![]() |
แวบผ่านไป “สะพานมัฆวานรังสรรค์” สะพานแห่งความทรงจำเมื่อวันก่อน กลิ่นอายของบรรยากาศทางการเมืองได้ลอยมาเตะจมูก ที่คิดแค่จะผ่านเลยเฉยๆ ก็ต้องเปลี่ยนใจมาเป็น “ผู้สังเกตการณ์” อย่างไม่รู้ตัว
เสียงเรียกร้องของม็อบพันธมิตรที่ประกาศไม่เอารัฐบาลลูกกรอก ต่างแพร่กระจายดังกึกก้องทั่วท้องถนนราชดำเนินกลาง ขณะที่การจราจรรอบๆ ทำเลนั้นลื่นไหลคล่องตัวดีเกินคาด สลับกับข่าวน่าฉงนจากกลุ่มม็อบด้านใน “มีมือดีมาขโมยข้าวกล่อง” จนต้องมีการคาดเดาแบบสุ่มๆ ว่า คงเป็นฝีมือของฝ่ายตรงข้ามม็อบ ที่หวังจะทุบหม้อข้าวผู้ร่วมประท้วง เพราะสงครามต้องเดินด้วยท้อง เป็นสงครามปากท้องที่สู้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ไม่ต่างกับม็อบชาวนา ม็อบเกษตรกรกุ้ง ม็อบประมง ม็อบกระเทียม ม็อบรับเหมา ม็อบรถร่วมและอื่นๆ อีกมากมาย เนื่องจากทุกคนกำลังเดือดร้อน ชักหน้าไม่ถึงหลัง
สุดท้ายหลายชีวิตตะโกนให้ได้ยินว่า “ถึงปากจะกัด ตีนจะถีบ เราก็จะสู้” สถานการณ์จะสร้างวีรบุรุษได้หรือไม่ ? ชัยชนะและความพ่ายแพ้ สิ่งไหนจะมาก่อนมาหลัง เวลาเท่านั้นจะเป็นตัวบอก !
อีกกระแสข่าวฮอตที่กระชากใจคนมากคือ อัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม 2551 ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศว่า สูงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 7.6% จากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วและเพิ่มขึ้น 2.1% จากเดือนเมษายน 2551 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) เพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% จากเดือนก่อนหน้านี้
เท่ากับว่าเงินในกระเป๋าเราจะหดลงเรื่อยๆ
นี่ก็เป็นสงครามปากท้องที่สร้างแรงกดดันให้มนุษย์ต้องดิ้นรนและต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในทุกวิถีทาง แล้วรัฐบาลจะช่วยอะไรได้บ้าง
ยิ่งผสมโรงกับอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่ที่ทยอยปรับขึ้นของธนาคารพาณิชย์ได้เริ่มขึ้นแล้ว นำโดยพี่ใหญ่ธนาคารกรุงเทพที่นำร่องปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งสองขา ทั้งเงินฝากและเงินกู้ โดยเงินฝากประจำทุกระยะเวลาปรับเพิ่มสูงสุด 1.00% และเงินกู้เพิ่มขึ้น 0.375%
เมื่อมีแบงก์หนึ่งนำแบงก์อื่นก็ทยอยปรับตามกลไกตลาด เรื่องนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นอาจมีผลซ้ำเติมความต้องการสินเชื่อจากภาคเอกชน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ ขณะที่ทุกธุรกิจกำลังได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากปัญหาอัตราเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางการเมือง
ทางออกคงขึ้นอยู่กับการปรับตัวของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวแปรสำคัญ ลูกค้าสินเชื่อ หรือลูกค้าที่ต้องการกู้เงินคงต้องชั่งใจเอาเองว่า จะตั้งการ์ดรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้มากน้อยแค่ไหน นั่นคือ ต้องประเมินศักยภาพทางการเงินของตัวเองด้วย
ยามที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนแอและความเชื่อมั่นของเสถียรภาพทางการเมืองยังคงเปราะบาง เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็อาจเกิดขึ้น
ทุกคนจึงสร้างความฝันของตัวเอง จะฝันแบบตั้งใจหรือฝันแบบลอยๆ ทุกคนก็ชอบที่จะฝัน เพราะฝันแล้วมีความสุข ทำให้ท้องอิ่มได้ แม้ว่าวันนั้นจะไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยก็ตาม
ขอตบท้ายด้วยบทกินใจจากตอนหนึ่งของละครเรื่อง “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” ฝันของชายชราผู้มีอุดมคติในการใช้ชีวิต “ดอน กิโฮเต้”
“ผมอยู่มาเกือบห้าสิบปี ได้เห็นชีวิตอย่างที่มันเป็น เห็นความเจ็บปวดทุกข์ยาก หิวโหย เป็นความโหดร้ายเกินกว่าจะทำใจให้เชื่อ ผมได้ยินเสียงคนเมาร้องเพลงเอะอะในร้านเหล้า ได้ยินเสียงครวญครางดังมาจากกองขยะข้างถนน ผมเคยเป็นทหารและได้เห็นเพื่อนๆ ล้มลงในสนามรบ…หรือไม่ก็ค่อยๆ ตายทีละน้อยอย่างทรมาน เคยโอบพวกเขาไว้ในอ้อมแขนเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง คนเหล่านี้ล้วนมองชีวิตอย่างที่มันเป็น กระนั้นก็ยังตายอย่างสิ้นหวัง ไม่เคยรู้จักความรุ่งโรจน์ ไม่เคยเอ่ยคำอำลาโลกอย่างกล้าหาญ มีแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เฝ้าสะอึกสะอื้นถามว่า ทำไม เขาคงไม่ได้ถามว่า ทำไมเขาต้องตาย หากปรารถนาจะถามว่า ทำไมจึงต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า ในเมื่อชีวิตนั้นเองคือความบ้า ใครจะบอกได้ว่าความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นั่นแหละคือความบ้า การยอมล้มเลิกความใฝ่ฝันสิอาจเป็นความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่ซึ่งมีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกของเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็น แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น”
คอลัมน์ WEEKLY TALK
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม