ตราบใดที่ธุรกิจและชีวิตของทุกคนต้องเกี่ยวข้องและพึ่งพาน้ำมัน โดยเฉพาะเราเป็นผู้ใช้ไม่ใช่ผู้ผลิต และที่สำคัญกว่านั้น เราต้องเป็นผู้ถูกเล่นในเกมของการปั่นราคา ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งบ่นหรือตกใจ ในขณะที่น้ำมันแพง ส่งผลให้ต้นทุนแทบทุกอย่างในการทำธุรกิจพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์ตรงนี้จะบ่งบอกศักยภาพขององค์กรทุกขนาดทุกระดับ ว่าจะ “รับมือ” โดยใช้กลยุทธ์และการบริหารรูปแบบใด?
กลยุทธ์ที่ปราศจากกลยุทธ์ และเป็นกลยุทธ์ที่สร้างผลเสียมากกว่าผลดี แต่เป็นที่นิยมใช้เพราะไม่ต้องคิดอะไรมาก ที่สำคัญอ้างเหตุผลน้ำมันแพงและต้นทุนสูงขึ้นได้เต็มที่ก็คือ
ประเภทแรก ขึ้นราคาสินค้า เพราะสามารถอ้างได้อย่างเต็มที่ (โดยไม่ต้องใช้หัวคิดหาวิธีพลิกเกมให้ดีกว่านี้) ก็คือ น้ำมันแพง ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น เลยต้องขึ้นราคาเพื่อผลักภาระและเวรกรรมไปสู่ลูกค้าที่เคราะห์ร้ายวันยังค่ำ (แล้วตอนที่น้ำมันยังไม่แพง บริษัทมีกำไรมากๆ…ทำไมกอบโกยเข้าบริษัทซะเต็มคราบล่ะครับ!?)
ประเภทที่สอง ไม่ขึ้นราคาสินค้า แต่ลดขนาดลง กลยุทธ์นี้ยังถือว่าพอรับได้ ไม่เพิ่มภาระในการเพิ่มราคา ถึงแม้ลูกค้าจะได้ประโยชน์ลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังมองได้ว่า ไม่ฉกฉวยโอกาสจนเกินไป!
มีธุรกิจและองค์กรจำนวนน้อยมากที่จะรู้จัก “พลิกเกม สร้างโอกาส สร้างสัมพันธ์และผูกพันทางใจ” กับสถานการณ์ปัจจุบันที่ ลูกค้ามีภาระเพิ่มขึ้น และ “ใช้ กลยุทธ์ที่แท้จริง” เช่น
1. “เพิ่ม” ประโยชน์ “ลด” ภาระ ให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักรายใหญ่ และ ลูกค้าขาประจำ (ที่ไม่ใช่รายใหญ่) โดยให้ลูกค้าจ่ายในราคาที่ต่ำลง แต่ได้มูลค่าและประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกค้าหลักรายใหญ่และลูกค้าขาประจำที่ไม่ใช่รายใหญ่ ลดการซื้อ หรือ เปลี่ยนไปซื้อกับที่อื่นในราคาที่ถูกกว่าแล้ว
ท่านจะสร้าง “ความรู้สึกที่ดี ที่ส่งผลไปถึงความผูกพัน” จากลูกค้าทั้งสองประเภทได้ทั้งภาพลักษณ์ที่นอกจากจะไม่ฉกฉวยโอกาสขึ้นราคา แต่กลับสร้างโอกาสให้สิ่งดีๆ ที่ลูกค้า “อยากได้มากที่สุดในภาวะปัจจุบัน”
2. “เพิ่มคุณค่าที่มากกว่า” ใน “ราคาที่น่าดึงดูด” ให้กับ กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ในขณะที่ สินค้า-บริการของคู่แข่ง ต่างก็ปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าเท่าเดิมหรือลดลงไปจากเดิมท่านย่อมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะราคาของท่านต่ำกว่าแต่สินค้า-บริการของท่านมีมูลค่าเท่ากันหรือมากกว่า
3. “บอกผ่านสื่อดังๆ” ให้กลุ่มเป้าหมายของท่านได้ยินว่านโยบายหลักของท่าน จะทำอยู่ 2 เรื่องหลักเพื่อสร้าง
ภาพลักษณ์ (จากใจจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่การสร้างภาพหลอกๆ) ก็คือ “ลดภาระ” กับ “เพิ่มคุณค่าและประโยชน์” ให้กับลูกค้าของท่าน…ไม่ว่าต้นทุนจะสูงขึ้นไปตามราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ท่านจะทำทั้ง 2 อย่างให้มากที่สุดและยาวนานที่สุด
อย่าคิดว่าแนวทางทั้งหมดนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าท่านคิดแบบนั้นต้องขออนุญาตบอกว่า ท่านกำลังคิดโดยปราศจากความคิด และคิดแบบองค์กรธรรมดาที่คิดอะไรไม่ออกก็ขึ้นราคาไว้ก่อน
ถ้าท่านไปทบทวนและลด “ค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยจำเป็น” รวมทั้งปรับรูปแบบการบริหารของท่านให้กระชับ แต่มีประสิทธิภาพ ท่านจะได้ งบประมาณ ตรงส่วนนี้เพื่อมาทำกลยุทธ์ทั้ง 3 แนวทางนี้ให้เกิดขึ้นได้ โดยที่น้ำมันแพงและต้นทุนที่สูงขึ้นจะแทบไม่ส่งผลกับท่านเลย
เพราะฉะนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่น้ำมันจะแพงขึ้นอีกเท่าไหร่ ต้นทุนของท่านจะเป็นอย่างไร แต่อยู่ที่ วิธีพลิกเกมว่าท่าน “กล้าที่จะคิด และ คิดเป็น” หรือไม่มากกว่า
ธีรพล แซ่ตั้ง
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม