เสียงจาก ‘มายด์แชร์’ ถึงสื่อโฆษณารอบ 4 เดือนแรกของปี พบเฉพาะเดือนเมษายนเม็ดเงินโฆษณาเติบโตถึง 6% แต่เมื่อรวมทั้ง 4 เดือนเข้าด้วยกันยังคงหดตัวลงที่ 1% โดยโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ยังนำโด่งเป็นสื่อหลัก ส่วนสื่อนอกบ้าน นิวมีเดีย และเคเบิลทีวี ตีคู่เป็นสื่อดาวรุ่ง
เมื่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากขึ้นส่งผลให้สื่อโฆษณานอกบ้านขยายตัวตาม โดยเฉพาะสื่อเคลื่อนที่ซึ่งเติบโตเป็นบวกถึง 50% ส่วนสื่อในโรงภาพยนตร์ยังคงโตต่อเนื่องที่ 10%
ในส่วนของสื่อนอกบ้านนั้น มายด์แชร์ ชี้ว่า โครงการแอร์พอร์ตลิงค์ยังสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งคาดว่าจะเสร็จราวปลายปี 2553 หรือต้นปี 2554 จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้เกิดสื่อโฆษณาเพิ่มมากขึ้น โดยสถานีพญาไท ซึ่งถูกเลือกให้เป็นสถานีเชื่อมต่อจากบีทีเอสไปยังแอร์พอร์ตลิงค์จะทวีความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมผู้โดยสารที่จะใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ
ทั้งยังคาดการณ์ว่า นับจากนี้จะได้เห็นนวัตกรรมสื่อรูปแบบใหม่ที่แปลกตาในกลุ่มสื่อนอกบ้านมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เปิดตัวแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คือ โฆษณาเรือเหาะ ที่โดดเด่นและสร้างความสนใจจากผู้พบเห็นได้ชนิด 360 องศา เหมาะสำหรับใช้งานอีเวนท์ในร่ม หรือ คอนเสิร์ตได้อีกด้วย
ขณะที่สื่อในโรงภาพยนตร์ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากการขยายจำนวนโรงภาพยนตร์ โดยเจ้าตลาดอย่างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ซึ่งตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมเจอร์ ได้เปิดโรงภาพยนตร์ใหม่แล้ว 3 สาขา ทั้งในเขตเมืองและต่างจังหวัด ด้วยการผุดสาขาล่าสุด ที่เทสโก้โลตัส จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเมื่อ 25 เมษายน 2551
และในไตรมาส 3 ของปีนี้ เมเจอร์ เตรียมแผนเปิดเพิ่มอีก 6 สาขา ได้แก่ โลตัส พระราม 4, โลตัส ศรีนครินทร์, โลตัส นวนคร, โลตัส ราชบุรี, บิ๊กซี ธัญบุรี และ บิ๊กซี นวนคร
ส่วนสื่อออนไลน์นั้น ยังเป็นอีกสื่อดาวรุ่งที่แรงดีไม่มีตก จากการเปิดเผยของ ศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น ในเครือมายด์แชร์ เกี่ยวกับเทรนด์โลกว่า ดิจิทัลกำลังยกระดับขึ้นมาเป็นกระแสหลักของวงการโฆษณา
โดยสำหรับเมืองไทยนั้น ช่องทางที่เข้าถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเมืองไทยอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ เอ็มเอสเอ็น แมสเซนเจอร์ เนื่องจากปัจจุบันมีคนไทยใช้บริการนี้อยู่ที่ 3.8 ล้านคน (ยูสเซอร์ล็อกอิน) โดยเฉลี่ยที่ 2.64 ล้านคนต่อวัน
ด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลสามารถช่วยนักการตลาดวัดผลการสื่อสารได้แม่นยำยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการวางแผนสื่อสารได้ตรงกลุ่ม ถูกที่ ถูกเวลา ได้ด้วย
การตลาดผ่านอีเมล์ เป็นหนึ่งในเครื่องมือของนักการตลาดยุคใหม่ โดย ศิวัตร มองว่า ข้อดีของการใช้อีเมล์มาร์เก็ตติ้ง คือ เป็นตัวกลางสื่อสารซึ่งใกล้ชิดและเป็นมิตรต่อผู้บริโภค เนื่องจากสามารถเจาะจงได้เลยว่าต้องการพูดคุยสื่อสารกับใคร โดยข้อความที่ส่งไปจะตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นแทนการสื่อสารแบบหว่านซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อแบรนด์ด้วยข้อหารบกวน ขณะที่ส่วนของข้อดีนั้น วิธีนี้จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสื่อใหม่นั่นคือ เคเบิลทีวี หรือ ทีวีดาวเทียม ซึ่งถือว่าเป็นสื่อที่ควรต้องจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ ด้วยปัจจุบันมีเคเบิลโอเปอเรเตอร์ท้องถิ่นอยู่ราว 500 ราย ครอบคลุมการให้บริการกับสมาชิก ประมาณการตัวเลขเมื่อสิ้นปี 2550 อยู่ที่ 2.5 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนคนราว 10 ล้านคนทั่วประเทศ
สำหรับผู้ผลิตคอนเทนท์รายใหญ่ของเคเบิลทีวีในปัจจุบัน ข้อมูลจากมายด์แชร์ เผยว่ามีอยู่ 5 รายด้วยกัน ได้แก่ ไลฟ์ ทีวี, เอเอสทีวี, มีเดีย คอม, เน็กซ์สเต็ป และเอ็มวีทีวี
ทั้งนี้ในจำนวนสถานี 30-80 ช่องที่มีให้บริการอยู่ในปัจจุบัน มายด์แชร์แบ่งประเภทออกเป็น 6 ประเภทด้วยกัน หนึ่งคือ ช่องฟรีทีวีพื้นฐาน ได้แก่ 3, 5, 7, 9, 11 และ ไทยพีบีเอส
สองเป็นฟรีทีวีที่ออกอากาศผ่านดาวเทียม เช่น เนชั่น แชนแนล, เอ็มวี ทีวี, เอเอสทีวี, เอบีทีวี ส่วนประเภทที่สามได้แก่สถานีซึ่งต้องจ่ายเงินให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศ อาทิ ไลฟ์, สไมล์ และ ซัน มูฟวี่
รูปแบบที่สี่ เป็นสถานีที่ต้องจ่ายเงินให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์นอกประเทศ เช่น ดิสนีย์ แชนแนล, เคลสเชียล, โซน เรียลิตี้ และ บูมเมอร์แรง
แบบที่ห้า สถานีซึ่งผลิตโดยโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการเคเบิลทีวี อาทิ ข่าวท้องถิ่น สุดท้ายคือสถานีเพื่อบริการสาธารณะ หรือ ชุมชนท้องถิ่น
มายด์แชร์ ยังเชื่อด้วยว่า จากอานิสงส์ของการเปิดโอกาสให้ธุรกิจทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี มีโฆษณาได้จะผลักดันการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมนี้ราว 50-100% ต่อปี
โดยลูกค้าได้เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการสื่อสารโฆษณาผ่านสื่ออย่างเคเบิลทีวีและ ทีวีดาวเทียมแล้ว เช่น เทสโก้โลตัส, ซัมซุง, โซนี่, พานาโซนิค, แคทเทเลคอม, คาเธ่ย์ แปซิฟิค, แอร์เอเชีย, สิงคโปร์แอร์ไลน์, ยาสีฟันดาร์ลี่, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ เอไอเอ เป็นต้น
ทั้งนี้ ในส่วนของแบรนด์ผู้โฆษณา 5 อันดับแรกซึ่งใช้เงินสูงสุดสำหรับ 4 เดือนแรก ปี 2551 ที่ใช้มากที่สุด คือเครื่องดื่มเอ็ม ใช้เงิน 312.7 ล้านบาท ตามด้วย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว พอนด์ส ใช้เงิน 299.1 ล้านบาท อันดับสามเป็นรถยนต์นั่งโตโยต้า ใช้เงิน 213.2 ล้านบาท อันดับที่สี่เป็นของรถกระบะโตโยต้า ใช้เงิน 212.9 ล้านบาท ปิดท้ายด้วยไทยประกันชีวิต ใช้เงิน 160.1 ล้านบาท
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม