“บารัก โอบามา” วัย 46 และ “จอห์น แมคเคน” วัย 72
แม้ทั้งคู่จะยังไม่ได้รับการโหวตเป็นตัวเก็งของเดโมแครต หรือรีพับลิกัน อย่างเป็นทางการ แต่โอกาสพลิกโผ หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองที่เหลือเชื่อคงไม่มี ทั้งสองจึงกลายเป็นคู่ชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่น่าจับตามองมากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21
โอบามากำลังสร้างตำนานให้กับการเมืองอเมริกา เขาจะสามารถเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก ของสหรัฐได้หรือไม่ คนอเมริกันพร้อมหรือยัง กับการเปิดทางให้คนผิวดำกุมบังเหียนเศรษฐกิจ และการเมือง ของมหาอำนาจแห่งซีกโลกตะวันตก
แมคเคนก็มีความฝันเฉกเช่นที่โอบามา นักการเมืองสูงวัยกำลังอยู่ในเส้นทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง เขาจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดได้หรือไม่
หลักชัยของทั้งคู่ อยู่ที่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2551
แต่ก่อนจะไปถึงช่วงเวลาสำคัญ ทั้งสองมีภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ รอไม่ได้แม้แต่ชั่วโมงเดียว สิ่งเร่งด่วนที่ว่าที่ตัวเก็งจากเดโมแครตและรีพับลิกันต้องทำ คือ
ร่วมกับทีมงาน เพื่อวางยุทธศาสตร์ที่ได้ผล จัดวางจิกซอว์แต่ละตัวไปสู่การชิงชัยในอีก 5 เดือนข้างหน้า
ในมุมของแมคเคน เขาจะพยายามอย่างสุดความสามารถ อย่างน้อยที่สุดให้ตัวเองคว้าชัยใน 31 รัฐ ที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช จูเนียร์ ทำไว้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา (ปี 2547) หากแมคเคนสามารถทำได้ ก็เป็นโอกาสที่เขาจะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐ
เช่นเดียวกับโอบามา อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เขาต้องทำคือ รักษาฐานคะแนนที่ อัล กอร์ หรือจอห์น เคอร์รี่ เคยทำได้ในการชิงชัยรอบก่อนๆ พร้อมกับทำคะแนนเพิ่มในอีกบางรัฐ
ตัวอย่างเช่น หากโอบามาชนะในไอโอวา และมิสซูรี โดยไม่แพ้ในฐานคะแนนที่จอห์น เคอร์รี่ เคยชนะในการเลือกตั้งครั้งก่อน
โอบามามีโอกาสเป็นประธานาธิบดีคนที่ 44 ได้เช่นกัน
ในแผนที่การหาเสียงของเดโมแครตและรีพับริกัน ทั้งโอบามา และแมคเคน คงพยายามกันสุดตัวที่จะช่วงชิงรัฐที่เป็นฐานเสียงของแต่ละฝ่าย ในฟากของโอบามา นอกจากไอโอวา และมิสซูรีแล้ว รัฐอื่นๆ ที่เขาต้องพยายามทำแต้มให้ได้ มีตั้งแต่ฟลอริดา โอไฮโอ นิวเม็กซิโก เนวาดา โคโลราโด และเวอร์จิเนีย ควบคู่ไปกับ การป้องกันไม่ให้ฐานเสียงสำคัญของ เดโมแครต ซึ่งประกอบด้วยเพนซิลเวเนีย มิชิแกน วิสคอนซิน มินนิโซตา ออริกอน นิวแฮมป์เชียร์ และเมน (เป็นรัฐที่เคอร์รี่มีชัยในการเลือกตั้งปี 2547) ถูกแมคเคนช่วงชิงไป
เช่นเดียวกับหากแมคเคนสามารถมีชัยในทุกรัฐที่ประธานาธิบดีเคยทำได้ เขาก็ลอยลำ แต่หากสถานการณ์เป็นว่า เขาสามารถเก็บได้เกือบทุกรัฐ ยกเว้นเนวาดา นิวเม็กซิโก และไอโอวา ผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นว่า แมคเคนจะมีคะแนนเท่ากับโอบามาทันที คือ ได้คะแนนเลือกตั้ง (electoral votes) 269 เสียงเท่ากัน หากเป็นเช่นนั้นจริง กระบวนการเลือกตั้งจะดึงเอาสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาเป็นตัวตัดสิน ซึ่งปัจจุบันเสียงข้างมากอยู่ในมือของเดโมแครต
โอบามาจะพลิกเป็นได้เปรียบทันที ถ้าสมมติฐานนี้เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
อย่างไรก็ตาม จากจุดสตาร์ต ณ วันนี้ ทั้งจอห์น แมคเคน และบารัก โอบามามีโอกาสมากพอๆ กัน หากพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซีเอ็นเอ็น/โอพิเนียน รีเสิร์ช คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นการหยั่งความเห็นครั้งแรก นับจากโอบามาก้าวขึ้นมาเป็นว่าที่ตัวเก็งของพรรคเดโมแครต โอบามา มีเปอร์เซ็นต์นำแมคเคนอยู่ 3% โดยผล ของโพลที่ออกมาเป็นโอบามา 49% และแมคเคน 46% ขณะที่โพลของบางสำนักคะแนนสูสีมาก 45% ต่อ 45%
ยิ่งกว่านั้น โพลซีเอ็นเอ็นยังถามลึกลงไปอีกว่า คู่ระหว่างโอบามา-ฮิลลารี และ แมคเคน กับมิตต์ รอมนีย์ ชาวอเมริกันเลือกใคร เป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งพบว่าบัตรเลือกตั้งที่มีชื่อ “โอบามา-ฮิลลารี” จะมีคะแนนนำเหนือคู่ของ “แมคเคน-รอมนีย์” 52% ต่อ 46%
คะแนนโพลเหล่านี้ยังไม่นับรวมตัวแปรของคู่แข่งอิสระ ราล์ฟ เนเดอร์ และบ็อบ บาร์ หากเติมทั้งสองชื่อนี้ให้ชาวอเมริกันเลือกเพิ่มเติม ทั้งคู่มีคะแนนในโพล ซีเอ็นเอ็น/โอพิเนียนฯ 6% และ 2% ตามลำดับ
ที่น่าสนใจคือ โพลที่ทำก่อนมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีจริง 5 เดือน ไม่อาจนับเป็นเครื่องชี้วัดใดๆ ได้ ยกเว้นเป็นข้อมูลให้ ผู้สมัครเก็บรวบรวม เป็นสถิติ ในการวางยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงต่อไป
ยิ่งกว่านั้น ผลการหยั่งเสียงยังพบว่า มากกว่า 1 ใน 5 ของชาวอเมริกันที่ ตอบแบบสอบถาม ยอมรับว่าพวกเขาอาจเปลี่ยนใจได้ตลอด นับจากนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหมายความว่า โอกาสที่คนกลุ่มนี้จะพลิกไปข้างใดข้างหนึ่ง มีได้มากพอๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถดึงใจและทำให้ชาวอเมริกันฝากความหวังได้ว่า เขา (คนใดคนหนึ่ง) คือ ตัวเลือกที่เหมาะสม
ที่สุดแล้ว ตัวแปรของการเลือกตั้งสามารถเป็นไปได้ทุกสิ่ง ตั้งแต่การเฉือนเอาชนะกันที่คู่สมัครชิงรองประธานาธิบดี นโยบาย (เศรษฐกิจ) จนถึงเรื่องอื้อฉาว หรือแม้กระทั่งถุงเงินที่เป็นสายป่านสำคัญ
คู่ชิงรองประธานาธิบดีมีความหมายต่อโอบามาและแมคเคนแค่ไหน
นักวิเคราะห์บางคนอาจกังขาในประเด็นนี้อยู่ แต่หากพิจารณาจากท่าทีของโอบามาแล้ว คงมีความสำคัญมากโขอยู่ ถึงขั้นที่เขาออกปากว่า เป็น “การตัดสินใจที่สำคัญมากที่สุด ก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดี” และแมคเคนก็คงคิดไม่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ทั้งโอบามา และแมคเคน จึงได้ตั้งคณะทำงานกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาสรรหา “เพื่อนร่วมทาง” บนบัตรเลือกตั้งอย่างรอบคอบที่สุด
ตัวเลือกของโอบามาพอมีให้เลือกอยู่ชุดหนึ่งเหมือนกัน แต่อันดับต้นๆ ของรายชื่อ คือ นางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน คู่แข่ง ที่เพิ่งประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 มิ.ย.) พร้อมกับประกาศจะทุ่มเทความพยายามให้โอบามาได้ไปถึงฝั่งฝัน นอกจากนี้ตัวเลือกที่เป็นไปได้ยังรวมถึง บิล ริชาร์ดสัน ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก จอห์น เอ็ดเวิร์ด อดีตวุฒิสมาชิกรัฐนอร์ทแคโรไลนา และวุฒิสมาชิกจอห์น บิเดน รัฐเดลาแวร์ และคริส ดอดด์ จากคอนเนกทิคัต ชื่ออื่นๆ ที่มีการพาดพิงถึงยังรวมถึงแซม นันน์ อดีตวุฒิสมาชิกรัฐจอร์เจีย จนถึงนักการเมืองหญิง อย่างวุฒิสมาชิกแคลร์ แมคคาสกิล จากรัฐมิสซูรี และแคธลีน เซเบเลียส ผู้ว่าการรัฐแคนซัส
ในส่วนของจอห์น แมคเคน ตัวเลือกของเขามีไม่น้อยเช่นกัน ได้แก่ ทิม เพาเลนตี ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา และชาร์ลี คริสต์ ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นรัฐที่มีการช่วงชิงคะแนนเสียงกันดุเดือดเข้มข้นในการเลือกตั้งทุกครั้ง ตัวเลือกอื่นๆ ก็เช่น มิตต์ รอมนีย์ อดีตคู่แข่งขันชิงตัวแทนพรรค เป็นอดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ จอห์น ฮันต์สแมน ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ มาร์ค แซนฟอร์ด ผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา ซาราห์ พาลิน ผู้ว่าการรัฐอะแลสกา และร็อบ พอร์ตแมน ผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณทำเนียบขาว ประจำรัฐโอไฮโอ และเป็นอดีตสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง
ยิ่งกว่านั้น ยังมีตัวเลือกที่มาจากสายธุรกิจ คาร์ลี ฟิโอรินา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของฮิวเลตต์-แพคการ์ด ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่ง
นโยบายเป็นกุญแจสำคัญที่สามารถชี้ ขาดชัยชนะ หรือพ่ายแพ้ของผู้สมัครโอบามาก้าวสู่ถนนแห่งอำนาจ ด้วยการชูประเด็น “การเปลี่ยนแปลง” (change) มาหาเสียง ช่วยให้เขาทำคะแนนค่อยๆ ตีตื้นขึ้นมา จนที่สุดก็ถึงหลักชัย “ว่าที่ตัวแทนพรรค” ก่อนนางคลินตันคู่แข่งผู้มากบารมี และแทบจะแบเบอร์มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการแข่งขัน
โอบามา และแมคเคน กลายเป็นคู่แข่งที่มีอายุห่างกันถึง 25 ปี มากที่สุดที่เคยบันทึกในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน แต่ประเด็นอายุเป็นแค่สาระอันดับรองๆ ลงไป
แม้แมคเคนไม่มีสโลแกนหรูประเภทคิดใหม่ ทำใหม่ เหมือนกับโอบามา แต่เขาก็มีความเก๋าในชั้นเชิงการเมือง พิสูจน์ได้จากการทำคะแนนคู่แข่งพรรคเดียวกันมาได้อย่างลอยลำและเข้าเส้นชัย “ตัวแทนพรรค” ได้เร็วกว่าโอบามาที่ต้องขับเคี่ยวแบบหืดขึ้นคอกว่าจะเอาชนะฮิลลารี คลินตัน ได้
แต่ปัญหาแมคเคนอยู่ที่ เขาต้องหาทางสลัดภาพ “เทอมที่สาม ของประธานาธิบดีบุช” ไปให้ได้ พร้อมทั้งโชว์สิ่งที่เหนือกว่าโอบามา ซึ่งถูกระบายภาพ ทั้งจากตัวเขา และนางคลินตันว่า ไม่มีประสบการณ์ ไร้เดียงสา และพูดมากกว่าทำ
ประเด็น “การเปลี่ยนแปลง” ของโอบามาจะมีแรงขับเคลื่อนไปได้ไกลขนานไหน และแมคเคนจะโชว์ความเฉียบคมได้เหนือกว่าหรือไม่ ตลอด 5 เดือนนับจากนี้คงได้เห็นกัน แต่สิ่งที่ต้องตามติดดูกันต่อ คือ นโยบายสำคัญๆ ของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
นโยบายเศรษฐกิจอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพิจารณาจากโมเมนตัมที่นางคลินตันสามารถเอาชนะได้ในรอบท้ายๆ ของการแข่งขัน จะพบว่า นโยบายเศรษฐกิจ และความหวังของชนชั้นทำงาน มีอิทธิพลสูงมาก
ในเบื้องต้น นโยบายเศรษฐกิจของทั้งคู่มีจุดอ่อน-จุดแข็งไปคนละแนว ในแง่ของนโยบายภาษี แมคเคนในฐานะเลือด รีพับฃลิกัน คงเดินออกนอกแนวทางของประธานา ธิบดีบุชได้ลำบาก คงต้องยึดเอานโยบายลดภาษีที่บุชเสนอในปี 2544 และปี 2546 เป็นเครื่องมือหาเสียงต่อไป มาตรการทางภาษีของพรรครีพับลิกันจะ สิ้นสุดลงในปี 2553 นอกจากนี้ แมคเคนยังเสนอเพิ่มเติมให้ลดภาษีนิติบุคคล จาก 35% เหลือ 25% พร้อมชูนโยบายปฏิรูประบบ ภาษีให้ง่ายขึ้น ให้เหลือแค่ 2 ประเภทเท่านั้น
ส่วนแตกต่างของโอบามาอยู่ที่เขาจะไม่ต่ออายุให้กับมาตรการลดภาษีสำหรับคนรวย แต่ในกรณีของชนชั้นกลาง โอบามาเสนอให้สิทธิพิเศษทางภาษี 500 ดอลลาร์ต่อคน หรือ 1,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน ชดเชยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และสำหรับคนชรา โอบามาจะลดภาษีให้กับ คนที่รายได้ต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์
สำหรับงบประมาณ แมคเคนค้านเรื่องการทำงบประมาณเกินดุลมากเกิน เขาตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณผ่านการลดการใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงๆ จังๆ แต่แผนปรับลดของแมคเคนจะไม่กระทบต่องบฯสนับสนุนโครงการประกันสังคม สวัสดิการสุขภาพ และโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลอุดหนุนในแต่ละปี ขณะที่นโยบายหาเสียงของ โอบามาต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการของรัฐสภา และต้องการให้นักการเมืองในสภาลดการใช้จ่ายลง ในรูปของการปรับลดโครงการที่ไม่จำเป็นลง
ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง “การขาดดุลแฝด” และดอลลาร์อ่อน ที่ยังเป็นแผลเรื้อรังที่สางไม่สิ้น แถมยังแรงบดขยี้จากอัตราเงินเฟ้อที่ปะทุแรงและเร็ว ปัญหาน้ำมันแพงที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคฟุบ อัตราว่างงานที่ขยับขึ้นอย่างน่าใจหาย และวิกฤตสินเชื่อที่เกาะกินเส้นเลือดสำคัญ “ภาคการเงิน” จนแทบพิการไปทั้งระบบ
ใครจะปลดชนวนครั้งนี้ให้กับเศรษฐกิจอเมริกัน และหากใครคนนั้นทำได้ก่อน หรืออย่างน้อยมี “แผน” ที่เป็นรูปธรรม เขาก็มีโอกาสสูงทีเดียว
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม