![]() |
แรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 139 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ อย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ได้จุดกระแสวิตกเกี่ยวกับการคุกคามของเงินเฟ้อที่ปะทุขึ้นรอบใหม่ อีกทั้งยังเป็นแรงบีบให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายการเงินผ่านเครื่องมือดอกเบี้ยได้ลำบากมากขึ้นด้วย
แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปีนี้ยังมีแรงกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้น จากปัจจัยความต้องการใช้ทั้งของสหรัฐ และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งลดลงมาไม่มากนัก บวกกับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์อ่อน การเก็งกำไร และปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศที่สร้างความกังวลในด้านการผลิตน้ำมันอาจหยุดชะงัก
มอร์แกน สแตนเลย์ ประเมินว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปที่ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในต้นเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะในช่วงวันชาติสหรัฐ ขณะที่บริษัทแฟกต์ส โกลบอล เอเนอร์ยี กรุ๊ป คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นสูงสุดที่ 150-180 ดอลลาร์ในปีนี้ ก่อนจะปรับตัวลงมา แต่จะเคลื่อนไหวที่ระดับเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจัยดีมานด์ในสหรัฐ ผู้บริโภคน้ำมันอันดับหนึ่งของโลก ไม่ชะลอลงอย่างที่ควรจะเป็น
ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ผ่านถ้อยแถลงของ นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด ส่งสัญญาณชัดว่า ขาลงของดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นได้ปิดฉากลงแล้ว ความเสี่ยงจากภาวะ เศรษฐกิจขาลงก็ลดลงตามไปด้วย แต่ความเสี่ยงที่ต้องระวังอยู่ คือ ภัยคุกคามจากเงินเฟ้อ ซึ่งเฟดกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นของสหรัฐอยู่ที่ 2% หลังจากปรับลดต่อเนื่องจาก 5.25% ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เริ่มส่งสัญญาณน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นเป็น 5.5% ในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนเมษายน สูงที่สุดในรอบ 22 ปี เพิ่มแรงกดดันให้กับธนาคารกลางสหรัฐมากยิ่งขึ้น
ในฟากของยุโรป นายฌอง-โคลด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลต่างๆ ในสหภาพยุโรป ว่า อีซีบีอาจปรับดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นขึ้น ในเดือนกรกฎาคมเป็นครั้งแรก นับจากวิกฤตสินเชื่อเกิดขึ้นเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว จากผลพวงของราคาพลังงาน และราคาอาหารที่แพงลิบลิ่วอย่างรวดเร็วเป็นแรงกดดันให้เทรนด์ดอกเบี้ยโลก
ธนาคารกลางในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเกิดใหม่ ก็ส่งสัญญาณขยับดอกเบี้ยขึ้น เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ดังกรณีของธนาคารกลางชิลี ที่อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.25% ดันดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นไปที่ 6.50% หลังเงินเฟ้อในประเทศพุ่งขึ้นไปที่ 8.9% เช่นเดียวกับธนาคารกลางอินโดนีเซีย และธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ที่ขยับ ดอกเบี้ยขึ้นอีกฝ่ายละ 0.25% ไปที่ 8.5% และ 5.25% ตามลำดับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อคุมเงินเฟ้อ
ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศล่าสุด นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด เพราะจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และนักวิเคราะห์ในตลาดต่างประเทศประเมินว่าการชะลอตัวในสหรัฐจะเห็นชัดเจนมากขึ้นในระยะต่อไปจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อขยายตัวเพิ่มขึ้น และสถาบันการเงินบางแห่งในสหรัฐอยู่ในช่วงปรับตัว จากที่มีปัญหา ดังนั้นจะทำให้ทิศทางเศรษฐกิจต่างประเทศอยู่ในภาวะ ชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อีก
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย นายบัณฑิตระบุว่ามี 3 ประเด็นที่ต้องตระหนักและระวังให้มากขึ้น คือ 1.ผลกระทบต่อ ภาคการส่งออก แม้ที่ผ่านมาการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง แต่ต้องตระหนักว่าอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นอีก 2.ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในต่างประเทศ โดยในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวเป็นไปได้ที่เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจเป็นเงินทุน ที่ไหลกลับต่างประเทศมากกว่าไหลเข้าประเทศไทย ซึ่งต้องติดตามดูว่าจะกระทบต่อทิศทางของสภาพคล่องมากน้อยแค่ไหน และ 3.อัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อสูง และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้นโยบาย การเงินในต่างประเทศมีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะฉะนั้นอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศอาจมีผลต่อเนื่องกระทบต่อธุรกิจและต้นทุนของประเทศไทย
“ทั้ง 3 ประเด็นเราต้องติดตามดูเพราะเศรษฐกิจโลกอาจมีภาวะชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้” นายบัณฑิตกล่าว
ด้าน นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.ระบุว่า เราต้องอยู่กับสิ่งที่มีความผันผวนมากขึ้น คืออัตรา แลกเปลี่ยนมีทั้งอ่อนค่าและแข็งค่า แต่ช่วงนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วกว่าปกติ โดยมีสาเหตุหลักๆ คือ ผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศมีการเข้ามาซื้อขายหุ้นและตราสารหนี้โดยมีฐานะสุทธิขายออกและนำเงินออกไปเร็วผิดปกติ ประกอบกับธนาคารพาณิชย์มีการปรับฐานะ การดำรงสินทรัพย์ต่างประเทศ รวมทั้งผู้นำเข้าเร่งซื้อดอลลาร์เพื่อชำระสินค้า แต่ที่น่าสังเกตคือผู้ส่งออกหายไปไม่มีการเข้ามาซื้อดอลลาร์เลย จากเดิมที่เคยเป็นผู้เล่นรายสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไปนั้น ธปท.ได้เห็นสัญญาณการเก็งกำไรจากผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ ซึ่งมีพฤติกรรมเข้าซื้อเร็ว ซื้อเยอะ และบางส่วนซื้อออกไป นอกจากนี้บางรายมีการกู้ยืมเงินบาทเพื่อไปซื้อดอลลาร์ พฤติกรรมดังกล่าวนี้ นางสุชาดากล่าวว่า ธปท.กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ามีการเก็ง กำไรหรือไม่ แต่ในส่วนของผู้นำเข้าที่เร่งซื้อดอลลาร์นั้น ธปท.ได้ตรวจสอบดูแล้วไม่พบการเก็งกำไร เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการนำเงินไปชำระสินค้าน้ำเข้าวัตถุดิบที่สำคัญคือ น้ำมันที่ราคาสูงขึ้น แต่ปริมาณการนำเข้าไปผิดปกติ และยังมีการนำเข้าโลหะ เหล็ก และทองคำ
“ทั้งๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบข้ามคืน โดยไตรมาสแรกของปี 2551 ดุลบัญชีเดินสะพัดยัง เกินดุล ส่วนไตรมาส 2 แม้จะขาดดุลแต่เป็นการขาดดุลตามฤดูกาลปกติ ที่สำคัญ ธปท.ยังมองว่าทั้งปีนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดยังอยู่ใกล้ๆ สมดุล โดยได้คำนึงถึงราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ซึ่ง ธปท.ประมาณการราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีนี้อยู่ที่ 124.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เงินบาทกลับอ่อนค่าลงเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ ธปท.ต้องเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เงินบาทผันผวนและไม่ให้เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียว แต่ต้องการให้มีการเคลื่อนไหวทั้ง 2 ทิศทาง” นางสุดาชากล่าว
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม