![]() |
สิ้นคำประกาศความพ่ายแพ้ของ นางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน คู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุด
นั่นคือ จุดเริ่มของการต่อสู้อย่างเป็นทางการ ของบารัก โอบามา นักการเมืองเดโมแครต ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง และการเปลี่ยนแปลง ที่อเมริกันซึ่งจมปลักกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง และการเมืองระหว่างประเทศ มาตลอดระยะเวลา 8 ปี ภายใต้ปีกอำนาจของพรรครีพับลิกัน
โอบามาวุฒิสมาชิกอเมริกัน แอฟริกัน วัย 46 ปี กลายเป็นคลื่นการเมืองใหม่ มาแรง เมื่อเขาฝ่าแรงกดดัน และแรงเสียดบนถนนการเมือง คว้าชัยชนะมาจากนางคลินตัน เป็นตัวเก็งคนสำคัญมาได้สำเร็จ ด้วยนโยบายหาเสียงที่เน้นไปที่ “การเปลี่ยนแปลง” และ “เอกภาพ”
เส้นทางไปสู่บัลลังก์ทำเนียบขาวของโอบามาจะเป็นจริงได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันไปอีกอย่างน้อย 5 เดือนนับจากนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่โอบามาได้ทำให้กับการเมืองของอเมริกาก็คือ
ความสำเร็จในการเป็นตัวแทน “ผิวสี” คนแรกของพรรคเดโมแครต โดยยังไม่ต้องนึกไกลไปถึงเดือนพฤศจิกายนว่าเขาจะสามารถคว้าชัยเป็นประธานาธิบดีผิวสีที่มาจาก การเลือกตั้งคนแรกของอเมริกาได้หรือไม่
มองผ่านฉากการเมืองในปัจจุบันไปสู่ภาพอดีต นับจากสิ้นสุดสงครามการเมือง ทาสผิวดำจากกาฬทวีป ต้องฝ่าฟันกับปัญหาต่างๆ ที่คนผิวสีอย่างพวกเขาเผชิญมานานนับเป็นสิบๆ ปี ไปอย่างช้าๆ และต้องการแก้ไขกฎหมายหลายครั้งหลายครา กว่าจะมีฐานะและได้รับการคุ้มครองเทียบเท่ากับชาวอเมริกัน
จากปี 2408 ชาวแอฟริกันที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินอเมริกา สามารถปลดแอกจากความเป็นทาสได้ หากเขาไม่สมัครใจที่จะทำ ซึ่งในช่วงเวลานั้น แม้กฎหมายจะเปิดทาง แต่ทาสผิวสีที่ได้รับอิสรภาพยังคงต้องทำงานอยู่ในไร่เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด
พ้นจากยุคทาส ยกฐานะสู่พลเมืองอเมริกัน ชาวผิวสีที่เกิดในอเมริกาจะได้รับสิทธิการเป็นพลเมืองตามกฎหมาย จากนั้นในปี 2413 ชายชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป มีสิทธิที่จะออกเสียงเลือกตั้ง พัฒนาการที่ก้าวหน้าที่สุดของคนผิวสี
ในยุคนั้น คือ คนผิวสีอย่างพวกเขาสามารถลงเลือกตั้งและเป็นตัวแทนในท้องถิ่น หรือระดับรัฐ ที่พวกเขาตั้งรกรากอยู่
แต่หลังจากที่กองทัพเคลื่อนกำลังกลับไปจากถิ่นใต้ ชาวอเมริกันผิวสีก็เผชิญอุปสรรคในรูปแบบต่างๆ โดยนับจากปี 2423-2508 ชาวอมริกันแอฟริกัน ไม่สามารถใช้สิทธิได้อย่างเสรี บางช่วงเวลาพวกเขาต้องจ่ายเงินอย่างน้อยๆ 1 ดอลลาร์ หากต้องการใช้สิทธิ การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป ระหว่างชาวอเมริกันผิวขาว และคนผิวสี นอกจากต้องจ่ายเพื่อแลกกับสิทธิในการออกเสียงแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญพฤติกรรมกีดกันในรูปของการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษด้วย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่ออดีตประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ลงนามในกฎหมายสิทธิในการออกเสียง (Voter”s Rights Act) การเรียกเก็บเงิน และการสอบทักษะทางภาษา กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ในช่วงเวลานั้น ประธานาธิบดีจอห์นสันเรียกการลงนามในกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า เป็นการลงนามใน “หมายจับตาย” สำหรับพรรคเดโมแครต ในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ จนเมื่อเวลาผ่านไป ปี 2523 คำกล่าวของเขาก็กลายเป็นความจริง
ปีดังกล่าวเป็นจุดเริ่มของผู้มีสิทธิออกเสียงกลุ่มใหม่ ที่เรียกตัวเองว่า “พวกเรแกน เดโมแครต” ซึ่งเป็นกลุ่มของชายชาวอเมริกันผิวขาว ที่หวังว่าพวกเขาจะได้อำนาจกลับคืนมา หลังจากที่สูญเสียไป ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเรือน คนกลุ่มนี้โหวตให้กับคนของรีพับลิกัน
จากอดีต สู่ปัจจุบัน การเมืองอเมริกาเริ่มเข้าสู่ตำนานบทใหม่ บารัก โอบามา กำลังเป็นความหวังของคนผิวสีอีกครั้ง และอย่างเต็มเปี่ยมเกินกว่าการเลือกตั้งในทุกครั้งที่ผ่านมา เขากำลังจะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตอย่างสมบูรณ์แบบและเป็นทางการในเดือนสิงหาคม เป็นชาวอเมริกันแอฟริกันที่มาไกลกว่าที่นักการเมืองผิวสีทุกคนเคยทำได้
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตามมาโดยฉับพลัน คือ อเมริกาพร้อมแล้วหรือกับการเลือกชาวอเมริกันแอฟริกันเป็นประธานาธิบดี ? ประธานาธิบดีคนหนึ่งที่ตั้งชื่อตามแบบฉบับชาวมุสลิม
คำถามในลักษณะนี้ปรากฏให้เห็นในสื่อแทบทุกแขนงของอเมริกา
พลิกข้อมูลเลือกตั้งกลับไปในปี 2547 จะพบว่าชัยชนะของประธานาธิบดีบุชในปีนั้น มาจากเสียงของชายชาวอเมริกันผิวขาวถึง 62% แม้หลังการพบปะระหว่างโอบามา และนางคลินตัน แบบตัวต่อตัวในช่วงก่อนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นนิมิตหมายที่ดีของเดโมแครต และโทนเสียงของนาง คลินตัน เมื่อวันเสาร์ จะทำให้ผู้ใหญ่ในพรรคเดโมแครตยิ้มออกถึงเค้าลางของความเป็นเอกภาพอีกครั้งภายในพรรค
แต่นักวิเคราะห์ยังคลางแคลงใจว่า แม้โอบามาจะได้การรับรองจากนางคลินตัน และอดีตคู่แข่งคนสำคัญรับปากต่อหน้าสาธารณชนว่าจะทุ่มเทความพยายามผลักดันให้โอบามาไปถึงเส้นชัยให้ได้ จะเพิ่มโอกาสให้กับโอบามาในการชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีได้มากน้อยแค่ไหน
ที่สำคัญ ตัวแปรชี้ขาดชัยชนะไม่ใช่ฐานเสียงผู้หญิงของนางคลินตันเท่านั้น แต่ในจำนวนนั้น ยังมีชนชั้นแรงงานที่เป็นคนอเมริกันผิวขาว ซึ่งถือเป็นปัญหาท้าทายที่ โอบามาต้องจัดการ ยิ่งกว่านั้น หากต้องการเป็นประธานาธิบดี โอบามายังต้องมีชัยชนะเหนือรัฐในกลุ่มสะวิง สเตต อย่างน้อย 8 รัฐ ที่นางคลินตันได้คะแนนเสียงมาอย่างท่วมท้น
ปัญหาไม่ได้จบลงแค่นั้น ผิวสีเป็นประเด็นท้าทายที่อาจฉุดรั้งการเมืองให้ไปไม่ได้ไกล แต่ผิวสีอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเมืองอเมริกาในเวลานี้
สิ่งหนึ่งคือต้องย้อนกลับมามองที่ตัว โอบามาเองด้วยว่า เขาพร้อมที่จะเป็น ประธานาธิบดี (ผิวสี) ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศนี้แล้วหรือยัง
ต้องไม่ลืมว่า โอบามายังคงมีหลายเรื่องที่เป็นจุดอ่อนให้คู่แข่งจากต่างพรรคใช้เป็นประเด็นโจมตีได้ในหลายๆ ประการ
ความอ่อนประสบการณ์ - ทั้งนางคลินตัน และแมคเคน ต่างมองเห็นจุดอ่อนในประเด็นโอบามาเป็นพวกหน้าใหม่ที่เข้าสู่ถนนการเมืองและโตเร็วกว่าที่ใครคาดคิด เขาเป็นวุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ มาเพียง 8 ปี ประสบการณ์ในการบริหารถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ “ขิงแก่” อย่างแมคเคน ที่คร่ำหวอดบนถนนการเมืองสายนี้มานานกว่า นี่คือหนึ่งในประเด็นท้าทายที่โอบามาต้องแก้ภาพลักษณ์ความอ่อนหัด ไร้ประสบการณ์ และใช้ลมปากหาเสียง โดยยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนในนโยบายหาเสียงของเขาให้ได้
การพัวพันคดีเรซโก - ถือเป็นจังหวะที่ไม่เหมาะนักที่คดีคอร์รัปชั่นของถุงเงินรายหนึ่งของโอบามา มาถูกตัดสินในช่วงที่เขากำลังขึ้นแท่นตัวแทนพรรคเดโมแครต ที่สำคัญ แม้โอกาสในการเป็นตัวแทนพรรคจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่โอกาสถูกคู่แข่งงัดประเด็นที่เขาพัวพันกับอองตวน “โทนี” เรซโก นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเป็นแกนนำในการระดมเงินทุนมาช่วยโอบามาหาเสียง ที่ถูกตัดสินว่าผิดจริงในข้อกล่าวหาคดีคอร์รัปชั่นถึง 16 ใน 24 กระทง
ที่ผ่านมา โอบามาอาจประสบความสำเร็จในการพาตัวเองออกห่างจากกลุ่มคนที่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเขาได้ ในช่วงการชิงชัยกับนางคลินตัน แต่ในคดีเรซโก ผู้เชี่ยวชาญบางราย รวมเดนนิส เบิร์น ที่ปรึกษา และนักเขียน ในชิคาโก ตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้อาจสร้างความยุ่งยากให้กับโอบามาได้เหมือนกัน เพราะโอบามาและเรซโกคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ปี 1990 ในช่วงเวลานั้น เรซโกเคยเสนอให้กับโอบามาที่เพิ่งจบกฎหมายจากฮาร์วาร์ดมาใหม่แต่โอบามาปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป
ในช่วงที่ผ่านมา การรณรงค์หาเสียงของโอบามาในการเลือกตั้งระดับรัฐ ก็มีเรซโกเป็นผู้บริจาคในระยะแรกๆ หลังจากนั้นเงินบริจาคและแผนรณรงค์หาเสียงก็ตามมา รวมเบ็ดเสร็จเรซโกบริจาคเงินช่วยโอบามาในการรณรงค์หาเสียง 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งในเวลาต่อมาโอบามานำเงินดังกล่าวไปบริจาค หลังจากมีข้อกล่าวหาว่าเป็นเงินสินบน
ดังนั้น โอบามาต้องเคลียร์ตัวเองให้กระจ่างในยามที่แมคเคนหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นหาเสียง
ยิ่งกว่านั้น ในช่วงที่โอบามารู้ตัวว่าชนะนางคลินตันแน่ เขาประกาศกติกาใหม่ของพรรคเดโมแครตว่า คนเดโมแครตจะไม่เกี่ยวข้องกับพวกล็อบบี้ยิสต์ แต่ในอีกด้านหนึ่งมีข้อสังเกตออกมาอยู่เนืองๆ เกี่ยวกับรายชื่อผู้บริจาคสนับสนุนโอบามาที่น่าจับตามองไม่น้อย เพราะในขณะที่ทีมหาเสียงของโอบามากล่าวอ้างว่า เงินบริจาคส่วนใหญ่มาจากชาวอเมริกันตัวเล็กๆ ในสังคม แต่รายชื่อบิ๊กเนมที่สนับสนุนกลับอัดแน่นไปด้วยยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีท ไล่ตั้งแต่โกลด์แมน แซกส์ ยูบีเอส เลห์แมน บราเธอร์ส เจ.พี. มอร์แกน เชส ซิตี้กรุ๊ป และเครดิต สวิส รวมถึงกลุ่มกองทุนเฮดจ์ฟันด์ อย่างซิตาเดล อินเวสต์เมนต์
มีปริศนาตามมาทันทีว่า โอบามามีอะไรที่จูงใจให้ตัวละครบิ๊กเนมของเศรษฐกิจ เทเงินสนับสนุนเขา
การเมืองอเมริกันกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน ? แม้ว่าโอบามาจะมีจุดอ่อนอยู่รอบด้านให้โจมตีได้ แต่คุณูปการของนักการเมืองผิวสี คือ เขาสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนให้ กับการเมืองในประเทศนี้ให้คึกคัก และกระจายผู้เล่น และตัวละครหลายกลุ่มหลายชนชั้น
ในมิติของการเป็นนักการเมืองผิวสี เขาอาจเป็นตัวเลือกที่มาไกลเกินความหมายของคนกลุ่มเดียวกัน
แต่ในมิติของการเมืองในความหมายที่กว้าง โอบามาประสบความสำเร็จในการดึงคนรุ่นใหม่และฐานเสียงวัยรุ่นให้หันมาสนใจการเมืองได้มากขึ้นกว่าทุกครั้งในอดีต
บางความเห็นเส้นทางการเมืองของโอบามาอาจปิดฉากเฉกเช่นที่จอห์น เคอร์รี และอัล กอร์ ตัวเก็งเดโมแครต คือ เป็นตัวเก็งเลือดใหม่ ที่มีโอกาสชิงชัย แต่ก็พ่ายในเกมเมื่อบั้นปลาย
หรือบางทีหากเขาสามารถไปไกลเกินกว่าที่ใครนึกฝัน ผ่าทางตันของความเป็นประธานาธิบดีผิวสีไปได้อย่างสวยงาม ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้จารึกแค่โอกาสของคนผิวสี แต่ยังบันทึกถึงการเปิดกว้างในระดับที่น่ายกย่องของการเมืองในประเทศมหาอำนาจของโลกเลยทีเดียว
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการคาดการณ์ และความหวังเชิงอุดมคติ ยังไม่มีใครตอบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีก 5 เดือนข้างหน้า
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม