![]() |
ธุรกิจบันเทิงพวกหนังหรือภาพยนตร์นั้นมิใช่ธุรกิจทำเงินได้กำไรมากแต่อย่างใด นอกจาก จะไม่ได้ค่อยได้กำไรแล้วบางเรื่องขาดทุนก็มีไม่น้อย แต่แม้จะขาดทุนก็ต้องยอมเพราะจุดมุ่งหมายอยู่ที่ความบันเทิง มากกว่าหาหรือมุ่งแต่จะได้ฝ่ายเดียว
หนังส่วนมากมักจะสะท้อนถึงเรื่องหรือสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เป็นวัตถุ เป็นชีวิตคนและสัตว์ ซึ่งบางเรื่องและบางสิ่งเขาสรรหามาให้ดู เมื่อดูแล้วไม่น่าเชื่อก็มี
การหาความสนุกเพลิดเพลินจากการ ดูหนังถือว่าคุ้มค่าและเวลา ค่าดูหนัง โรงใหญ่ในมะกาผู้ใหญ่จะเสียค่าตั๋วประมาณ 14 เหรียญ เด็กและคนชรา 10 เหรียญ ถ้าไม่ดูหนังโรงใหญ่จะดูจากวิดีโอหรือดีวีดีก็ต้องเสียเงินเพื่อซื้อหาเป็น 2 เท่า หรือไม่ก็คอยเช่าดีวีดีมาดูเองที่บ้านจะทำให้ประหยัดได้หลายเหรียญ
หนังประเภทนวนิยายเวทมนตร์คาถาและขุมทรัพย์ต่างๆ มีให้ชมหลายภาคหลายตอน เช่น Pirates of the Caribbean, Harry Potter ฯลฯ ที่เราได้ชมกันมาตลอด 6-8 ปี ฟาดเงินเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลกเหยียบพันล้านเหรียญเกือบทุกเรื่องทุกตอน หนังดังสองเรื่องนี้ยังทำให้ผู้สร้างหนังรวยไม่พอเขาจึงเข็นตอนใหม่ออกมาให้เราชมอีก
หนังชุดการผจญภัยอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังฉายโรงใหญ่ที่มะกาเวลานี้ก็คือ Indiana Jones ตอนนี้มีชื่อว่า The Kingdom of the Crystal Skull หนังเรื่องนี้เป็นแบบลึกลับและสนุกน่าติดตาม ด้วยความระทึกอยากรู้อยากเห็น เป็นหนังที่ถูกใจนักดูหนังเกือบทุกระดับ และแน่นอนว่าทำเงินให้บริษัทสร้างหนังรวมกันไม่น่าจะน้อยกว่า 800 ล้านเหรียญ (พาราเมาท์คาดว่าจะได้ 600-700 ล้านเหรียญ)
หนังเรื่องนี้มิใช่เป็นหนังใหม่ แต่มีมานานแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ไม่น้อยกว่า 2-3 ตอน เป็นหนังทำเงิน เป็นหนังผจญภัยสนุกสนาน ไม่แพ้หนังชุดรุ่นใหม่คือแฮร์รี่ พอตเตอร์และโจรสลัดแห่งแคริบเบียน เพราะฉะนั้นเมื่อผลิตตอนใหม่ออกมาฉายอีกวงการนักสร้างหนังสามารถบอกได้เลยว่ามันจะทำเงินได้ไม่น้อย หรือไม่น่าจะน้อยกว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์และโจรสลัด แห่งแคริบเบียน
ทีมผู้สร้างอินเดียน่า โจนส์มือฉมังมี 3 คนคือ George Lucas นาย Steven Spielberg และดาราใหญ่นาย Harrison Ford โดยมีบริษัทพาราเมาท์ ร่วมลงทุนประมาณ 335 ล้านเหรียญ
พาราเมาท์เผยว่าหนังเรื่องนี้ถ้าจะคุ้มทุนต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านเหรียญ ส่วนต่างระหว่าง 400 กับ 335 ล้านเหรียญ คือ 65 ล้านเหรียญ นั้นคือค่าจ้างสำหรับ 3 คน (และลูกน้อง) ซึ่งจะฟาดกันคนละเท่าไรไม่ทราบ
รายงานของ Times Research, Boxofficemojo.com เผยออกมาเมื่อ 21 เมษายน 2008 ถึงตัวเลขค่าใช้จ่ายหนังเรื่องหลังสุดนี้รวมกัน 400 ล้านเหรียญ ก็เพราะบริษัทสร้างหนังเรื่องนี้มาแล้ว 3 ชุด รวมเป็นเงินประมาณ 1,200 ล้านเหรียญ หรือเรื่องละ 400 ล้านเหรียญ ถ้าจำนวนเท่านี้แสดงว่าเรื่องล่าสุดนี้เสียเงินถูกกว่า 3 เรื่องก่อน แม้ว่าจะห่างกันเกือบ 20 ปี ซึ่งก็น่าจะเสียเงินมากกว่า
นายสตีเฟน สปีลเบิร์ก นั้นดังมานาน คือเห็นชื่อผู้สร้างผู้กำกับฯแล้วก็เชื่อหัวไอ้เรืองเลยว่าหนังต้องสนุกและแจ๋วเด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดีสนุกเพลินด้วยกัน
ระหว่างปลายพฤษภาคมและต้นมิถุนายน 2008 มีหนังใหม่เข้าโรง 2 เรื่อง โดยมากหนังใหม่จะเข้าโรงใหญ่พร้อมกันทั้งในมะกาและแคนาดาในเย็นวันศุกร์-อาทิตย์ ใน 3 วันนี้เขาจะมีตัวเลขแจ้งให้ทราบว่า คาดว่าหรือคิดว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้จะทำเงินทั่วโลก (รวมทั้งการผลิตวิดีโอและดีวีดี) เท่าไร
ระหว่างศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2008-อาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2008 มีหนังใหม่เข้า 2 เรื่องคือ Sex and the City และ The Strangers ซึ่ง Times Research คาดว่าเซ็กซ์ฯ จะมีรายได้ 31 ล้านเหรียญ ส่วนสเตงเจอร์จะมีรายได้ 9 ล้านเหรียญ ปรากฏว่าในวันจันทร์ 2 มิถุนายน 2008 มีรายงานของ น.ส.พ.แอลเอ.ไทม์ โดย Media by Numbers เผยตัวเลขออกมาว่า เรื่องเซ็กซ์ฯได้มากกว่าที่คาดคือได้ถึง 55.7 ล้านเหรียญ (มากกว่าที่คาดไว้ถึง 24.7 ล้านเหรียญ) ส่วนสเตงเจอร์ได้มากกว่า 2 เท่าคือ 20.7 ล้านเหรียญ (มากกว่าที่คาด 11.7 ล้านเหรียญ) เรื่องนี้เป็นหนังดรามาค่อนข้างหนัก รายได้ 3 วันแรกเกินทุน
ผู้ที่ดูหนังเรื่องเซ็กซ์ฯ เป็นผู้หญิงอายุเกิน 25 ปี จำนวน 33% เป็นผู้หญิงวัยต่ำกว่า 25 ปี จำนวน 26% เป็นผู้ชายอายุเกิน 25 ปี มี 12% ต่ำกว่า 25 ปี มี 2% เรียกว่าผู้หญิงชอบดูผู้หญิง จะดูเพื่อเรียนรู้หรือเลียนแบบ หรืออยากดูเนื้อนมของเพศเดียวกัน (หนังเรื่องนี้เรต X) หรือเพราะอะไร ไม่ทราบ ไม่แน่ใจ
ส่วนเรื่องสเตงเจอร์ที่ฟาดไปถึง 20.7 ล้านเหรียญ ใครๆ ก็รู้สึกประหลาดใจกันทั้งนั้น ยิ่งประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าเรื่องนี้ลงทุนเพียง 9 ล้านเหรียญ ถอนทุนแล้วแถมได้กำไรมากกว่าลงทุนซะด้วย
Sex and the City ลงทุนสร้างประมาณ 60 ล้านเหรียญ 3 วันแรกทำเงินได้ 55.7 ล้านเหรียญ วันแรกคือวันศุกร์ฟาดถึง 26.9 ล้านเหรียญ ขาดอีก 4 ล้านเหรียญกว่าก็จะได้ทุนคืนแล้ว ต่อไปก็จะเป็นกำไรลูกเดียว รายได้ที่ปรากฏเป็นรายได้เฉพาะในมะกาและแคนาดาเท่านั้น
หันมาดูเรื่องใหญ่คือ Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull หนังใหญ่ฟอร์มใหญ่เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ถูกวิจารณ์ว่าเป็นหนังของพวกคนแก่ เพราะหยุดสร้างภาคที่ 4 มานาน จนใครๆ สมัยโน้นลืมมันเกือบหมดแล้ว เรียกว่าจับต้นชนปลายไม่ถูก ถ้าไม่ใช่เป็นนักดูหนังจริงๆ อาจจะไม่สนใจมันเลย แล้วพรรคพวกนักสร้างหนังของคุณสปีลเบิร์กสร้างมันขึ้นมาทำไม หวังว่าจะฟาดเงินได้เยอะแยะละสิ จะได้เงินจริงหรือ คิดดูว่าคนสร้างและเพื่อนอีก 2 คนป่านนี้ก็แก่เหยียบ 60 ปีแล้วกระมัง
อินเดียน่า โจนส์ เริ่มฉายอาทิตย์แรกเมื่อ 23-26 พฤษภาคม 2008 รวม 4 วัน รวม 4,260 โรง รายงานของ Media by Numbers เผยออกมาเมื่อ 27 พฤษภาคม 2008 ว่า ทั้ง 4 วันฟาดไป 126.9 ล้านเหรียญ เฉลี่ยรายได้โรงละ 29,793 เหรียญ อาทิตย์นั้นมีหนังใหม่เพียงเรื่องเดียว คนจึงเข้าไปอุดหนุนกันค่อนข้างเต็มโรง
อาทิตย์ถัดมา 30 พฤษภาคม -1 มิถุนายน 2008 (แต่เป็นอาทิตย์แรกของเรื่องเซ็กซ์ และสเตงเจอร์) Times Research คาดว่าอินเดียน่า โจนส์ จะมีรายได้ 49.1 ล้านเหรียญ ถึงวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2008 Media by Numbers รายงานว่า ได้เงินไป 46 ล้านเหรียญ เกือบได้ตามที่คาดไว้ ขาดไปนิดหน่อยเพียง 3.1 ล้านเหรียญ รายงานเผยต่อไปว่า 5 วันผ่านไปทั่วโลกฟาดไปแล้วประมาณ 311 ล้านเหรียญ
ดูหนังเป็นการพักผ่อนและได้ความรู้มากที่สุดเมื่อคิดถึงจำนวนเงินค่าบัตรเข้าชม 10-15 เหรียญ ทำให้เราได้รู้จักชีวิตของคนของสัตว์ ฯลฯ อย่างประมาณไม่ได้ เราได้บทเรียนต่างๆ หนังทำให้เราประมาณตัวเองได้เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ฉะนั้นคุณควรหาโอกาสดูหนัง ดูได้มากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้นหรือมากกว่านั้น
คอลัมน์ เล่าข้ามโลก
โดย “นิมิตร วัฒนาวารินทร์”
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม