เมื่อคุณแม่ยุคใหม่ต้องวิ่งแข่งกับเวลาที่โดนบีบ ทั้งจากการทำงานจนส่งผลให้บางครั้ง การดูแลครอบครัวเกิดอาการบกพร่อง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ที่อาหารสำเร็จรูปนอกบ้านไม่ตอบความต้องการได้เสมอไป หลากธุรกิจอาหารจึงต่างพาเหรดเปิดสินค้า “ช่วยปรุง” ทางลัดที่ช่วยให้การปรุงอาหารทานเองที่บ้านเป็นเรื่องง่าย และสะดวก ลดเวลาการทำแต่ละเมนูเหลือเพียง 5 นาทีเท่านั้น
ท่ามกลางบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจอาหารที่มาออกบูธในงานแสดงสินค้าอาหาร หรือ THAIFEX เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เทรนด์อาหารอย่างหนึ่งที่โดดเด่น และมีหลายผู้ประกอบการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ คือ “อาหารพร้อมปรุง” ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นทางลัดในการทำอาหาร ตัดขั้นตอนความยุ่งยากต่างๆ ออกไป เพื่อตอบสนองต่อชีวิตแม่บ้านรุ่นใหม่
กฤษฎา โสภา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด เปิดเผยถึงข้อมูลของผู้บริโภคที่ได้จากการทำวิจัยในกลุ่มแม่บ้าน โดยพบว่าเวลากับคนยุคใหม่ ดูเหมือนว่าต้องวิ่งไล่ตามกันให้ทัน ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน และการดูแลคนในครอบครัวทำให้หลายคนไม่มีเวลาลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง ต้องอาศัยซื้ออาหารสำเร็จรูปจากนอกบ้าน หรือบางครั้งบางคราวที่ต้องการทำอาหารแต่ขาดความถนัดในด้านการปรุงให้อร่อยถูกปาก
โดยเฉพาะอาหารไทยประเภท “แกง” ที่ต้องอาศัยช่วงเวลานานในการปรุง เริ่มต้อนตั้งแต่การเตรียมส่วนผสมของเครื่องเทศเพื่อทำพริกแกง เตรียมกะทิ ผักต่างๆ และเนื้อสัตว์
เมื่อโจทย์ผู้บริโภคเปลี่ยนเป็นชีวิตที่เร่งรีบขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับการขาดทักษะในการปรุงอาหารที่ดีของคนเมืองยุคใหม่ ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับตัวออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “รอยไทย” น้ำแกงพร้อมปรุง ซึ่งเป็นการนำพริกแกงชนิดต่างๆ ผสมเข้ากับกะทิสดแท้พร้อมปรุงให้ได้รสชาติ เพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์กะทิสำเร็จรูปยูเอชทีตราชาวเกาะ ที่คอนเซปต์ของสินค้าไม่ได้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปมากนัก
จุดขายสินค้าของแบรนด์รอยไทย คือ ความง่ายและเร็วในการปรุงแกงหนึ่งชามมี 3 ขั้นตอน เพียงแค่เทน้ำแกงพร้อมปรุง ใส่ผักและเนื้อสัตว์ตามปริมาณที่ต้องการ และคนให้เข้ากัน โดยมีรสชาติให้เลือกทั้งหมด 5 อย่าง ได้แก่ แกงเขียวหวาน แกงเผ็ดแดง แกงพะแนง แกงมัสมั่น และแกงกะหรี่
“รอยไทยเกิดจากความต้องการของตลาดที่มองว่าอาหารไทยทำยาก จึงพยายามลดขั้นตอนของความยุ่งยากลง ซึ่งเราได้ไปสอบถามกลุ่มแม่บ้านว่าตั้งแต่ขั้นตอนการไปจ่ายตลาดเพื่อเลือกซื้อเครื่องปรุง ส่วนผสม จนกระทั่งทำแกงสำเร็จออกมาหนึ่งชาม อยากลดขั้นตอนไหนมากที่สุด ซึ่งกลุ่มแม่บ้านส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอยากลดขั้นตอนการละลายพริกแกงให้เข้ากับกะทิ เราจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการนี้ออกมา”
กลุ่มเป้าหมายของรอยไทย นอกจากเป็นแม่บ้านยุคใหม่ที่ต้องทำงานและดูแลสมาชิกครอบครัวไปพร้อมๆ กันแล้ว ยังได้เล็งเจาะกลุ่มชาวต่างชาติอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เคยพำนักในประเทศไทยมาก่อน เมื่อกลับไปยังบ้านเกิดอาจมีความต้องการที่จะทานอาหารไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยให้พวกเขาปรุงเมนูแกงต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งในปัจจุบันสินค้าตัวนี้ได้ส่งออกไปยังออสเตรเลีย และอเมริกา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินค้านี้จะพัฒนามาจากความต้องการของผู้บริโภค แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่กฤษฎาค่อนข้างเป็นกังวล คือ ความใหม่ของสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในรูปแบบยูเอชทีอาจทำให้ผู้บริโภคไม่เข้าใจในคอนเซปต์ผลิตภัณฑ์ รวมถึงความไม่เชื่อมั่นในสินค้าว่าจะปรุงได้ง่ายและออกมามีรสชาติอร่อยจริงตามที่โฆษณา ดังนั้น ในปีนี้ทางบริษัทฯจึงไม่ได้ตั้งเป้าถึงยอดขายของผลิตภัณฑ์นี้ เพียงแค่สร้างความเข้าใจในสินค้า และสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เท่านั้น โดยการจัดจำหน่ายสินค้าจะผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดเป็นหลักประมาณ 70% เพราะสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย ส่วนที่เหลือเป็นการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าทั่วไป
Product Innovation ที่ตอบสนองความต้องการแบบอร่อยเร็วทันใจไม่ได้มีแค่เพียงน้ำแกงพร้อมปรุงของอำพลฟูดส์เท่านั้น โรซ่า เจ้าตลาดซอสมะเขือเทศ ก็ได้แตกไลน์ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุงเช่นกันในชื่อแบรนด์ Roza Chef at Home
นวนุช วังพัฒนมงคล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ไฮคิว ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารภายใต้แบรนด์โรซ่า เปิดเผยถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันว่า ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นคนเมืองรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตประจำวันเร่งรีบไปกับการทำงาน และมีข้อจำกัดทางด้านเวลาจึงไม่สะดวกในการทำอาหารกินเอง ซึ่งโรซ่าได้พยายามพัฒนาสินค้าเพื่อตอบไลฟ์สไตล์คนกลุ่มนี้ด้วยผลิตภัณฑ์ซอสพริกไทยดำ ที่บรรจุในขวดแก้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อทำตลาดไปได้ระยะหนึ่ง ทางบริษัทฯได้รับผลตอบกลับจากผู้บริโภคว่า แม้จะช่วยให้การปรุงอาหารเป็นเรื่องง่ายขึ้นก็จริง แต่ด้วยปริมาณต่อขวดที่ค่อนข้างมากขณะที่ความถี่ในการทำอาหารรับประทานเองของผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดบ่อยครั้ง ส่งผลให้ต้องเก็บซอสไว้เป็นเวลานานจนบางครั้งตัวซอสพริกไทยดำอาจเสียก่อนใช้หมด
บริษัทฯจึงได้นำข้อมูลที่ได้จากผู้บริโภคมาทำการปรับแก้จุดอ่อนของผลิตภัณฑ์ และลงตัวที่โรซ่า เชฟ แอท โฮม
ใครทำก็อร่อยเหมือนมีเชฟมาปรุงอาหารให้รับประทานถึงที่บ้าน เป็นคอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์ซอสปรุงสำเร็จ โดยปรับบรรจุภัณฑ์จากขวดแก้ว เป็นซองขนาด 60 กรัม ซึ่ง 1 ซองสามารถปรุงอาหารได้ 1 มื้อ และมีให้เลือก 3 รสชาติ ได้แก่ ซอสพริกไทยดำ ซอสเปรี้ยวหวาน และซอสเทริยากิ
“สินค้าตัวใหม่นี้ได้เปรียบตัวขวดแก้วที่อาจเสียไปก่อนใช้หมด แต่ซองนี้ใช้ต่อหนึ่งมื้อทำให้สะดวกไม่ต้องกะปริมาณในการเท ซึ่งจะได้ในส่วนของผู้บริโภคที่ทำอาหารทานไม่บ่อย ซึ่งเท่าที่ดูจากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค พวกเขาต้องการความรวดเร็วในการทำกับข้าวเป็นหลัก เพราะเวลาในการเตรียมอาหารมีน้อย”
นอกจากเป็นการลบจุดอ่อนของซอสพริกไทยดำแล้ว การปรับบรรจุภัณฑ์จากขวดแก้วให้อยู่ในรูปแบบซอง ลดขนาดให้เล็กลงเหลือ 60 กรัม และตั้งราคาขายเพียง 12 บาทต่อซอง ยังช่วยเพิ่มความถี่ในการซื้อสินค้าได้มากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกคุ้นเคยกับแบรนด์มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ห่างเหินเหมือนอย่างแต่ก่อน
“สำหรับตลาดซอส ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเลือกใช้สินค้าที่คุ้นเคย การสร้างตลาดใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการทดลองสินค้าใหม่ๆ และถ้าติดตลาด เราก็จะเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคจำได้ในฐานะที่เราบุกเบิกตลาดใหม่”
ทั้งนี้ นวนุชยังให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนไทยก่อน เพราะรสชาติที่ออกมาตอบสนองความต้องการของคนในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น หากส่งออกคงต้องพัฒนาสินค้าใหม่ที่เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ”
ยอดขายของโรซ่า เชฟ แอท โฮม ที่นวนุชตั้งไว้ในปีนี้อยู่ที่ 100 ล้านบาท โดยบริษัทฯมีแผนกระตุ้นยอดการขาย โดยเน้นการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพสินค้า และร้านค้าต่างๆ โดยในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากสินค้าออกสู่ตลาดได้ปรับลดราคาเหลือเพียง 10 บาท เพื่อดึงให้ผู้บริโภคเกิดการทดลอง รวมทั้งยังเน้นทำโรดโชว์เพื่อแนะนำให้ผู้บริโภครู้จักผลิตภัณฑ์ ซึ่งตั้งงบประมาณการตลาดไว้ที่ 50 ล้านบาท
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม