับนักกีฬาอเมริกันที่มีรายได้มากที่สุดในปี 2007 จากนักกีฬา 50 คน ของนิตยสารสปอร์ตส์ อิลลัสเตรเต็ดไทเกอร์มีรายได้เกือบ 128 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งแบ่งเป็น 22.9 ล้านดอลลาร์จากเงินรางวัล และ 105 ล้านดอลลาร์จากค่าโฆษณาและรายได้อื่นๆ แค่รับจากไนกี้เจ้าเดียวไทเกอร์ก็รวยไม่รู้เรื่องแล้ว
ไทเกอร์ซึ่งเพิ่งจะมีอายุเพียง 32 ปี มีรายได้เกือบ 800 ล้านดอลลาร์จากการเล่นกอล์ฟอาชีพ 13 ปี ตั้งแต่ปี 1996 และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นนักกีฬาคนแรกที่
มีรายได้ถึงหลัก 1,000 ล้านดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้
ไทเกอร์เป็นนักกีฬาชาวอเมริกันที่มีรายได้มากที่สุดตลอดทั้ง 5 ปีจากการจัดอันดับของสปอร์ตส์ อิลลัสเตรเต็ด
นักกีฬาชาวอเมริกันที่มีรายได้มากที่สุดรองจากไทเกอร์ใน Fortunate 50 เป็นนักกอล์ฟเช่นกัน คือ ฟิล มิคเคลสัน ซึ่งมีรายได้รวมในปีที่ผ่านมา 62.4 ล้านดอลลาร์
เลอบรอน เจมส์ นักบาสเกตบอลซูเปอร์สตาร์ของคลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ครองอันดับ 3 โดยมีรายได้ 40.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึง 28 ล้านดอลลาร์จากค่าโฆษณา
ในจำนวนนักกีฬา 50 […]

เห็นหัวข้อแล้ว ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ยังครับ ไม่ใช่บทความทางการเมือง เนื้อหายังคงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตลาดอยู่ เพียงแต่ว่าช่วงนี้หลายท่านมีข้อข้องใจ และเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับคำพูดท็อปฮิต Some loyalty ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร หมายความว่าอย่างไร
ในทางการตลาด ทุกๆ องค์กรต่างก็มีวัตถุประสงค์หลักที่ต้องการสร้างให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์สินค้าอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพราะความจงรักภักดีนี้เองจะสามารถส่งผลให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำ ยอดขายสูงขึ้นและองค์กรเติบโตได้ในที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม ความจงรักภักดีของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์นั้นมีหลายระดับด้วยกัน การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามรูปแบบของความจงรักภักดีจะทำให้นักการตลาดสามารถเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดได้อย่างเหมาะสม
ลูกค้าประเภทแรกคือ ลูกค้าที่มีความจงรักภักดีประเภท Hard-core loyals ซึ่งเป็นลูกค้าประจำที่ได้ซื้อแบรนด์หนึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและตั้งใจว่าจะซื้อต่อไปอีกในอนาคตไม่เปลี่ยนแปลง กลยุทธ์การตลาดสำหรับลูกค้าประเภทนี้ก็คือ การมุ่งสร้างสานความสัมพันธ์โดยอาศัย Customer Relationship Management (CRM) ดังเช่นการสมนาคุณลูกค้าสมาชิกบัตรทอง ในรูปแบบต่างๆ ที่ได้ใช้กันอยู่นั่นเอง
คราวนี้มาถึงลูกค้าที่มีความจงรักภักดีในระดับหนึ่ง คำถามคือว่า ระดับหนึ่ง นั้นคือ ระดับไหน ถ้ามีสเกลศูนย์ถึงสิบ ไม่ว่าท่านจะมีหนึ่งหรือไปจนเก้า ก็คงสามารถเรียกได้ว่า Some อยู่ดี ในทางการตลาด ลูกค้ากลุ่มนี้มีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น
Split loyals คือ กลุ่มลูกค้าจงรักภักดีอยู่กับแบรนด์สองสามแบรนด์และเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าสองสามแบรนด์นี้ไปพร้อมๆ กัน พูดง่ายๆ ว่าถ้าใครมีแฟนแล้วแอบไปมีกิ๊กอีกก็คือพวกที่มีความจงรักภักดีประเภทนี้ ดังนั้นการออกบัตรสมาชิกหรือการเสนอระบบการสะสมแต้มเพื่อจูงใจให้ลูกค้าต้องซื้อเพิ่มให้ได้สูงถึงระดับหนึ่งก็เป็นการกันไม่ให้ลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อแบรนด์อื่น ก็เป็นตัวอย่างของกลยุทธ์การตลาดสำหรับกลุ่มลูกค้านี้
Shifting loyals เป็นกลุ่มลูกค้ามีความจงรักภักดีที่ต่อแบรนด์ของเราแต่ได้เปลี่ยนใจไปใช้แบรนด์ของคู่แข่งขัน แล้วกลับมาใช้แบรนด์ของเราอีกครั้งหนึ่ง บางครั้งกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ […]

เสียงจาก ‘มายด์แชร์’ ถึงสื่อโฆษณารอบ 4 เดือนแรกของปี พบเฉพาะเดือนเมษายนเม็ดเงินโฆษณาเติบโตถึง 6% แต่เมื่อรวมทั้ง 4 เดือนเข้าด้วยกันยังคงหดตัวลงที่ 1% โดยโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ยังนำโด่งเป็นสื่อหลัก ส่วนสื่อนอกบ้าน นิวมีเดีย และเคเบิลทีวี ตีคู่เป็นสื่อดาวรุ่ง
เมื่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากขึ้นส่งผลให้สื่อโฆษณานอกบ้านขยายตัวตาม โดยเฉพาะสื่อเคลื่อนที่ซึ่งเติบโตเป็นบวกถึง 50% ส่วนสื่อในโรงภาพยนตร์ยังคงโตต่อเนื่องที่ 10%
ในส่วนของสื่อนอกบ้านนั้น มายด์แชร์ ชี้ว่า โครงการแอร์พอร์ตลิงค์ยังสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งคาดว่าจะเสร็จราวปลายปี 2553 หรือต้นปี 2554 จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้เกิดสื่อโฆษณาเพิ่มมากขึ้น โดยสถานีพญาไท ซึ่งถูกเลือกให้เป็นสถานีเชื่อมต่อจากบีทีเอสไปยังแอร์พอร์ตลิงค์จะทวีความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมผู้โดยสารที่จะใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ
ทั้งยังคาดการณ์ว่า นับจากนี้จะได้เห็นนวัตกรรมสื่อรูปแบบใหม่ที่แปลกตาในกลุ่มสื่อนอกบ้านมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เปิดตัวแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คือ โฆษณาเรือเหาะ ที่โดดเด่นและสร้างความสนใจจากผู้พบเห็นได้ชนิด 360 องศา เหมาะสำหรับใช้งานอีเวนท์ในร่ม หรือ คอนเสิร์ตได้อีกด้วย
ขณะที่สื่อในโรงภาพยนตร์ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากการขยายจำนวนโรงภาพยนตร์ โดยเจ้าตลาดอย่างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ซึ่งตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมเจอร์ ได้เปิดโรงภาพยนตร์ใหม่แล้ว 3 สาขา ทั้งในเขตเมืองและต่างจังหวัด ด้วยการผุดสาขาล่าสุด ที่เทสโก้โลตัส จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเมื่อ 25 เมษายน 2551
และในไตรมาส […]

วิจัยรอบนี้คลาสสิกมาก เพราะพาดิฉันบินไปถึงเวียนนา เมืองที่รวมเอาศิลปวัฒนธรรมไว้แบบสมบูรณ์พร้อมพรั่ง เราไปศึกษาถึงสภาวะตลาดเพื่อแสวงหาโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย (โดยเฉพาะในธุรกิจอัญมณีเครื่องประดับ)
ด้วยความช่วยเหลือของสำนักงานการค้า กรมส่งเสริมการส่งออกที่ออสเตรียทำให้เรามีโอกาสเข้าพบและสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และประธานสมาคมที่นั่น ได้แง่คิดในการทำการตลาดแบบคลาสสิกมาฝากกันด้วยค่ะ
ว่ากันว่าเพราะสถานการณ์โลกและเศรษฐกิจในปัจจุบันมันมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ทำให้ผู้คนไขว่คว้าหาความนิ่ง ชัวร์ ในแบบคลาสสิก ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตและกระบวนยุทธ์ทางการตลาด
ที่เวียนนาเราจะเห็นสภาพชีวิตแบบเรียบลื่น ไม่กระโดดโลดโผน อาคารบ้านเรือนสวยงามกลมกลืน ไม่ค่อยพบตึกสูงโด่เด่ให้ดูขัดหูขัดตา ในส่วนสินค้าจะพบว่า คนที่นั่นนิยมดีไซน์ที่เรียบง่าย (Simple) แต่แฝงความอ่อนหวานไว้ในตัว อย่างที่ฝ่ายการตลาดบริษัทดังในเวียนนาให้แง่คิดไว้ว่า ต้องผลิตสินค้าที่ชัดเจนในตัวเองและสามารถดึงความงามแบบ Art Deco เข้ามาเสริมความโรแมนติค อิทธิพลสไตล์ที่สำคัญมาจากการผสานความเข้มแข็งแบบเยอรมันเข้ากับความอ่อนโยนงดงามแบบอิตาลี
ในการนำเสนอความดูดีแบบคลาสสิก ผู้ประกอบการควรทำการบ้าน เลือกสรรสินค้าที่ต้องการนำออกวางขาย (Preliminary Selection) ไม่ควรโปะๆ เอาจำนวนมากเข้าไว้โดยนึกว่าจะทำให้คนซื้อรู้สึกว่ามีตัวเลือกหลากหลาย เพราะคนที่นั่นเขาไม่ชอบความวุ่นวายสับสน เหล่านี้ยังส่งผลต่อช่องทางการจัดจำหน่ายด้วยเช่นกัน จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการบอกว่าคนที่นั่นไม่มีวัฒนธรรมของการเดินห้าง เราจะพบเห็นร้านค้าย่อยๆ ตั้งอยู่ตามถนนสายสำคัญในเมือง แทนที่จะเป็นห้างร้านขนาดใหญ่ที่รวมเอาทุกอย่างไว้ในศูนย์ Chain Store ขนาดใหญ่พบเห็นอยู่ไม่มาก
ส่วนหนึ่งเพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความแตกต่าง โดยเฉพาะกับสินค้าแฟชั่น และมักรู้สึกว่าของที่ขายตาม Chain Store เป็นของโหล แบบนี้ทำให้โจทย์ของผู้ประกอบการที่ต้องการทำตลาดที่นู่นมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะแทนที่จะสามารถระบุตัวและมุ่งเข้าหาร้านขนาดใหญ่ กลับต้องหาช่องผู้ขายส่ง (Wholesaler) ที่มีเครือข่ายกระจายตัวสู่ผู้ขายปลีก (Retailer) อีกที สำหรับอุตสาหกรรมอัญมณีเครื่องประดับอาจพิจารณาอีกช่องทางที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นั่นคือ […]

ตราบใดที่ธุรกิจและชีวิตของทุกคนต้องเกี่ยวข้องและพึ่งพาน้ำมัน โดยเฉพาะเราเป็นผู้ใช้ไม่ใช่ผู้ผลิต และที่สำคัญกว่านั้น เราต้องเป็นผู้ถูกเล่นในเกมของการปั่นราคา ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งบ่นหรือตกใจ ในขณะที่น้ำมันแพง ส่งผลให้ต้นทุนแทบทุกอย่างในการทำธุรกิจพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์ตรงนี้จะบ่งบอกศักยภาพขององค์กรทุกขนาดทุกระดับ ว่าจะ “รับมือ” โดยใช้กลยุทธ์และการบริหารรูปแบบใด?
กลยุทธ์ที่ปราศจากกลยุทธ์ และเป็นกลยุทธ์ที่สร้างผลเสียมากกว่าผลดี แต่เป็นที่นิยมใช้เพราะไม่ต้องคิดอะไรมาก ที่สำคัญอ้างเหตุผลน้ำมันแพงและต้นทุนสูงขึ้นได้เต็มที่ก็คือ
ประเภทแรก ขึ้นราคาสินค้า เพราะสามารถอ้างได้อย่างเต็มที่ (โดยไม่ต้องใช้หัวคิดหาวิธีพลิกเกมให้ดีกว่านี้) ก็คือ น้ำมันแพง ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น เลยต้องขึ้นราคาเพื่อผลักภาระและเวรกรรมไปสู่ลูกค้าที่เคราะห์ร้ายวันยังค่ำ (แล้วตอนที่น้ำมันยังไม่แพง บริษัทมีกำไรมากๆ…ทำไมกอบโกยเข้าบริษัทซะเต็มคราบล่ะครับ!?)
ประเภทที่สอง ไม่ขึ้นราคาสินค้า แต่ลดขนาดลง กลยุทธ์นี้ยังถือว่าพอรับได้ ไม่เพิ่มภาระในการเพิ่มราคา ถึงแม้ลูกค้าจะได้ประโยชน์ลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังมองได้ว่า ไม่ฉกฉวยโอกาสจนเกินไป!
มีธุรกิจและองค์กรจำนวนน้อยมากที่จะรู้จัก “พลิกเกม สร้างโอกาส สร้างสัมพันธ์และผูกพันทางใจ” กับสถานการณ์ปัจจุบันที่ ลูกค้ามีภาระเพิ่มขึ้น และ “ใช้ กลยุทธ์ที่แท้จริง” เช่น
1. “เพิ่ม” ประโยชน์ “ลด” ภาระ ให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักรายใหญ่ และ ลูกค้าขาประจำ (ที่ไม่ใช่รายใหญ่) โดยให้ลูกค้าจ่ายในราคาที่ต่ำลง แต่ได้มูลค่าและประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกค้าหลักรายใหญ่และลูกค้าขาประจำที่ไม่ใช่รายใหญ่ ลดการซื้อ หรือ เปลี่ยนไปซื้อกับที่อื่นในราคาที่ถูกกว่าแล้ว
ท่านจะสร้าง “ความรู้สึกที่ดี ที่ส่งผลไปถึงความผูกพัน” […]

ทุกข์ของประชาชน คนทำงาน ไล่เรียงไปถึงองค์กร ถึงระดับประเทศ รวมถึงระดับโลกนู่น คงไม่หนีวิกฤตที่ข้าวยากหมากแพง น้ำมันราคากระฉูด โลกป่วยด้วยอาการตัวร้อน ปัญหาซ้ำๆ ซ้อนๆ โยงใยขมวดเป็นปม เป็นกระจุก จำต้องหาวิธีแก้เชิงรุก แค่จัดกระบวนการทัพแบบรอรับ รอแก้อย่างเดียว …ไม่น่าจะรอดปลอดภัยในยุคนี้
สัปดาห์นี้ขออนุญาตคุยเรื่องธุรกิจหนึ่งซึ่งถูกกระทบกระเทือนอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของโลก คือ ธุรกิจสายการบิน และศึกษาวิธีแก้ปัญหาเชิงบุก แก้แบบรุก เขาทำอย่างไร
อุตสาหกรรมการบินถูกกระหน่ำด้วยสองปัจจัยหลักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยที่โยงใยกับกระบวนการก่อการร้าย ตลอดจนราคาต้นทุนที่ยั้งไม่อยู่ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ทำให้ผู้บริหารแต่ละสายการบินนั่งกุมขมับ จับต้นชนปลายไม่ติด คิดไม่ออก บอกไม่ถูกเหมือนกันหมด … อ้อ! เหมือนกัน “เกือบ” หมดค่ะ
เพราะจริงๆ แล้วธุรกิจนี้ ก็เหมือนกับทุกวงการ คือแม้บริษัทส่วนใหญ่จะซวนเซ หรือล้มระเนระนาด ก็จะมีองค์กรที่โดดเด่นเป็นสง่า ท้าคลื่นลม เป็นที่ชื่นชม เป็นต้นแบบให้เรียนรู้ หรือเป็น Best Practice นั่นเอง
ในอุตสาหกรรมสายการบิน โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และที่สำคัญสำเร็จอย่างต่อเนื่อง คือ สายการบิน Southwest ที่ท่านผู้อ่านอาจคุ้นเคยกับชื่อเสียง เพราะ Southwest ไม่ใช่เป็นเพียง […]

การเลือกตั้งครั้งนี้ของอเมริกาก่อเกิดสินค้า การสร้างแบรนด์ รวมถึงขั้นตอนแปลกประหลาด ในการสรรค์สร้างวิธีการเชียร์คนที่รักกันสนุกสนานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยปรากฏการณ์ Viral marketing เพราะในกระแสแห่งโลกไวรัล อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อคนกลุ่มหนึ่งรีบพลิกโอกาสให้เป็นเงิน
แบรนด์ โอบามา กลายเป็นธุรกิจไลฟ์สไตล์ ที่สวมใส่ได้ไปซะแล้ว เมื่อ มิวสิควิดีโอสุดเซ็กซี่ I Got a Crush on Obama ที่มือโพสต์ใช้ชื่อว่า Obama girl ได้กลายเป็นกระบวนการทางการตลาดชั้นเยี่ยม
จนทำให้ปี 2007 ที่ผ่านมา โอบามา เกิร์ล ได้กลายเป็นเป็น Top 10 Influential Women of 2007 อีกทั้งได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งเข้าในแคมเปญหาเสียงของโอบามา อย่างไม่คาดฝัน ด้วยเนื้อเพลง
“You seemed to float onto the floor/Democratic convention 2004/I never wanted anybody more/than I […]

Popular Posts