Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

ย่างก้าวของการเรียนรู้

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์คิดนอกกรอบใน “บิสิเนสไทย” ฉบับนี้มานาน คงพอจะจำได้ว่าเรื่องหนึ่งที่ผมมักจะเขียนถึงเป็นประจำก็คือเรื่อง “การศึกษา” ไม่ว่าจะเป็นมุมไหน เพราะผมเชื่อว่าการศึกษานี่แหละที่เป็นพื้นฐานของทุกๆ สิ่ง

และยิ่งถ้าเป็นผู้อ่านในยุคแรกเริ่มของบิสิเนสไทย ก็อาจจะพอจำชื่อของ “มูลนิธิสร้างเสริมไทย” ที่ผมเป็นผู้ก่อตั้งได้ เพราะการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษานี่เองครับ ทำให้ผมเชื่อว่าความพร้อมในการเข้าสู่สังคมแห่งภูมิปัญญา (Knowledge Based Society) จะเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ
 
แผนงานต่างๆ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ที่มูลนิธิฯ มอบคืนแก่สังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมอาสาสมัครสร้างเสริมไทยเพื่อเข้าไปทำกิจกรรมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสทางสังคม
 
ต่อมาเราก็เปลี่ยนมาเน้นที่การจัดมอบห้องสมุด หรือจัดทำโครงการจักรยานยืมเรียน แต่ที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ ดำเนินการมอบคอมพิวเตอร์และสื่อการศึกษาให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนในถิ่นทุรกันดาร เป็นประจำทุกปี
 
ด้วยเหตุแห่งความแตกต่างกันในความเจริญของสังคมเมืองและชนบทนี่เอง ทางมูลนิธิฯ จึงได้แสวงหาวิถีทางที่จะทำให้ช่องว่างแห่งการศึกษาให้แคบลงเป็นการก่อให้เกิดกลไกเพื่อสร้างการศึกษาที่ใหญ่ และพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต
 
ล่าสุดทางมูลนิธิฯ ได้จัดทำโครงการอาคารศูนย์การเรียนรู้  (Center of Learning With Fun Construction Project) เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยได้ก่อสร้างให้กับชุมชน และโรงเรียนวัดบางหอย จังหวัดนครนายก เป็นแห่งแรก
 
จุดประสงค์หลักในการจัดสร้างศูนย์แห่งนี้ ก็เพื่อให้เด็กนักเรียนและคนในชุมชน ได้มีแหล่งค้นคว้าศึกษาหาความรู้ที่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิต รวมทั้งมีส่วนร่วมกันในการบริหารจัดการและรับผิดชอบดูแลอาคารศูนย์การเรียนรู้ร่วมกัน

 
ทางมูลนิธิฯ ใส่ใจกับโครงการนี้มาก โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบตัวอาคารที่ใช้สถาปัตยกรรมที่ทันสมัย และตอบโจทย์การเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ร่มรื่น มีบรรยากาศที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีความทันสมัยผสมอยู่ด้วย
 
และต้องการเน้นให้นักเรียนหรือคนในชุมชนสะดวกในการใช้บริการ เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง […]

เรียนรู้ 6 กลุ่มตลาดสำคัญ

ตลาดสหรัฐอเมริกาแบ่งผู้บริโภคออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆตามสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม สถานการณ์โลก และอัตราการเกิดของประชากร ความกว้างของช่วงอายุในแต่ละกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 20 ปี โดยที่ขนาด รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประชากรในแต่ละกลุ่มจะมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก  และแต่ละกลุ่มมีความสำคัญต่อนักการตลาดในลักษณะที่แตกต่างกันไป  ส่วนผู้บริโภคในตลาดที่ 6  ซึ่งได้แก่ชาวละตินอเมริกัน พวกเขานับวันยิ่งส่งผลกระทบต่อตลาดสหรัฐฯมากยิ่งขึ้น 

ที่ปรึกษาคนหนึ่งเคยบอกกับผมตั้งแต่ผมเริ่มเข้าสู่อาชีพนักการตลาดว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ “เราต้องตกปลาในที่ที่มีปลา” เพราะแน่นอนว่านั่นคือที่ที่คุณจะจับปลาได้มากที่สุดโดยใช้แรงกำลังน้อยที่สุด นักการตลาดสามารถนำหลักการเดียวกันนี้มาประยุกต์ใช้กับอาชีพของพวกเขาได้ 

ผมจับตามององค์กรยักษ์ใหญ่หลายแห่งอยู่เสมอ และพบว่าพวกเขาว่าจ้างเอเยนซีชั้นนำเพื่อสร้างผลงานสร้างสรรค์ชิ้นโบว์แดงและทุ่มงบประมาณโฆษณาจำนวนมหาศาลเพื่อไล่จับตลาดผู้บริโภคที่ไม่ปรากฏหลงเหลือให้เห็นอีกต่อไป 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรมรถยนต์ในดีทรอยต์ พวกเขากำลังใช้หัวครุ่นคิดอย่างหนักเพราะยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงขายรถให้ลูกค้ากลุ่ม Generation X ได้ไม่มากเท่ากับที่เคยขายให้กลุ่มเบบี้บูมเมอร์  ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยนับจำนวนลูกค้ากลุ่มนี้นั่นเอง      

ต่อไปนี้คือกลุ่มผู้บริโภคแต่ละรุ่นในสหรัฐฯ รวมถึงวิธีการเจาะกลุ่มพวกเขา

ผู้บริโภคยุคทหารจี.ไอ.

(The G.I.Generation) 

ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1905-1924

ในอดีต พวกเขาคือกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนประมาณ 70 ล้านคน ถ้านับรวมทั้งชาวพื้นเมืองและผู้อพยพสัญชาติยุโรปทั้งหมด  นิยามผู้บริโภครุ่นนี้มาจากการที่พวกเขาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 และพวกเขาเหล่านี้ลดจำนวนลงเหลือเพียงประมาณ 5 ล้านคนเท่านั้นในปัจจุบันด้วยวัย 84 ปีขึ้นไป 

ส่วนใหญ่แล้ว การบริโภคของพวกเขาจำกัดอยู่ที่สินค้าเพื่อสุขภาพ  อุปกรณ์ช่วยชีวิต และตบท้ายด้วยพิธีทำศพ (จริงๆ แล้วตลาดผู้บริโภควัยชราไม่ได้เติบโต แต่จะหดเล็กลงอย่างรวดเร็วในอีก 10 ปีข้างหน้า) คุณสามารถเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้โดยตรง หรืออาจผ่านทางกลุ่มบูมเมอร์ผู้ให้ความดูแลช่วยเหลือพวกเขา ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยผ่านทางสื่อแบบดั้งเดิม 

ดังนั้น […]

Social Networking มาแรงทั้ง Web และ Mobile

 

ความแรงของอินเทอร์เน็ตวิดีโอในปี 2006 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง YouTube ยังคงครองความเป็นหนึ่งของเว็บอินเทอร์เน็ตวิดีโอไว้ได้โดยไร้ผู้ทัดเทียม !

แต่ปัญหาใหญ่ของนักการตลาดเกี่ยวกับ YouTube อย่างหนึ่งก็คือ จะลงโฆษณาอย่างไรให้ได้ผล ? ทั้งให้คุ้มค่ากับงบประมาณการตลาดที่เสียไป และให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายซึ่งตรงกับแบรนด์ของตัวเอง
 
เพราะ YouTube ไม่ค่อยจะมีข้อมูลของผู้ใช้เว็บของตัวเองเนื่องจากผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกก็สามารถค้นหา-เลือกดูวิดีโอประเภทต่างๆไปได้เรื่อยๆ ทำให้ในขณะนี้ความสนใจของการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตหันมายังกลุ่มเว็บไซต์ Social Networking ทั้งหลายอาทิ Myspace, Facebook, Hi5, Twitter, Linkedin, ฯลฯ เป็นศูนย์รวมของคนใช้อินเตอร์เน็ตกลุ่มใหญ่รองลงมาจากเว็บอินเทอร์เน็ตวิดีโอ แต่มีความชัดเจนในส่วนของข้อมูลผู้ใช้เว็บมากกว่า YouTube และผู้ใช้แต่ละเว็บก็มี lifestyle ที่ชัดเจนแตกต่างกันให้เลือกได้มากกว่าอีกด้วย
 
จำนวนสมาชิกของเว็บ Social Networking ในแต่ละประเทศเพิ่มขึ้นจากปี 2005 ถึง 2007 ระหว่าง 20-500% และแม้จะเชื่อกันว่าข้อมูลสมาชิกของเว็บไซต์มักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ขอให้สังเกตวัตถุประสงค์หลักของกลุ่มผู้ใช้เว็บ Social Networking นั้นๆให้ดีก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลนั้นจะตรงกับความเป็นจริงมากหรือน้อยเพียงใด เช่น Facebook ซึ่งแต่ก่อนเป็นเหมือนเว็บรวมรุ่นของสถาบันการศึกษาต่างๆ ทำให้ข้อมูลผู้ใช้จะตรงกับความเป็นจริงมากกว่า 80% ส่วน Myspace ซึ่งเดิมเป็นเว็บรวมศิลปินเพลงและคนรักดนตรีจากที่ต่างๆ นั้นก็แน่นอนว่าผู้ใช้มักจะดัดแปลงเสริมแต่งข้อมูลของตนให้ดูน่าสนใจและอาจจะไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงนักตามประสาศิลปิน
 
และหากจะวิเคราะห์ถึง lifestyle […]

น่านน้ำ”สีขาว” กระแสใหม่โลกธุรกิจ

 
แนวโน้มมหาเศรษฐีระดับโลก ที่ทุ่มเงินก้อนโต เพื่อบริจาคให้กับการกุศล ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดกลยุทธ์ใหม่ในโลกธุรกิจ ที่อาจจะมาแรงกว่า บลูโอเชียน เสียอีก……. 

ภาวะสังคมที่มั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆของผู้มีอันจะกินทั่วโลก อาจมีข้อดีตรงที่ทำให้ผู้มีทรัพย์สินล้นพ้นและมีจิตสำนึกหลายคนรู้จักคำว่า “พอเพียง” และอยากทำเพื่อผู้อื่นขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
 
“Andrew Carnegie “เศรษฐีใจบุญ ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก เคยกล่าวไว้ว่า “คนที่รวยตอนตายนั้นเรียกว่าตายแบบไร้เกียรติศักดิ์ศรี”   ข้อความนี้กำลังมีคนเชื่อมากขึ้นในยุโรป ,สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ไม่เว้นแม้แต่เมืองไทย !
 
กระแสที่เหล่าบรรดามหาเศรษฐี บริจาคเงินสมทบมูลนิธิ เริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในเอเชีย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวทางตอบแทนสังคมในสมัยก่อน ซึ่งคนรวยมักจะให้การช่วยเหลือคนจนเป็นรายๆ ทั้งในระดับครัวเรือน ศาสนา หรือหมู่บ้าน
 
แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันคนรวยมีเงินมากจนไม่สามารถช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นรายบุคคลได้ จึงหันไปบริจาคเงินผ่านมูลนิธิ หรือไม่ก็สร้างรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ ที่ใช้กลยุทธ์โดยคำนึงถึงการเติบโตควบคู่ไปกับสังคมโดยส่วนรวม 
 
กระแสใหม่ที่ว่า…..นี้คืออะไร ?กำเนิด  White Ocean
 
หาก”ราคา” ของการบริจาคก็คือ เงินที่เสียไปให้แก่องค์กรการกุศล ซึ่งเงินนั้นเป็นตัวแทนของสินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดความสุข เมื่อบริจาคไปก็หมายถึงความสุขที่ยอมเสียสละไปด้วย
 
“เศรษฐีเอเชียเริ่มเห็นว่า การให้จะกระทำได้อย่างยั่งยืนและแสดงความรับผิดชอบ หากพวกเขาดำเนินการเช่นเดียวกับธุรกิจของตัวเอง” โรรีย์ โตเลนติโน กรรมการบริหารสมาคมการกุศลเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งเป็นคลังสมองด้านการกุศล ในฮ่องกงกล่าว         
 
นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ […]

คุณธรรมนำธุรกิจ

ท่านพุทธทาสได้เคยเขียนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ ไว้ว่า  ชาวนามีข้าวมากแต่ไม่มีปลา ชาวนาจึงรู้สึกว่าข้าวนั้นมีค่าน้อยเมื่อเทียบกับปลา  ส่วนชาวประมงมีปลามากแต่ไม่มีข้าว ดังนั้น สำหรับชาวประมงแล้ว ข้าวจึงมีค่ามากแต่ปลากลับมีค่าน้อย  เมื่อชาวนา กับชาวประมงมาทำธุรกิจกัน ชาวนาจึงมอบข้าวจำนวนมากเพื่อแลกปลากับชาวประมง ในทำนองเดียวกัน ชาวประมงก็เตรียมปลาจำนวนมากเพื่อแลกข้าวจากชาวนา หลังจากแลกเปลี่ยนกันแล้ว ทั้งคู่ต่างก็มีความสุข เพราะชาวนาได้ปลามากกว่าที่คิด ในขณะที่ชาวประมงก็ได้ข้าวมากกว่าที่คาดหมาย 

ท่านได้เมตตาชี้ให้เห็นต่อไปอีกว่า ถ้าเรามีขนมอยู่หนึ่งชิ้น หากเรากินเอง เราอิ่มมี้อเดียว แต่ถ้าแบ่งให้เพื่อนกิน เราอิ่มไปตลอดชีวิตหรือเรามีดอกไม้อยู่หนึ่งดอก เก็บไว้ดูเองดอกไม้บานอยู่สามวัน แต่ถ้าเรามอบดอกไม้นั้นให้ผู้อื่น ดอกไม้บานตลอดชีวิต  หลักการทำธุรกิจของชาวพุทธนั้นมีพื้นฐานมาจากการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นธรรม  เป็นธรรมคือความสุขของทุกๆฝ่าย หรือคือสถานการณ์ที่เรียกว่า ชนะ-ชนะ
 
ในเวลานี้ สังคมส่วนใหญ่ทั่วโลกกำลังสับสนวุ่นวาย เกิดความเสื่อมถอยในทุกๆด้าน ทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ  มาตรฐานทางจริยธรรมก็เสื่อมทรามลงเพราะความเห็นแก่ตัว ความละโมบ การเอารัดเอาเปรียบของคนในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ปลุกเร้ากิเลสโดยใช้วัตถุเป็นเครื่องล่อ  แต่ก็ยังมีสังคมอีกแห่งหนึ่งที่แม้จะไม่สามารถหลีกหนีกระแสโลกาภิวัฒน์ดังกล่าวได้พ้น แต่ผู้คนในสังคมแห่งนี้ก็สามารถยืนหยัด ต้านทานกระแสวัตถุนิยมได้อย่างสง่างาม นั่นคือสังคมของคนที่เรียกตัวเองว่า “ชาวฉือจี้”
 
ด้วยจำนวนสมาชิกที่มีถึงหนึ่งในสาม หรือ มากกว่า ๗ ล้านคนของประชากรประเทศไต้หวัน ชาวฉือจี้ได้ใช้หลักธรรมะของพระพุทธองค์ในหัวข้อ “พรหมวิหารสี่” ร่วมแรงร่วมใจกันสร้าง “สังคมพระโพธิสัตว์”    ชาวฉือจี้แต่ละคนมีปณิธานที่ได้รับการถ่ายทอดจาก “ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน” อย่างเรียบง่ายว่า การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก […]