เพิ่มยอดขายด้วยการลงโฆษณากับบัมคิว คลิกที่นี่



Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.

       กระชากผ้าคลุม “ไอ้โม่ง” ผู้อยู่เบื้องหลังการ “เตะถ่วง” รถประหยัดพลังงานรุ่นแล้วรุ่นเล่า
       ค่ายรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน รัฐบาล …ใครคือจอมบงการตัวจริง
       จับตา ก.พลังงานจุดพลุน้ำมันอี 85 งานนี้เพื่อประชาชน หรือกลุ่มทุนการเมือง
       จริงหรือไม่ที่ผู้ผลิตรถญี่ปุ่นเตะสกัดแผนค่ายรถยุโรปหวั่นกระทบอีโคคาร์
       

       
       เป็นไปอย่างที่คนในวงการธุรกิจยานยนต์คาดการณ์ไว้ว่า โครงการส่งเสริมการใช้และผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน E85 ไม่น่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างจริงจังสักเท่าไร เพราะค่ายรถยนต์ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวในเวลานี้มีเพียงแค่ 2 รายคือ วอลโว่ และฟอร์ด เท่านั้น ส่วนค่ายใหญ่ๆ ทั้งโตโยต้า และฮอนด้านั้น แม้จะแสดงท่าทีเห็นด้วยกับโครงการ E85 แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนโครงการดังกล่างอย่างจริงจังนัก
       
       ทั้ง โตโยต้า และฮอนด้านั้น เป็น 2 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของไทย และเพิ่งทุ่มงบประมาณรายละราวๆ 5,000-10,000 ล้านบาทลงทุนโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ ซึ่งหากต้องพัฒนารถยนต์ของโครงการอีโคคาร์ พร้อมๆ กับการปรับตัวผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ให้รองรับน้ำมันเบนซิน E85 ไปพร้อมๆ กับก็จะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม แน่นอนในเมื่อทั้ง 2 ลงทุนเปิดสายการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานไปแล้ว ทำไมจะต้องเสียงบประมาณเพื่อทำรถให้ใช้ E85 อีก
       
       ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และนายกสมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ระบุว่า นโยบายให้หันมาใช้เบนซิน E85 จะมีผลดีต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ภายในประเทศโดยรวม ด้วยการยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ E85 นานถึง 3 ปี ถือได้ว่าเป็นการจูงใจให้บริษัทรถยนต์เน้นการประกอบรถยนต์ภายในประเทศ มากกว่าจะส่งเสริมให้นำรถเข้ามาทั้งคัน
       
       ทั้งนี้ โตโยต้า เป็นผู้ผลิตรถยนต์หนึ่งในหลายๆ รายที่สนับสนุนการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากรถยนต์ E85 เท่ากับรถยนต์ E20 คือลดลง 5% จากอัตราภาษีสรรพสามิตปกติ โดยรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 2000 ซีซี.จะเก็บในอัตราลดลงจาก 30% เหลือ 25%, รถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เกิน 2000 ซีซี. แต่ไม่เกิน 2500 ซีซี. เก็บในอัตรา 30% ลดลงจากปกติ 35%, รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์เกิน 2500 ซีซี. แต่ไม่เกิน 3000 ซีซี. เก็บในอัตราลดลงจาก 40% เหลือ 35% ศุภรัตน์ มองว่า อัตราภาษีสรรพสามิตรของรถ E85 ที่ออกมานี้จะทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ ที่เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตรา 17%
       
       ที่สำคัญคือ โครงการรถยนต์ E85 นั้น ไม่ควรส่งเสริมด้วยการนำเข้ารถยนต์แบบสำเร็จรูปทั้งคัน เพราะไม่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย แต่ควรส่งเสริมให้ผลิตรถยนต์ E85 ในประเทศ โดยคาดว่าในด้านการผลิตแล้วบริษัทรถยนต์แต่ละรายคงต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อม และผลิตรถยนต์ E85 ออกสู่ตลาดได้ในระยะเวลาราวๆ ปีหรือปีครึ่งเป็นอย่างเร็ว
       
       ส่วนฮอนด้า นั้นบอกว่า การข้ามจากรถยนต์ E20 ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมา เป็น E85 ที่เพิ่งประกาศออกมานั้น เป็นนโยบายที่รวดเร็วมาก อดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ระบุว่า ฮอนด้าต้องพิจารณาศึกษาว่าการพัฒนารถยนต์ให้ใช้น้ำมัน E85 จะทำได้รวดเร็วแค่ไหน แม้ว่าในประเทศบราซิล ฮอนด้าจะมีรถยนต์ทั้งรุ่น ซีวิค และแจ๊ซ ที่สามารถใช้เบนซิน E85 ได้ แต่การจะปรับเปลี่ยนรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นในประเทศไทยจากปัจจุบันที่เป็น E20 ข้ามเป็น E85 ในเวลาอันรวดเร็วนั้น จำเป็นต้องมีเวลาสำหรับการออกแบบ การผลิต และการตลาดพอสมควร เพราะสเปกของเครื่องยนต์ในประเทศไทย จะต่างกับรถยนต์ในต่างประเทศตามสภาพการใช้งาน และกฎหมายมาตรฐานไอเสีย
       
       ฟอร์ดนั้น ดูเหมือนจะเป็นตัวตั้งตัวตี ในการผลักดันให้รถยนต์ E85 เกิดขึ้นในประเทศ เหมือนกันที่เคยผลักดันให้มีการใช้รถยนต์ E20 ก่อนหน้านี้ โดยฟอร์ด ให้เหตุผลว่า ผิดหวังกับนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานทดแทนของไทย มาตรการที่ออกมานั้นเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ E85 เพียงเล็กน้อย
       
       ภาษีสรรพสามิตที่กำหนดเรียกเก็บในอัตราเดียวกับรถยนต์ E20 ไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจกับผู้ใช้รถให้หันมาใช้รถยนต์ E85 พลังงานทางเลือกทดแทนน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา ฟอร์ดประสบปัญหาการทำตลาดรถยนต์นั่งในประเทศพอสมควร ทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ดังนั้นด้วยความพร้อมด้านผลิตภัณฑ์ที่มี ฟอร์ด โฟกัส รุ่นรองรับเบนซิน E85 และพร้อมทำตลาดได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว จะทำให้ฟอร์ดสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์กลับมาได้พอสมควร
       
       แต่การอนุมัติให้ลดภาษีสรรพสามิต ให้รถยนต์ที่ใช้เบนซิน E85 ให้เท่ากับรถยนต์ที่ใช้เบนซิน E20 นั้น ส่งผลให้ราคาของรถที่ใช้ E85 ไม่แตกต่างจาก E20 ทำให้ไม่สามารถสร้างความแตกต่างในด้านราคาผลิตภัณฑ์ได้ ขณะที่วอลโว่เอง ก็มีความพร้อมในการนำเข้ารถยนต์ในกลุ่มรถยนต์ระดับหรู ที่รองรับเบนซิน E85 เข้ามาทำตลาดในเวลาอันสั้นด้วยเช่นกัน แต่ภาษีสรรพสามิตที่ออกทำให้ ผู้บริหารวอลโว่ออกอาการไม่พอใจอย่างมาก
       
       แม้กระทรวงพลังงานจะเล็งว่า รถยนต์ E85 ในประเทศไทยจะเกิดได้อย่างแน่นอนในอีก 2 ปีข้างหน้า ก็เป็นเพียงความเห็นด้านเดียว แต่ผู้ที่กุมทิศทางของตลาดรถยนต์ที่ใช้ E85 นั้น น่าจะเป็นฟากบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมากกว่า
       
       อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
       ในเงื้อมมือค่ายรถญี่ปุ่น
       

       อาจเปรียบได้ว่า ค่ายรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัยมีอิทธิพลทั้งด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เชื่อมต่อไปถึงอำนาจทางของไทย และการชิงความได้เปรียบด้านการตลาดจากโครงการเบนซิน E85 ครั้งนี้ เป็นการสะท้อนแสนยานุภาพของค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นรายใหญ่ที่อยู่เหนือ ค่ายรถยนต์จากยุโรปในเมืองไทย
       
       อันที่จริงเกมการชิงความได้เปรียบระหว่างบริษัทผู้ผลิตรถยนต์มีมาให้เห็นกันอยู่ตลอด อย่างเช่น โครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการ พร้อมให้การส่งเสริมการลงทุนด้านภาษีให้กับ 6 บริษัทรถยนต์ ซึ่งประกอบด้วย โตโยต้า, ฮอนด้า, นิสสัน, มิตซูบิชิ, ทาทา และซูซูกิ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาทนั้น ช่วงเริ่มแรกถือเป็นการคานอำนาจกันระหว่าง 2 ค่ายบริษัทผู้ผลิตจากญี่ปุ่นด้วยกัน
       
       โครงการอีโคคาร์นั้นนำธงโดยค่ายรถยนต์ฮอนด้า มีความพยายามผลักดันให้รัฐบาลไทยสนับสนุนการเป็นฐานผลิตรถยนต์นั่งประหยัดพลังงาน โดยพัฒนาให้เป็นโปรดักซ์แชมเปี้ยนอีกตัวหนึ่ง ต่อจากรถปิกอัพ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา
       
       ขณะที่มีกระแสข่าวระบุว่า มีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นแสดงความไม่เห็นด้วยที่จะให้เกิดอีโคคาร์ เพราะเกรงว่าจะไปแย่งตลาดรถยนต์ขนาดเล็กที่บริษัทมียอดขายสูง และบริษัทดังกล่าวก็มีฐานลงทุนอีโคคาร์ในยุโรปอยู่แล้ว จึงไม่อยากให้เกิดการลงทุนโครงการนี้ในไทย
       
       หรือหากจะเปลี่ยนนโยบายหันมาลงทุน แต่ในรายละเอียดโครงการบางส่วนมีการระบุสเปกของตัวรถที่ค่อนข้างแคบ ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ดังกล่าวไม่สามารถหารถยนต์รุ่นที่มีขนาดตามที่เงื่อนไขโครงการระบุไว้ การคานอำนาจระหว่าง 2 ค่ายบริษัทรถยนต์ดังกล่าวรุนแรงพอสมควร เนื่องจากโครงการนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล และฝ่ายการเมือง
       
       ชื่อของโตโยต้า ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของไทย ถูกโยงเข้ากับสายสัมพันธ์ของเครือข่าย ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” ของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ที่มีบาบาทในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งรัฐมนตรี และผู้ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองการที่โครงการ อีโคคาร์ต้องถูกดึง ยื้อ จนต้องใช้เวลากว่า 3 ปีในการพิจารณาอนุมัติ ก็เป็นเพราะกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ที่เชื่อมกับธุรกิจการผลิตรถยนต์
       
       หลังการอนุมัติโครงการอีโคคาร์เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ในที่สุดก็มีรายชื่อค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่เข้าร่วมโครงการเกือบทุกราย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า การประสานประโยชน์ให้เกิดกับผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะรายใหญ่ เป็นแรงหนุนให้โครงการดังกล่าวสามารถเดินหน้าต่อไปได้
       
       ในขณะที่โครงการผลักดันให้มีการใช้ และผลิตรถยนต์พลังงานทดแทนที่เติมเชื้อเพลิงเบนซิน E20 ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่เราได้เห็นอำนาจ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของค่ายญี่ปุ่นโดยโครงการนี้ฟอร์ด ประเทศไทย พยายามผลักดันมาโดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
       
       ฟอร์ด ประเทศไทยส่งรถยนต์รุ่น โฟกัส เข้ามาทำตลาด ด้วยสเปกเครื่องยนต์ที่สามารถใช้พลังงานทดแทน เบนซิน E20 ในช่วงที่ค่ายรถญี่ปุ่น และรัฐบาลไทยต้องทุ่มงบประมาณในการส่งเสริมให้คนหันมาใช้เบนซิน E10
       
       ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลานั้น ค่ายรถญี่ปุ่นยังแสดงท่าทีเมินเฉยต่อ การรุกตลาดของฟอร์ด อาจเป็นเพราะฟอร์ดเป็นค่ายรถยนต์ที่ทำยอดขายได้ไม่มากมายนัก จนถูกมองว่าเป็นคู่แข่งที่ไม่น่ากลัว แต่ในเบื้องลึกแล้ว หลายๆ ฝ่ายจับตามองว่า ค่ายรถญี่ปุ่นไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ต่างเร่งพัฒนารถยนต์ของตัวเองให้สามารถรองรับพลังงานเบนซิน E20 อย่างแข็งขัน
       
       ทำให้โครงการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานเบนซิน E20 ถูกพิจารณาจากรัฐบาลค่อนข้างยาวนาน โดยฟอร์ดเกือบได้รับชัยชนะเหนือค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นในปี 2547 ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นมีการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้กับรถยนต์ใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอธานอล 20% จาก 30% เหลือ 20% ทำให้ฟอร์ดประกาศเปิดสายการผลิตรถยนต์ฟอร์ดโฟกัส E20 ในทันที
       
       แต่แล้วฝันของฟอร์ดก็สลายในปีถัดมาคือ 2548 รัฐบาลเดียวกัน กลับพลิกมติให้เลื่อนการให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับรถยนต์ที่ใช้ E20 ออกไปอีก 3 คือให้เริ่มตั้งแต่ปี 2551 นี้เอง ทำให้ผู้บริหารฟอร์ดในช่วงนั้น วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า ไม่มีความชัดเจน และอยากเห็นโปร่งใสมากกว่าที่เป็นอยู่ ในการกำหนดนโยบาย และสร้างความมั่นใจในเรื่องมาตรการสนับสนุนในระยะยาวให้แก่ผู้ประกอบการ
       
       การเลื่อนใช้รถยนต์ E20 ดังกล่าวทำให้ฟอร์ดต้องยอมตั้งราคาของฟอร์ดโฟกัสในอัตราภาษีสรรพสามิต ของรถยนต์ E20 ล่วงหน้าถึง 3 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นในพัฒนาสายการผลิตรถยนต์รองรับ E20
       
       ทั้งนี้ ในการปรับเปลี่ยนให้รถยนต์ญี่ปุ่นที่ผลิตกันอยู่ให้สามารถรองรับเบนซิน E20 ได้นั้น ไม่ใช่อุปสรรค์สำคัญของค่ายรถยนต์เหล่านี้ เพราะส่วนใหญ่เป็นการปรับแต่งหัวฉีด อุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ รวมถึงท่อยางให้สามารถจ่ายน้ำมัน และทนต่อการกัดกร่อนของเอทานอล ที่ผสมมากขึ้นในอัตรา 20% ซึ่งค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว
       
       ติดตรงที่ชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องมาจากผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ และบางชิ้นถือเป็นเรื่องใหม่ ที่ต้องออกแบบและใช้เวลาพัฒนา เพื่อส่งต่อให้กับผู้ผลิตรถยนต์ ทำให้ต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในการพัฒนาและผลิต คำถามคือ การเลื่อนใช้ E20 ของรัฐบาลในขณะนั้นเป็นการช่วงถ่วงเวลาให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของเครือข่ายนักการเมืองในรัฐบาล ใช่หรือไม่?
       
       อาจจะไม่มีใครตอบได้ หรือใครจะยอมตอบ แต่เมื่อโครงการสนับสนุนการใช้รถยนต์ E20 เริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมในวันที่ 1 มกราคม 2551 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นทุกรายต่างประกาศเปิดตัวรถยนต์ของตนเองพร้อมรับการใช้พลังงานเบนซิน E20 ได้อย่างครบถ้วน
       
       แม้ฟอร์ด ประเทศไทยจะรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองผลักดันสัมฤทธ์ผลแล้วก็ตาม แต่เป็นการสัมฤทธิ์ผลในแบบที่ฟอร์ดคงไม่ชอบใจนัก เพราะท้ายที่สุดด้านผลิตภัณฑ์ E20 ของตนเองก็ไม่แตกต่างจาก E20 ของค่ายรถญี่ปุ่น ทำให้ท้ายที่สุดตลาดรถยนต์นั่งส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในมือค่ายรถญี่ปุ่นอยู่ดี
       
       ทำไมต้องเป็น E85
       
       เบนซิน E85 นั้นเนื่องจากมีต้องมีส่วนผสมของ เอทานอล หรือแอลกอฮอล์ บริสุทธิ์ถึง 85 % ส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันเบนซินทั่วไป ดังนั้นรถยนต์ที่สามารถเติมเชื้อเพลิงชนิดนี้ได้จึงต้องเป็นรุ่นที่มีเครื่องยนต์ปรับแต่งพิเศษ รองรับการกัดกร่อนของแอลกอฮอล์ได้ดี รวมถึงการตั้งค่าการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในห้องเผ้าไหม้ และพลังไฟฟ้าในการจุดระเบิดเครื่องยนต์ได้อย่างเหมาะสม
       
       รถยนต์ที่ใช้งานในเมืองไทยปัจจุบัน ไม่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน E85 ได้เลย แม้กระทั่งรถยนต์รุ่นรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20 ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2551 นี้ก็ตาม หรือรวมถึงรถยนต์ที่จะออกจากสายการผลิตโครงการอีโคคาร์ก็ตาม
       
       ขณะที่ตัวผลิตภัณฑ์เบนซิน E85 นั้น ต้องยอมรับว่าหากไทยสามารถทำให้มีปริมาณการบริโภคมาทดแทนน้ำมันเบนซิน 95 หรือแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ก็จะทำให้สามารถปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศไทยอย่างมาก เพราะเอทานอนที่ผสมกับน้ำมันนั้นไทยมีศักยภาพในการผลิตได้ด้วยตนเอง
       
       ประเด็นต่อมา ตลาดรถยนต์ในยุโรปกำลังมีแนวโน้มการขยายตัวของการใช้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซิน E85 มากขึ้น ด้วยเหตุผลเดียวกันคือลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเบนซินจากต่างประเทศ โดยในยุโรปนั้นมีการใช้รถที่เติมน้ำมัน E85 มากกว่าการใช้เชื้อเพลิงประเภทก๊าซ NGV เสียอีก
       
       แม้เบนซิน E85 โดยเฉพาะเอทานอล จะดูมีอนาคตใกล้กว่าปริมาณน้ำมันเบนซิน ที่มาจากแหล่งน้ำมันดิบเพียงไม่กี่แห่งในโลก เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่กลั่นจากพืชผลการเกษตร เช่นอ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งสามารถปลูกได้ทั่วโลก แต่สำหรับในประเทศไทย หรืออีกหลายๆ ประเทศที่มีภูมิศาสตร์ ใกล้เคียงกับไทย โดยเฉพาะในเอเชียนั้น ยังขนาดผลการศึกษา และทดลองใช้เบนซิน E85 กับรถยนต์ ว่าในที่สุดทั้งปริมาณของอัตราสิ้นเปลืองต่อระยะทาง อัตราการระเหยของเอทานอลในถัง รวมถึงสภาวะการกัดกร่อนชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องมีมากน้อยเพียงใด
       
       โดยเฉพาะทั้งฟอร์ด มอเตอร์ และวอลโว่ คาร์นั้น ถึงแม้จะนำรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถใช้เชื้อเพลิงเบนซิน E85 มาเปิดตัว แต่ในด้านเทคนิคแล้ว ยังไม่มีการเปิดเผยผลการทดสอบรถยนต์รุ่นที่ใช้ E85 ในประเทศไทย อีกทั้งระยะเวลาการศึกษาผลกระทบต่อเครื่องยนต์ระยะยาวนั้น ยังไม่มีให้เห็นเป็นรูปธรรม
       
       อย่างไรก็ดี แนวโน้มของการเติบโตในอนาคตของเบนซินE85 อาจจะไปได้ดีขึ้น โดยเฉพาะหากได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะค่ายรถจากญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ หรือนิสสัน เนื่องจากเป็นผู้กุมตลาดรถยนต์ส่วนใหญ่ของไทย
       
       ไฮบริดทางเลือกใหม่ของโลก
       

       ในสภาวะราคาน้ำมันถีบตัวสูงทั่วโลก รถยนต์ประเภทไฮบริด หรือรถที่ใช้เครื่องยนต์ลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์ใช้น้ำมัน และมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ถูกมองว่าเป็นทางออกหนึ่งให้กับการลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลก
       
       อัตราการเติบของรถยนต์ไฮบริดทั่วโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างน่าสนใจ โตโยต้า มอเตอร์ ประกาศตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฮบริดรุ่น พรีอุส ซึ่งเป็นรถยนต์นั่ง 5 ประตูว่าผ่านหลัก 1 ล้านคันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้โตโยต้า เองยังมีรถยนต์ไฮบริดในกลุ่มรถยนต์เอกนประสงค์ หรือ MPV และรถยนต์ในกลุ่มขับเคลื่อน 4 ล้อเอนกประสงค์ทำตลาดอยู่ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ที่นำเข้ามาจำหน่ายโดยผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ
       
       ไม่เฉพาะโตโยต้าเท่านั้นที่ทำยอดขายรถยนต์ไฮบริดได้ค่อนข้างสูง เลกซัส รถยนต์ระดับหรูจากโตโยต้า เองก็เร่งผลิตรถยนต์ไฮบริดออกสู่ตลาดเพื่อแข่งขันในตลาดรถยนต์ระดับหรู โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนในประเทศไทยเองก็มีการนำเข้ามาจำหน่ายแล้ว 1 รุ่นด้วยเช่นกัน
       
       ขณะที่ ฮอนด้า และนิสสัน เองต่างก็มีผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฮบริดด้วยเช่นกัน โดยฮอนด้านั้นเคยนำรถยนต์ไฮบริดรุ่นซีวิค เข้ามาทำตลาดในแบบเช่ากับหน่วยงานราชการ เพื่อนำร่องและศึกษาผลกระทบจากการใช้งานในประเทศไทย แต่ในที่สุดฮอนด้าก็ประกาศยกเลิกโครงการดังกล่าวหลักดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า รถยนต์ไฮบริดไม่ได้ช่วยในเรื่องประหยัดพลังงานมากนัก
       
       ทำให้ประเทศไทยนั้น ตลาดรถยนต์ไฮบริด ตกอยู่ในอุ้งมือของบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ส่วนค่ายผู้ผลิตทั้งโตโยต้า และฮอนด้า นั้น ที่ผ่านมาปฏิเสธเสียงแข็งที่นำรถยนต์ไฮบริดเข้ามาทำตลาดด้วยตนเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาของรถยนต์นำเข้านั้นจะสูงกว่าราคาจำหน่ายในประเทศผู้ผลิตโดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นถึง 1 เท่าตัว เพราะต้องเสียภาษีนำเข้ากว่า 100%
       
       แม้ที่ผ่านมาจะเกิดแนวคิดในการผลักดันให้มีการลดภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฮบริด แต่แนวคิดนี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในธุรกิจ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เนื่องจากหากลดหรือยกเลิกกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ
       
       โดยเฉพาะหากรถยนต์ไฮบริด ได้รับความนิยมจากตลาดมากขึ้นเท่าใด ก็เท่ากับตลาดรถยนต์ที่ผลิตในประเทศจะได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นบริษัทผู้ผลิตจึงประกาศอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดจากต่างประเทศ แต่หากจะมีการจำหน่ายต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น
       
       โตโยต้าส่งไฮบริดลุยไทย
       
       กระแสความต้องการรถยนต์ไฮบริดทั่วโลกนั้น พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์โดยเฉพาะจากค่ายญี่ปุ่น ต่างวางแผนเพิ่มกำลังการผลิต ด้วยการร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรต่างๆ ขยายกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริด
       
       โตโยต้า มอเตอร์ ซึ่งถือว่ากุมตลาดรถยนต์ไฮบริดทั่วโลกได้มากที่สุด ประกาศความร่วมมือกับกลุ่ม มิตซึชิตะ ผู้ผลิตแบ็ตเตอรี่พานาโซนิค ตั้งโรงงานผลิตแบ็ตเตอรี่ของรถยนต์ไฮบริดขึ้นมาใหม่ ขณะที่นิสสัน มอเตอร์เองก็ประกาศแผนการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ไฮบริดด้วยเช่นกัน
       
       ท่ามกลางความกังขาของบทสรุป E85 ว่าแท้จริงแล้วนโยบายนี้ ใครได้ ใครเสียผลประโยชน์ ค่ายยักห์ใหญ่อย่างโตโยต้าก็ได้หาทางออกของตัวเองด้วยการนำเทคโนโลยี “ไฮบริด” เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภค สำหรับรถไฮบริด เป็นรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีลูกผสม ที่สามารถใช้ทั้งพลังงานเชื้อเพลิงปกติและไฟฟ้า จากข้อมูลของโตโยต้าพบว่า รถยนต์ที่ใช้ไฮบริดมีอัตราการประหยัดพลังงานกว่า 50% เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เชื่อเพลิงปกติ นอกจากจะประหยัดพลังงานแล้วเครื่องยนต์ไฮบริด ถือได้ว่าเป็นรถยนต์ที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม
       
       การตัดสินใจของโตโยต้าที่เลือกประเทศไทยในการผลิตคัมรี่ ไฮบริด ส่งผลให้เป็นประเทศที่ 3 ต่อจากญี่ปุ่นและอเมริกา ที่ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในรุ่นนี้ และถือเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำการผลิตรถไฮบริด สาเหตุที่โตโยต้าตัดสินใจเลือกรถยนต์ในรุ่นคัมรี่ ไฮบริด มาทำตลาดในประเทศไทยก่อน เนื่องจากมีความคุ้มสูงในแง่ของการผลิต เนื่องจากมีการประกอบอยู่แล้ว ดังนั้นงบประมาณในการลงทุนในเบื้องต้นนี้จึงไม่สูงมากนัก โดยได้ทำการลงทุน 90 ล้านบาทในการนำเข้าเครื่องจักร และปรับไลน์การผลิตบางส่วน พร้อมกันนั้นยังมีการพัฒนาบุคลากรทั้งฝ่ายแทคนิคและฝ่ายบริการเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไฮบริด ทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจและตอบคำถามของผู้บริโภคได้
       
       มิตซึฮิโระ โซโนดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์คัมรี่ ไฮบริด ขนาดเครื่องยนต์ 2400 ซีซี จะพร้อมผลิตในปี 2552 โดยใช้โรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานการผลิต ในเบื้องต้นจะผลิตออกมาจำนวน 9,000 คันต่อปี อย่างไรก็ตามหากตลาดมีความต้องการที่สูงกว่าเป้าที่ได้วางไว้ บริษัทฯก็มีความพร้อมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันที ส่วนข้อสรุปเรื่องราคาของตัวรถคัมรี่ ไฮบริดนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องทำการคำนวณต้นทุนการผลิตและภาษีสรรพสามิตที่มีข้อยกเว้นให้กับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด
       
       สำหรับโตโยต้า คัมรี่ เป็นรถยนต์นั่งมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก 2000 ซีซี ที่มีราคาเริ่มต้น 1.1-1.2 ล้านบาท, 2400 ซีซี มีราคาเริ่มต้น 1.4-1.6 ล้านบาท และ 3500 ซีซี ราคา 2.8 ล้านบาท คาดว่าตัวเลขยอดขายทั้งปีจะอยู่ที่ 14,000 คัน
       
       “การผลิตคัมรี่ ไฮบริด มีทั้งต้นทุนในส่วนที่ต้องเพิ่ม และต้นทุนที่ลดลง โดยในส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือ การนำเข้าแบตเตอรี่หรือมอเตอร์ และระบบต่างๆที่ต้องใช้กับรถไฮบริด ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆนั้นค่อนข้างสูง และไม่มีการผลิตขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นจึงเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินสูง ขณะเดียวกันในแง่ของต้นทุนที่ลดลงคือ การได้สิทธิประโยชน์จากภาษีสรรพสามิต เพราะจากเดิมคัมรี่ มีจำหน่ายในอัตราภาษีสรรพสามิต 35% แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ไฮบริดแล้ว ภาษีดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียง 10% ด้วยเงื่อนไขทั้งหมดจึงทำให้การเคาะราคาของรถยนต์ในรุ่นนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องคำนวณเพื่อหาจุดลงตัว ส่วนการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคนั้นโตโยต้ากล้ารับประกันหลังการขายเหมือนดังเช่นรถใหม่คือรับประกัน 3 ปี 100,000 กิโลเมตร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยกล่าว
       
       ปัจจุบัน โตโยต้ามีรถยนต์รุ่นไฮบริดในตลาดโลกหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ อาทิ พรีอุส, คัมรี่ ไฮบริด, เลกซัส อาร์เอ็กซ์ 400 เอช, เลกซัส แอลเอส, เลกซัส จีเอส, แอสติม่า, อัลพาร์ด โดยตัวเลขยอดขายสะสมของรถไฮบริดทั่วโลกมีกว่า 1 ล้านคัน และภายในปี 2553 คาดว่าโตโยต้าจะสามารถทำยอดขายรถยนต์ไฮบริดได้ปีละ 1 ล้านคันต่อปี
       
       นอกเหนือจากการลงทุนเพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคแล้ว โตโยต้ายังแสดงความพร้อมในการผลิตรถยนต์รุ่นโคโรลล่า ลิโม่ เอ็นจีวี ซึ่งเป็นการติดตั้งถังเอ็นจีวีจากโรงงานเกตเวย์ สำหรับรถยนต์ในรุ่นนี้ผลิตขึ้นมาเพื่อผู้ประกอบการรถแท็กซี่ และมีระยะเวลาการรับประกัน 3 ปี 100,000 กิโลเมตร โดยโตโยต้าคาดว่าจะเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้และตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์ในรุ่นนี้เดือนละ 500-600 คัน และหากพบว่าในอนาคตตลาดรถทั่วไปมีความต้องการรถยนต์ในรุ่นนี้ บริษัทฯจะทำการพิจารณาและศึกษาว่าโคโรลล่า อัลติส ใหม่ จะสามารถติดตั้งเอ็นจีวีได้หรือไม่อย่างไร
       
       ปตท.-บางจาก หลับหูหลับตา
       ประสานเสียงพร้อมรับ E85
       

       นอกจากฝั่งบริษัทผู้ผลิตและนำเข้ารถยนต์แล้ว ผู้จำหน่ายน้ำมันทั้ง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด( มหาชน) ประกาศความพร้อมในที่จะจำหน่ายน้ำมันเบนซิน E85 ได้ทันที โดยตามแผนที่เปิดทั้ง 2 แห่งเปิดเผยนั้นจะให้บริการรวมกันทั้งหมด 30 สถานี
       
       จากการเปิดเผยของกระทรวงการคลัง ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้ต่ำกว่าเบนซินE20 อยู่ประมาณ 1 บาทเศษ คือจาก 3.685 บาทของเบนซิน E20 เป็น 2.5795 บาทของเบนซิน E85 ซึ่งค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ภาษีน้ำมันเบนซิน E85 ควรจะต่ำกว่าที่กำหนดไว้
       
       ส่วนราคาของ E85 นั้นมีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่า เบนซิน 95 ประมาณ 15-20 บาท หากเบนซิน 95 ราคาอยู่ที่ 40 บาท เบนซิน E85 ต่ำสุดก็จะอยู่ที่ราวๆ 20 บาท โดยค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าราคาน่าจะต่ำกว่านี้ได้อีก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาใช้มากขึ้น
       
       อย่างไรก็ดี ปัญหาของเบนซิน E85 คงไม่ได้อยู่ที่เรื่องราคา เพราะถึงอย่างไรราคาเบนซิน E85 ต้องต่ำกว่า เบนซิน 95 เกือบเท่าตัว แต่สิ่งที่ค่ายรถยนต์เป็นกังวลคือ กำลังการผลิต เอทานอลในประเทศ ซึ่งจะเพียงพอกับความต้องการหรือไม่
       
       ปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตเอทานอล เพื่อขายต่อให้กับบริษัทผู้จำหน่ายน้ำมันทั้งหมด 11 โรงจากที่ได้รับในอนุญาตทั้งหมด 13 โรง มีกำลังการผลิตรวมกันที่ประมาณ 800,000 ลิตรต่อวัน ปริมาณการผลิตดังกล่าวถือว่าเพียงพอกับความต้องการใช้เบนซิน E10 และ E20 เนื่องจากเชื้อเพลิงหลักยังเป็นน้ำมันเบนซิน
       
       3 ปีก่อน ช่วงที่รัฐบาล และกระทรวงพลังงาน กำลังเร่งนโยบายให้คนหันมาใช้น้ำมันเบนซิน E10 ก็มีปัญหาในเรื่องกำลังการผลิตเอทานอล ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ จนทำให้ปตท.ต้องทำสัญญาซื้อเอทานอลจากต่างประเทศมาให้บริการ
       
       ดังนั้น หากในอนาคตมีปริมาณความต้องการใช้เบนซิน E85 มากขึ้นแล้ว บริษัทผู้ผลิตน้ำมันจะมีแผนรองรับการขยายตัวดังกล่าวเช่นไร จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตเอทานอลขึ้นอีกจำนวนเท่าไร เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ เพราะเบนซิน E85 นั้นถือได้ว่าสัดส่วนของเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ คือ เอทานอล ไม่ใช้น้ำมันเบนซินอีกต่อไป และหากปริมาณการผลิต และการสำรองเอทานอลไม่เพียงพอ การซื้อเอทานอลจากต่างประเทศก็ไม่แตกต่างจากการซื้อน้ำมันเบนซินจากต่างประเทศเช่นกัน
       
       ผลที่ตามมาคือ เป้าหมายของการผลักดันเบนซิน E85 เพื่อลดภาระการใช้ และนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศก็เป็นเพียงข้ออ้างของใครบางคนที่ได้ผลประโยชน์จากโครงการใช้รถ E85
       
       กระทรวงพลังงาน เปิดเผยตัวเลขประมาณการณ์หากมีการเปิดให้บริการน้ำมันเบนซิน E85 ในประเทศไทยว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ 2554 และหากมีปริมาณรถยนต์ E85 จำนวนถึง 60%ของรถที่จำหน่ายออกสู่ท้องตลาด จะมีความต้องการใช้เอทานอลมาถึง 4,677.34 ล้านลิตรต่อปี และสามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้ถึง 3,576.79 ล้านลิตรต่อปี
       
       อย่างไรก็ดี เนื่องจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ โดยเฉพาะปตท. มีภาระการลงทุนในช่วง 1.2 ปีนี้ค่อนข้างสูงจากทั้งโครงการเปลี่ยนสถานีบริการ Jet ที่ซึ้อกิจการเข้ามา, การขยายสถานีบริการ ก๊าซ NGV ให้ได้ครบอคลุมทั่วไปประเทศ และไม่รวมการเปิดให้บริการน้ำมันเบนซิน E20 จึงเป็นอุปสรรสำตัญหนึ่งที่ทำให้ในทางปฏิบัติ ปตท.อาจไม่สามารถขยายการให้บริการน้ำมันเบนซิน E85 ได้อย่างทั่วถึง
       
       นอกจากนี้ ตัวสถานีบริการน้ำมัน ต้องมีการวางแผนจัดการใหม่ แม้ในอนาคตจะยกเลิกให้บริการน้ำมันเบนซิน 95 ปกติ แต่ก็ต้องเปลี่ยนมาให้บริการเบนซิน E20 ทดแทน ขณะที่การต้องเพิ่มหัวจ่ายสำหรับเบนซิน E85 ขึ้นมาก็ต้องลดหัวจ่ายของน้ำมันตัวอื่นๆ ลง เพื่อทดแทน ดังนั้นต้องมีการศึกษาพื้นที่ให้บริการน้ำมัน E85 และE20 ด้วยเช่นกัน
       
       ขณะที่กำลังการผลิตเอทานอล ก็เป็นปัญหาเพราะ ปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ราวๆ 800,000 ลิตรต่อวัน หรือราวๆ 24 ล้านลิตรต่อเดือน แต่หากจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อแทนการนำเข้าน้ำมันเบนซินราวกว่า 4,000 ล้านลิตรต่อปี ภาคการเกษตรของไทยก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิตพื้นผลการเกษตรสำหรับแปรรูปแบบเอทานอล ทั้งอ้อยและน้ำตาลอีกจำนวนมากด้วยเช่นกัน
       
       จากการเปิดเผยของสมาคมผู้ผลิตเอทานอล ระบุว่า โรงงานผลิตเอทานอลที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ นั้นจะต้องใช้ผลผลิตราวๆ 6.5 กิโลกรัมเพื่อผลิตเอทานอลให้ได้ 1 ลิตร ซึ่งหากตัวเลขของเอทานอลเป็นพันๆ ล้านลิตร ปริมาณความต้องการผลผลิตมันสำปะหลังก็ต้องสูงขึ้นเป็นทวีคูณทีเดียว
       
       ผลักดันอี 85 เพื่อใคร
       
       สำหรับสาเหตุที่กระทรวงพลังงาน โดย พล.ท. หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ได้หารือร่วมกับผู้ผลิตน้ำมัน โรงกลั่น ค่ายรถยนต์ทั้งยุโรป-ญี่ปุ่น และผู้ผลิตเอทานอล เกี่ยวกับความพร้อมการใช้น้ำมันอี 85 และจะให้น้ำมันอี 85 เป็นพลังงานทดแทนระยะยาวเนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยสามารถผลิตเอทานอลเองได้ อีกทั้งหากผลิต อี 85 ออกมาแล้วจะทำให้ราคาถูกกว่าเบนซิน 95 กว่า 30%
       
       ในเรื่องนี้จะว่าไปแล้วการที่ราคาของอี 85 ถูกกว่าเบนซิน 95 เพียงแค่ 30% ไม่น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ในเรื่องการประหยัดน้ำมันที่ดีนัก เพราะจริงแล้วน้ำมันอี 85 จะมีอัตราสิ้นเปลืองสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เบนซิน 95 ปกติอยู่ราวๆ 25-30%
       
       หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าไม่ได้ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชนมากนัก เพราะทางฟากผู้ประกอบการน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็น ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรืออนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจากปิโตรเลียม ก็บอกว่า หากจะให้ราคาน้ำมันอี 85 จูงใจประชาชนควรจะถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซิน 95 ประมาณ 15-20 บาทต่อลิตร
       
       หรือว่าหมากในการผลักดันน้ำมันอี 85 ให้เกิดขึ้นเป็นความพยายามที่ต้องการช่วยบรรดาผู้ประกอบการเอทานอล ที่วันนี้มีกลุ่มนักธุรกิจการเมืองเข้าไปทำธุรกิจนี้หลายต่อหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มปิกนิก กลุ่มน้ำตาลมิตรผล กลุ่มผาแดงที่จับมือกับไทยออยส์ จัดตั้งบริษัทพลังงานสะอาด หรือกลุ่มซีฮอร์ส ของศิริธัช โรจนพฤกษ์ เจ้าพ่อคอมลิงค์
       
       ทั้งนี้ คอม-ลิงค์ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมของผู้ถือหุ้นตระกูลดัง คือ ตระกูลโรจนพฤกษ์ (ถือหุ้น 18.63%) ตระกูลสุขศรีวงศ์ (ถือหุ้น 14.15%) ตระกูลภิรมย์ภักดี (ถือหุ้น 10%) ตระกูลล่ำซำ (ถือหุ้น 9.99%) ตระกูลอดิเรกสาร (ถือหุ้น 8.75%) และปรีดิยาธร เทวกุล ถือหุ้น 8-9% (เดิมบมจ.ซีฮอร์ส ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแช่แข็ง และหลังจากกลุ่มคอม-ลิงค์ เข้ามาถือหุ้นใหญ่จึงปรับนโยบายทำธุรกิจพลังงานทางเลือกประเภทเอทานอล ซึ่งจากการย้ายกลุ่มจากอาหารมาเป็นพลังงานทำให้ราคาหุ้นของซีฮอร์สเพิ่มขึ้น)
       
       แหล่งข่าวในวงการพลังงาน กล่าวว่า ที่ว่าการผลักดันอี 85 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มทุนการเมืองก็เพราะที่ผ่านมาเอทานอลมีปัญหาล้นตลาด จากการที่อดีตมีการให้ใบอนุญาตผลิตเอทานอลมากถึง 24 ราย รวมผลิต 12 ล้านลิตรต่อวัน แม้ว่าในการตลาดจะกำหนดใช้อี 20 แทนเบนซินทั้งหมดก็ยังใช้เอทานอลได้แค่ 4 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น และในข้อเท็จจริงรถยนต์ก็ยังไม่สามารถใช้อี 20 ได้ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตทยอยเปิดโรงงานประมาณ 9-10 แห่งการผลิตประมาณ 1.6 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่การใช้จริงมีเพียง 7-8 แสนลิตรต่อวันเท่านั้น ทำให้เกิดการดัมพ์ราคาขาย จากราคาที่เคยอยู่ระดับ 24 บาทต่อลิตร ล่าสุดเหลือเพียง 14-15 บาทต่อลิตร
       
       จากความเห็นดังกล่าวจึงมองภาพออกได้ว่า การที่ภาครัฐพยายามผลักดันอี 85 ให้เกิดขึ้นก็เพื่อจะช่วยบริษัทผู้ผลิตเอทานอลไม่ให้ต้องประสบปัญหาเอทานอลล้นตลาด และปัญหาการตัดราคาระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน
       
       ************
       
       เปิดเทคโนโลยีรถประหยัดพลังงานค่ายยักษ์
       

       อาจเร็วไปสักหน่อยหากจะบังคับให้คนไทยรู้จัก และใช้รถยนต์ E85 เพราะคงต้องรออีกราวๆ ไม่เกิน 2 ปี ที่รายใหญ่อย่างโตโยต้า และฮอนด้าจะผลิตออกมาจำหน่ายให้ใช้งานกัน
       

       รถยนต์ E85 นั้น ในตอนนี้คงต้องบอกว่ายังไม่แพร่หลายสักเท่าไร เพราะบางพื้นที่ของมุมของโลกหันไปเล่นพลังงานทางเลือกอื่นเช่นไบโอดีเซล หรือเทคโนโลยี ยานยนต์ใหม่ๆ อย่างไฮบริด
       
       รถยนต์ E85 นั้นพิเศษกว่ารถยนต์ที่เราซื้อมาวิ่งกันในตอนนี้ตรงที่ มันวิ่งด้วยส่วนผสมของน้ำมันที่มาจากมันสัมปะหลัง และอ้อย ถึง 85 ส่วน 100 ประเทศที่ใช้รถยนต์เติมเอทานอลมากขนาดนี้ก็เห็นจะเป็น บราซิล ที่นั่นไม่ใช้รถ E85 แต่ที่นั้นใช้ E100 หรือเอทานอล 100% กันแล้ว
       
       รัฐบาลบราซิลตัดสินใจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้พลังงานแอลกอฮอล์ ภายใต้ชื่อโครงการ Pro-Alcohol เมื่อปี 1975 หรือจะเรียกเป็นไทยว่าการสนับสนุนการใช้แอลกอฮอล์ ก็ได้ด้วยมาตรการกำหนดให้รถยนต์ทุกคันในบราซิลต้องแล่นได้ด้วยพลังงานแอลกอฮอล์
       
       ประมาณการว่าในช่วงตั้งแต่ปี 1982 และปี 1990 กว่า 90% ของรถยนต์บนท้องถนนบราซิลแล่นพลังงานจากพืชอย่างมันสัมปะหลัง ด้วยแรงจูงใจทางด้านภาษี ทางเลือกรุ่นรถยนต์ที่มีมากมาย รวมทั้งราคาขายปลีกที่ถูก แอลกอฮอล์จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของบราซิล
       
       ในบราซิลนั้น เจนเนอรัลมอเตอร์ส หรือจีเอ็ม เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ผลิตรถยนต์เติมเอทานอล เริ่มตั้งแต่เทคโนโลยีเครื่องยนต์ระบบคาร์บูเรเตอร์ ในอดีตมาเป็นระบบหัวฉีดในปัจจุบัน จีเอ็มเรียกรถยนต์กลุ่มนี้ว่า Flex-Fuel
       
       เครื่องยนต์พลังงานทางเลือก Flex-Fuel ตัวนี้ ผ่านมาตรฐานไอเสียในระดับ 2 หรือยูโร 2 ขณะที่เมืองไทยประกาศใช้มาตรฐานยูโร 3 และในเร็วๆ นี้รถอีโคคาร์จะต้องผ่านมาตรฐานยูโร 4
       
       โดยเครื่องยนต์ Flex-Fuel ของจีเอ็มจะมี ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด (Fuel Injection) ระบบกรองมลพิษ (Catalytic Converters) และระบบควบคุมการทำงานเครื่องยนต์ด้วยคอมพิวเตอร์ (ECU) ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาการระเหยตัวของแอลกอฮอล์ รวมทั้งการติดเครื่องยนต์ยากในสภาพอากาศเย็นได้ นอกจากนี้ระบบหัวฉีดที่สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้เอง จากการใช้น้ำมันเบนซิน 100% มาเป็นการใช้แอลกอฮอล์ 100% ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าเชื้อเพลิงประเภทไหนที่มีจำหน่ายเยอะกว่า และราคาน่าสนใจกว่า
       
       รถยนต์จีเอ็มที่มีจำหน่ายในปี 2003 อย่างต่ำ 10 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระบบพลังงานทางเลือก Flex-Fuel โดยจีเอ็มมีแผนจะเพิ่มจำนวนรถยนต์ที่ใช้พลังงานได้ 2 ชนิด แบบเฟล็กซ์พาวเวอร์ให้มากขึ้นเป็น 30 % เช่น รถยนต์ขนาด 1,800 ซีซี. รุ่นล่าสุดที่แนะนำในตลาดบราซิลขณะนี้คือ เชฟโรเลต คอร์ซ่า เฟล็กซ์พาวเวอร์
       
       ชาติชาย สุวรรณเสวก ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ประจำภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย ว่า เทคโนโลยี Flexible –fuel หรือพลังงานทางเลือกใหม่ เป็นเทคโนโลยีที่จีเอ็มใช้มานานแล้ว ตั้งแต่ ปี 2528 โดยปัจจุบัน จีเอ็มได้หันมาพัฒนาเทคโนโลยี Fuel Cell หรือเซลล์เชื้อเพลิง ที่ใช้ไฮโดรเจน เป็นเชื้อเพลิง และยึดเป็นนโยบายสำคัญที่จะผลิตรถยนต์เชลล์เชื้อเพลิงออกจำหน่ายได้ภายในปี 2012 โดยปัจจุบันได้ผลิตรถต้นแบบเชฟโรเลต อีคิวน็อกซ์ เซลล์เชื้อเพลิงจำนวน 100 คัน ไปทดสอบตามเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก วอชิงตัน ลอสแองเจลลิส ในสหรัฐอเมริกา โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และโซล เกาหลีใต้
       
       “ส่วนเทคโนโลยี Flexible –fuel จีเอ็มใช้มานานแล้ว โดยเฉพาะที่บราซิล โดยได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลบราซิลอย่างมาก และสามารถผลิตรถยนต์ที่ใช้เอทานอลได้ 100 % ซึ่งบริษัทได้นำรถโอเปิล แอสตร้า เฟล็กซ์เพาเวอร์มาโชว์ตัวเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อแสดงให้เห็นว่า บริษัทรถประเภทนี้จำหน่ายในเชิงพาณิชย์ที่บราซิลเป็นรายแรกๆของโลก และได้การตอบรับอย่างดีมาก เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ที่จีเอ็มได้พัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่มีสามารถใช้ อี 85 หรือ น้ำมันเบนซินที่ผสมเอทานอล 85% และมีผู้สนใจใช้ทั่วประเทศ โดยทางภาครัฐสนับสนุนเปิดสถานีบริการน้ำมันประเภทนี้ให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง”
       
       ส่วนโตโยต้าในบราซิล นั้นได้ส่ง รถยนต์นั่งโตโยต้า โคโรลล่ารุ่นใหม่ 2 แบบ วางตลาดคือ โคโรลล่า เฟล็กซ์ (Corolla Flex ) และโคโรลล่า ฟิลด์เดอร์ เฟล็กซ์ (Corolla Fielder Flex) ที่ผลิตจากโรงงานภายในประเทศ โดยมีคุณสมบัติพิเศษ สามารถใช้เอทานอล 100 % เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเบนซิน
       
       โตโยต้า โคโรลล่า เฟล็กซ์ และโคโรลล่า ฟิลด์เดอร์ เฟล็กซ์ มีพื้นฐานมาจากรถยนต์โคโรลล่ารุ่นปกติ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1800 ซีซี. แต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและชิ้นส่วนในเครื่องยนต์บางจุดให้สามารถทนกับการกัดกร่อนของเอทานอล 100 % โดยใช้ให้สมรรถนะของเครื่องยนต์เท่าเดิม ซึ่งตามปกติแล้ว รถโตโยต้า โคโรลล่า ที่ผลิตจำหน่ายทั่วโลก ได้รับการพัฒนาขึ้นมาให้สามารถใช้น้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมของเอทานอลไม่เกิน 10 % หรือ E 10 แต่รถยนต์โคโรลล่า เฟล็กซ์ และโคโรลล่า ฟิลด์เดอร์ เฟล็กซ์ จะเป็นรถรุ่นแรกของโตโยต้าที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วย เอทานอล 100 % หรือไม่ต้องผสมกับน้ำมันเบนซินเลย
       
       ************
       
       พระเอกพลังงานหน้าใหม่
       
       ถึงบรรทัดนี้คงไม่ต้องบอกว่าเบนซิน E85 คืออะไร แต่ที่จะบอกคือ E85 ดีจริงหรือ หรือดีกว่า E20 แค่ไหน พัฒนเดช อาสรสรรพกิจ คอลัมน์นิสต์ประจำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคว่า การนำ E85 มาใช้ ต้องเข้าใจให้ชัดเจน และตรงกันก่อนว่า เป้าหมายเพื่อ ลดภาระการนำเข้าน้ำมันเบนซินจากต่างประเทศ ซึ่งนับวันราคายิ่งถีบตัวสูงลิ่ว และไม่รู้ว่าจะไปเพดานกันที่ลิตรละกี่บาท
       
       ประเด็นเรื่องของราคา E85 จึงเป็นประเด็นรอง และเป็นผลพลอยได้ที่ผู้บริโภครถยนต์จะได้รับ
       
       แต่! บอกได้เลยว่า น้ำมัน E85 จะมีอัตราสิ้นเปลืองสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เบนซิน 95 ปกติอยู่ราวๆ 30% จริงๆ หรือพูดง่ายๆ คือ ถ้ารถคุณเดิมวิ่งกันที่ 10 กิโลเมตรต่อลิตร มันก็จะลดลงเหลือราวๆ 7 กิโลเมตรต่อลิตรนั่นเอง
       
       เท่าที่ทราบตอนนี้บริษัทรถยนต์แต่ละค่ายคงอยู่ระหว่างการทดลองใช้งานรถยนต์ E85 กันยกใหญ่ เพียงแต่ไม่มีใครออกมาพูดเท่านั้น ที่สำคัญคือ บ้านเราตอนนี้ยังหาเติมเบนซิน E85 ยังไม่ได้ ใครที่ทดลองก็ต้องหาอาทานอลมาผสมกันเอง
       
       ด้านมลภาวะ แน่นอน เจ้ารถยนต์ E85 สร้างมลภาวะน้อยกว่าเบนซินทั่วไป โดยในเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ และไฮโดรคาร์บอน ลดลง แต่ก็จะมีก๊าซตัวใหม่เกิดขึ้นคือ ไนโตรเจนออกไซด์
       
       มีหลานคนยังสงสัยว่า แล้วรถที่เป็น E85 จะเติมเบนซิน E20 หรือ E10 ได้หรือไม่ พัฒนเดช บอกว่า ระบบเครื่องยนต์ที่จะนำมาใช้ในเมืองไทยคงต้องเป็นรุ่นที่ให้การยืดหยุ่นสูง หรือ Flexible เพราะยังไม่มีใครการรันตีว่าว่า จะหาเติม E85 ได้จากที่ไหนบ้าง ครอบคลุมมากขนาดไหน เพราะฉะนั้นมันต้องเติมน้ำมันได้ค่อนข้างหลากหลาย
       
       ในเรื่องสมรรถนะนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตรถยนต์ละรายว่าจะตั้งค่าเครื่องยนต์ของ E85 ให้มีแรงม้ามาก น้อยเพียงไร เพราะฉะนั้นจงอย่าลืมว่า เป้าหมายของการใช้ E85 ไม่ได้ทำให้เราใช้น้ำมันถูกลงแต่มันเป็นการช่วยชาติลดภาระการขาดดุล ที่ต้องซื้อน้ำมันจากต่างประเทศมาใช้นั่นเอง

Click here to get SuccessAdSense



Make Money With Adsense Without Your Website. Apply now!

เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ