ในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คำว่า “อุปถัมภ์” ดูจะมีอาถรรพ์เพราะมันสร้างความวุ่นวาย จนถึงกับทำให้รัฐมนตรีคนหนึ่งต้องลาออก ดังเป็นที่ทราบกันดี อดีตรัฐมนตรีผู้นั้น ไม่ได้นำคำว่าอุปถัมภ์มาใช้โดยตรง เพราะปาฐกถาของเขาเป็นภาษาอังกฤษ หากใช้หลายคำที่แปลเป็นไทยว่าอุปถัมภ์ เช่น patronage และ patronize จริงอยู่ในวันนั้นการใช้คำว่า patronize ของเขาผิดพลาด เนื่องจากเขาคงขาดความแตกฉานทางด้านภาษาและความเข้าในสังคมฝรั่งอย่างลึกซึ้ง แต่บทความนี้ จะไม่วิจารณ์การใช้ภาษาและเนื้อหา หลายส่วนของปาฐกถานั้น เพราะได้มีการวิจารณ์กันมากแล้วโดยเฉพาะในด้านที่ เกี่ยวกับการลบหลู่สถาบันเบื้องสูง แต่จะเสนอเรื่องราวของคำว่า อุปถัมภ์ นอกจากในด้านการเมือง ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องของปาฐกถาของอดีตรัฐมนตรีผู้นั้นแล้ว คำนี้มีการใช้กันในด้านศิลปะ การค้า กีฬา ศาสนาและการกุศล
ในด้านศิลปะ ย้อนไปในสมัยก่อนศิลปินหากินยากกว่าในสมัยนี้ พวกเขาจึงต้องมี ผู้อุปถัมภ์ (patrons) ซึ่งมักเป็นเจ้าเมือง ขุนนาง และผู้มีฐานะดี การอุปถัมภ์มีอยู่ทั้งในสังคมไทยและในสังคมอื่น ตัวอย่างที่ คนไทยโดยทั่วไปคงรู้กันดีได้แก่ เรื่องของกวีเอกสุนทรภู่ ซึ่งได้อยู่ในความอุปถัมภ์ ของเจ้านายหลายพระองค์ โดยเฉพาะของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หลังพระองค์เสด็จสวรรคต สุนทรภู่ต้อง ตกระกำลำบากและได้พรรณนาไว้ในนิราศภูเขาทองว่า
ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด
ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
สังคมตะวันตกก็มีการอุปถัมภ์ศิลปินอย่างกว้างขวาง ศิลปินผู้โด่งดังเช่น ไมเคิล แอนเจโล และโมซาร์ต ล้วนมี ผู้อุปถัมภ์ทั้งสิ้น
ในด้านการค้า ผู้อุปถัมภ์ได้แก่ผู้บริโภค ที่สนับสนุนร้านค้าบางแห่งเป็นประจำ ทั้งที่เขาอาจซื้อหาของอย่างเดียวกันได้ในราคาถูกกว่าจากแหล่งอื่น และสมาชิกในสหกรณ์ที่ซื้อของจากร้านสหกรณ์ของตน เงินปันผลที่สมาชิกสหกรณ์นั้นได้รับเรียกว่า patronage refund
ในด้านกีฬา ผู้อุปถัมภ์ได้แก่ผู้เข้าชมการแข่งขัน นอกจากนั้นคำนี้ยังใช้โดยเฉพาะกับผู้ก่อตั้งชุดกีฬาโปโล และผู้ที่เข้าไปดูการแข่งกอล์ฟอันโด่งดังชื่อ The Masters อีกด้วย
ในด้านศาสนา ผู้สร้างโบสถ์และมอบสิ่งของให้แก่คริสต์ศาสนาเรียกว่า ผู้อุปถัมภ์ ซึ่งมีทั้งสิทธิและหน้าที่ตามทางศาสนากำหนด นอกจากนั้นสิทธิและหน้าที่เหล่านั้นอาจตกอยู่ใต้กฎหมายบ้านเมือง เนื่องจาก มีเรื่องสินทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับ ในเมืองไทยโดยทั่วไป เยาวชนที่จะเข้าเป็นเด็กวัดต้องมีพระองค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้รับอุปถัมภ์
ในด้านการกุศล องค์กรเพื่อการกุศลและองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งแสวงหากำไร เช่น โรงเรียน มักต้องการผู้อุปถัมภ์ ซึ่งอาจเป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งและผู้ที่มี เครือข่ายกว้างขวางและสถานะสูงในสังคม ผู้อุปถัมภ์อาจบริจาคเงินและเวลาให้แก่องค์กรที่อยู่ในความอุปถัมภ์ตามความเหมาะสม
สำหรับในด้านการเมือง ซึ่งเป็นต้นเรื่องของความวุ่นวายจนทำให้รัฐมนตรีต้อง ลาออกนั้น ระบบอุปถัมภ์มีขอบเขตกว้างมาก พร้อมกับมีประวัติยาวนานนับพันปีและ ยากที่จะแยกออกจากด้านสังคมได้ อดีตรัฐมนตรีผู้นั้นจึงไม่ได้แยกสองด้านนี้ ออกจากกันในการแสดงปาฐกถาของเขา คงเป็นที่ประจักษ์เป็นอย่างดีแล้วว่า สังคมไทยมีเครือข่ายของการอุปถัมภ์แทรกซึมอยู่ทั่วทุกหัวระแหงจากสมัยโบราณมาจนถึงยุคปัจจุบัน เครือข่ายนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย มาเป็นเวลาช้านาน แต่ในปัจจุบันอดีตรัฐมนตรีผู้นั้นกลับกล่าวหาว่ามันเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาอาจจะถูก ในบางแง่ แต่ในบริบทที่เขาพูดนั้นไม่ถูก
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าระบบประชาธิปไตยมีประวัติย้อนไปถึงในสมัยโรมัน ซึ่งรุ่งเรืองสูงสุดเมื่อประมาณสองพันปีมาแล้ว ก่อนจะเป็นอาณาจักรที่ปกครองด้วยเผด็จการตามแนว สมบูรณาญาสิทธิราชย์ผ่านองค์จักรพรรดิ อาณาจักรนั้นปกครองแบบสาธารณรัฐ ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมผ่านสภาในระดับมณฑลและในระดับประเทศ ในยุคนั้นสาธารณรัฐโรมันมีคนหลายชนชั้นและมีเครือข่ายของการอุปถัมภ์กว้างขวาง ซึ่งดูแล้วไม่ต่างกับในเมืองไทยในสมัยนี้ หลังเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เพราะระบบสาธารณรัฐก่อให้เกิดความแตกแยก ร้ายแรงและการแย่งชิงอำนาจกันของชนชั้นปกครอง อาณาจักรโรมันไม่ได้เริ่ม เสื่อมลงทันที หากได้ขยายออกไปอีก ส่วนเครือข่ายของระบบอุปถัมภ์ยังคงอยู่และมีผู้มองว่า เป็นต้นตอของปัญหา ที่นำไปสู่ความเสื่อมของอาณาจักรในที่สุด การมองเช่นนี้มีอยู่ในหนังสือชื่อ Are We Rome ? ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือพิมพ์นี้ฉบับประจำวันที่ 31 มีนาคม-9 เมษายน ที่ผ่านมา
ปัจจัยที่ทำให้ระบบอุปถัมภ์ของชาวโรมันกลายเป็นตัวทำลายสังคมของเขา ได้แก่ เงิน นั่นคือชาวโรมันใช้สถานะในเครือข่ายของระบบอุปถัมภ์เพื่อแสวงหาเงินแทนการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พวกเขาใช้เครือข่ายเพื่อการซื้อขายตำแหน่งต่างๆ อย่าง กว้างขวาง ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นมองว่าสหรัฐอเมริกากำลังจะฆ่าระบบประชาธิปไตยและความรุ่งเรืองของตัวเองเช่นเดียวกับชาวโรมัน เพราะเงินเข้ามา มีบทบาทสำคัญในวงการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การบริจาคให้พรรคและนักการเมืองเพื่อหวังตำแหน่งทางการทูต พนักงานทางการเมืองและรัฐมนตรี และเพื่อหวังจะเปลี่ยนนโยบายให้เอื้อประโยชน์แก่ตน
นอกจากนั้นยังมีการจ้างบริษัทวิ่งเต้นซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในวงการเมืองให้ดูแลผลประโยชน์ การรับงานของรัฐโดยปราศจากการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและการแปรรูปงานของรัฐไปให้เอกชนทำอีกด้วย อันที่จริงระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองไม่ใช่ของใหม่ในสหรัฐ ซึ่งก่อนที่จะมีการก่อตั้งระบบ พนักงานประจำเมื่อปี 2426 นักการเมือง ที่ชนะการเลือกตั้งมีสิทธิ์แต่งตั้งพนักงานของรัฐใหม่ตามใจชอบ ตามระบบที่มีชื่อเรียกว่า Spoil System เนื่องจากระบบนั้นสร้างปัญหาหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลกลางจึงก่อตั้งระบบพนักงาน ประจำขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ชนะการเลือกตั้งยังมีสิทธิ์แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ มากมาย เช่นเดียวกับนักการเมืองใน ประเทศอื่นๆ
จากประวัติการพัฒนาระบบประชาธิปไตยในยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบของการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย และเรื่องราวของชาวโรมันและสังคมอเมริกันผู้ใช้ระบบสาธารณรัฐ ระบบอุปถัมภ์ในสังคมที่มีกษัตริย์เป็นประมุขไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างแน่นอน และระบบสาธารณรัฐอาจไม่พัฒนาประชาธิปไตย ให้เป็นไปตามอุดมการณ์ได้ในทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้เงินเป็นตัวขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ในทางสังคมและการเมือง
ตอนนี้ในเมืองไทยมีการซื้อขายสถานะในเครือข่ายอุปถัมภ์เช่นเดียวกับในสมัยโรมันตอนเริ่มเสื่อมหลายอย่าง มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและในระบบราชการซึ่งถูกแทรกแซงจากนักการเมือง มีการให้ค่าตอบแทนแก่เครือข่ายในท้องถิ่นของผู้กว้างขวางเพื่อหวังคะแนนเสียงเลือกตั้งผ่านการซื้อเสียงประชาชนและการใช้อิทธิพลของผู้กว้างขวาง มีการใช้เครือข่ายเพื่อหวังเปลี่ยนนโยบายให้เอื้อประโยชน์และรับงานในโครงการของรัฐแบบ ขาดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ใส่ใจปฏิบัติตามกติกาของประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด มีการ หว่านเงินของรัฐตามแนวประชานิยม เพื่อหวังสร้างคะแนนเสียงให้พรรค และนักการเมือง และมีนักการเมืองที่มีความฉ้อฉลและผลประโยชน์ทับซ้อน จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์แบบพึ่งพากันซึ่งวิวัฒน์มากับสังคมไทยตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง และสุนทรภู่ได้อ้างถึงไว้ในนิราศอันโด่งดังบทนั้น
คอลัมน์ ระดมสมอง
โดย ไสว บุญมา sboonma@msn.com
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม