Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

แก้ปัญหา “E-business” ที่ปรึกษายุคการตลาด 2.0

อีกหนึ่งกรณีศึกษา จากมหาวิทยาลัยการจัดการมหิดล กรณีนี้เป็นเรื่องของอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ที่ปรึกษาการทำกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์หรือ (online business strategies) โดยจะช่วยให้คำปรึกษา วางกลยุทธ์ แนะนำและพัฒนาจนถึงการสร้างระบบทางด้านเทคโนโลยีให้กับลูกค้าที่ต้องการประยุกต์และปรับธุรกิจให้รองรับโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในระยะ 8 ปีมานี้ เขามีการทำงานในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนักบรรยาย วิทยากรสอนหลักสูตรเกี่ยวกับ Google และ eBay และงานดูแลระบบ ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีการวางแผนในะระยะยาว เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโททางด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ จนเกิดเป็นธุรกิจที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์และพัฒนาโซลูชั่นสำหรับธุรกิจออนไลน์ หรืออีบิสซิเนส (E-business) เพราะมองว่าการตลาดในยุค 2.0 คือโลกของธุรกิจออนไลน์ ซึ่งจะโตอีกมากในไทยแต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยังขาดทีมงานหรือผู้ชำนาญที่จะเข้ามาให้คำแนะนำทางด้านนี้

และสิ่งที่อภิศิลป์ต้องการคำแนะนำนอกเหนือจากวิธีการสร้างเน็ตเวิร์กก็คือ เรื่องของแบรนดิ้ง ทำอย่างไรชื่อและ แบรนด์เนมของเขาจะสามารถทำให้ลูกค้ายอมรับได้ ส่วนเรื่องที่สองคือ ลูกค้าบางกลุ่มคิดว่าคำปรึกษาคือของฟรี ดังนั้นการที่จะขายแนวคิดให้ลูกค้าได้ในทุกวันนี้ก็จะต้องเข้าไปทำงานในเรื่องพัฒนาเว็บหรือแอปพลิเคชั่นคู่ไปด้วยแต่สิ่งที่อภิศิลป์ต้องการจะทำต่อไปก็คือ การเข้าไปช่วยวางกรอบและให้คำแนะนำ ว่าทำอย่างไรถึงจะให้ลูกค้ายอมรับและซื้อคำแนะนำนั้น

อาจารย์บุริม โอทกานนท์ ประธานสาขาการตลาดวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล มีคำตอบและ ข้อแนะนำในการสร้างเน็ตเวิร์กและความเห็นในเรื่องของทัศนคติของลูกค้าต่อการจ่ายค่าที่ปรึกษาในกรณีของอภิศิลป์ว่า

ประการแรก ในเรื่องของการสร้างเน็ตเวิร์กนั้น อภิศิลป์ต้องเริ่มและให้ความสำคัญในการเข้างานสังคม สมาคมในสายอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น และต้องผูกความสัมพันธ์เป็นพันธมิตรต่อธุรกิจในแวดวงเดียวกัน และพยายามวางตัวให้เห็นเน็ตเวิร์กกิ้ง เป็นตัวกลางในการจัดหาซัพพลายเออร์หรือรวบรวมซัพพลายเออร์แล้วนำมาปรุงให้เป็นโซลูชั่นให้กับลูกค้า ซึ่งในวันนี้มีองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อการจับกลุ่มธุรกิจมากมาย เช่น องค์กร BNI ซึ่งเป็นองค์กรที่จับกลุ่มของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต่างอาชีพกันให้เข้ามาเรียนรู้ รู้จักธุรกิจของกันและกัน แล้วช่วยแนะนำธุรกิจของเพื่อน […]

บริหารองค์กรแนวพุทธ เลือกธรรมะให้ตรงกับปัญหาฝ่าวิกฤต

ท่ามกลางความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า วิธีคิดของผู้นำนั้นมีบทบาทสำคัญต่อความอยู่รอดและความเป็นไปขององค์กรอย่างมาก โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯนัดพิเศษ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้หยิบหลักการบริหารงานเชิงพุทธ มาย่อยให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ชี้ทางสว่างให้กับนักบริหารองค์กรยุคใหม่อย่างน่าสนใจในหลายประเด็นซึ่งล้วนแต่เป็นเกร็ดสำคัญที่ผู้นำองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ทั้งสิ้น

พระธรรมโกศาจารย์ เริ่มต้นด้วยการให้นิยามคำว่า “การบริหาร”

“การบริหาร หมายถึงการดำเนินกิจการให้สำเร็จด้วยความร่วมมือกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นกิจการเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ กิจการบ้านเมือง หรือกิจการในครอบครัวก็อยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน ฉะนั้น การบริหารจึงเกี่ยวข้องกับทุกกิจการ”

โดยการดำเนินกิจการร่วมกับผู้อื่นมีองค์ประกอบทั้งภายนอกและภายใน

องค์ประกอบภายนอกคือ กฎระเบียบ กติกา ของสังคม เรียกรวมๆ ว่า “ระบบ” ซึ่งบางคนมักจะพูดว่าถ้าระบบดี อะไรๆ ก็จะเดินไปด้วยดี คำถามที่ตามมาคือ พุทธศาสนามีระบบไหม ถ้าพูดถึงการพัฒนาชาติให้เริ่มที่ประชาชน พูดถึงการพัฒนาคนให้เริ่มที่ใจ จะพัฒนาอะไรให้เริ่มที่ตัวเองก่อน

ซึ่งพอเริ่มที่ตัวเองก็จะมองไม่เห็นคนอื่น ประเด็นจึงอยู่ตรงนี้ พุทธศาสนามีทั้งเรื่องจิตใจ การอยู่ร่วมกับคนอื่น เพียงแต่ว่าคนในสังคมยังหลงไม่รู้ว่าจะใช้หลักการ ตรงไหน

ในการบริหาร ถ้าเน้นที่ตัวเองอย่างเดียวก็ไม่ไปถึงคนอื่น ถ้าเน้นที่คนอื่นโดยไม่มองตัวเองก็เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าจะโยงหลักขงจื๊อที่ได้วางระบบจริยธรรมของสังคมในเรื่องหน้าที่ที่ทุกคนควรมีต่อกัน เช่น หน้าที่ของพ่อที่ต้องมีต่อลูก หน้าที่ของลูกที่ต้องมีต่อพ่อ ในพระพุทธศาสนาก็มี เรื่องทิศ 6 คือความสัมพันธ์ในสังคม

แต่พอหันไปดูเล่าจื๊อจะเป็นเรื่องของทรรศนะต่อจักรวาล เราอยู่เพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร แล้วเราจะมองคนอื่นอย่างไร ถ้ามองคนอื่นอย่างที่เขาเป็น เราก็ไม่ต้องไปควบคุมอะไร […]