Performancing Metrics

Custom Search

คุณธรรมนำธุรกิจ



Donate

ท่านพุทธทาสได้เคยเขียนเรื่อง เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ ไว้ว่า  ชาวนามีข้าวมากแต่ไม่มีปลา ชาวนาจึงรู้สึกว่าข้าวนั้นมีค่าน้อยเมื่อเทียบกับปลา  ส่วนชาวประมงมีปลามากแต่ไม่มีข้าว ดังนั้น สำหรับชาวประมงแล้ว ข้าวจึงมีค่ามากแต่ปลากลับมีค่าน้อย  เมื่อชาวนา กับชาวประมงมาทำธุรกิจกัน ชาวนาจึงมอบข้าวจำนวนมากเพื่อแลกปลากับชาวประมง ในทำนองเดียวกัน ชาวประมงก็เตรียมปลาจำนวนมากเพื่อแลกข้าวจากชาวนา หลังจากแลกเปลี่ยนกันแล้ว ทั้งคู่ต่างก็มีความสุข เพราะชาวนาได้ปลามากกว่าที่คิด ในขณะที่ชาวประมงก็ได้ข้าวมากกว่าที่คาดหมาย 

ท่านได้เมตตาชี้ให้เห็นต่อไปอีกว่า ถ้าเรามีขนมอยู่หนึ่งชิ้น หากเรากินเอง เราอิ่มมี้อเดียว แต่ถ้าแบ่งให้เพื่อนกิน เราอิ่มไปตลอดชีวิตหรือเรามีดอกไม้อยู่หนึ่งดอก เก็บไว้ดูเองดอกไม้บานอยู่สามวัน แต่ถ้าเรามอบดอกไม้นั้นให้ผู้อื่น ดอกไม้บานตลอดชีวิต  หลักการทำธุรกิจของชาวพุทธนั้นมีพื้นฐานมาจากการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นธรรม  เป็นธรรมคือความสุขของทุกๆฝ่าย หรือคือสถานการณ์ที่เรียกว่า ชนะ-ชนะ
 
ในเวลานี้ สังคมส่วนใหญ่ทั่วโลกกำลังสับสนวุ่นวาย เกิดความเสื่อมถอยในทุกๆด้าน ทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ  มาตรฐานทางจริยธรรมก็เสื่อมทรามลงเพราะความเห็นแก่ตัว ความละโมบ การเอารัดเอาเปรียบของคนในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ปลุกเร้ากิเลสโดยใช้วัตถุเป็นเครื่องล่อ  แต่ก็ยังมีสังคมอีกแห่งหนึ่งที่แม้จะไม่สามารถหลีกหนีกระแสโลกาภิวัฒน์ดังกล่าวได้พ้น แต่ผู้คนในสังคมแห่งนี้ก็สามารถยืนหยัด ต้านทานกระแสวัตถุนิยมได้อย่างสง่างาม นั่นคือสังคมของคนที่เรียกตัวเองว่า “ชาวฉือจี้”
 
ด้วยจำนวนสมาชิกที่มีถึงหนึ่งในสาม หรือ มากกว่า ๗ ล้านคนของประชากรประเทศไต้หวัน ชาวฉือจี้ได้ใช้หลักธรรมะของพระพุทธองค์ในหัวข้อ “พรหมวิหารสี่” ร่วมแรงร่วมใจกันสร้าง “สังคมพระโพธิสัตว์”    ชาวฉือจี้แต่ละคนมีปณิธานที่ได้รับการถ่ายทอดจาก “ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน” อย่างเรียบง่ายว่า การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และการทำความดีนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์  การทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นไม่ทำคนเดียว แต่ต้องช่วยกันทำ ผู้ทำดีต้องยึดหลักคุณธรรมให้มั่นคงไว้สามข้อคือ “ซื่อสัตย์ สัจจะ และ สมถะ”  การช่วยเหลือผู้อื่นนั้นต้องกระทำด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วย  “ความรัก และห่วงใย” กระทำด้วยกริยาอันนุ่มนวล อ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่นเสมอ
 
ชาวฉือจี้ตระหนักเสมอว่า ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือคือผู้ที่มีพระคุณ เพราะช่วยให้พวกเขาได้มีโอกาสทำความดี   สังคมฉือจี้จึงเป็นสังคมแห่งความรัก อุดมไปด้วยความเมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันดังกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน มองเห็นว่ามนุษย์ทุกคนในโลกนี้ล้วนเป็นญาติสนิทกันทั้งสิ้น   สังคมของฉือจี้ ประกอบด้วย “วัดพุทธฉือจี้” เป็นศูนย์พัฒนาจิตวิญญาณ และ “มูลนิธิฉือจี้” ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงพรหมวิหารธรรม ให้ชุ่มชื่นในจิตใจของชาวฉือจี้ด้วยการปฏิบัติตนเพื่อบำบัดทุกข์ให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยไม่แยกเพศ และ สีผิว มูลนิธิฉือจี้มีสี่ภารกิจที่สำคัญคือ ช่วยเหลือผู้ประเคราะห์กรรมและบริการการกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษา และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ หลักการช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมหรือผู้ด้อยโอกาส ฉือจี้จะช่วยจนผู้เดือดร้อนรอดพ้นจากความทุกข์ยาก มิใช่ช่วยแค่เพียงในเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น 
 
ในด้านการรักษาพยาบาล ฉือจี้สร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย มีแพทย์ที่กอร์ปด้วยเมตตาธรรม เห็นผู้เจ็บป่วยเฉกเช่นญาติสนิท ให้การรักษาด้วยความนอบน้อม และระลึกเสมอว่า คนไข้คือผู้มีพระคุณที่ช่วยให้แพทย์ได้ทำความดี ในด้านการศึกษา ฉือจี้ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยการแพทย์ ตอกย้ำอุดมการณ์ที่จะรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยความรัก (Love) และความห่วงใย (Care) นักศึกษาแพทย์จะจดจำชื่อของ “อาจารย์ใหญ่” (ผู้ที่สละร่างกายเพื่อการศึกษา) ได้ทุกคน มหาวิทยาลัยจะดูแลและปฏิบัติต่อร่างของอาจารย์ใหญ่ด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง
 
 เมื่อการศึกษาร่างอาจารย์ใหญ่เสร็จสิ้น โรงพยาบาลก็จะจัดขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆขึ้น เพื่อแสดงความกตัญญู และความเคารพอย่างสมเกียรติ โรงพยาบาลจจัดเตรียมห้องบรรจุกระดูกของอาจารย์ใหญ่อย่างสวยงาม เพื่อให้นักศึกษาแพทย์และญาติได้มาสักการะ นอกจากมหาวิทยาลัยการแพทย์แล้ว ฉือจี้ยังได้สร้างโรงเรียนระดับ มัธยม ประถม และอนุบาลขึ้นมาเพื่อเตรียมบุคลากรให้สืบสานปณิธานของท่านธรรมาจารย์ให้ยั่งยืนสืบไป
 
ในงานด้านการประชาสัมพันธ์ ฉือจี้ได้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ ต้าอ้าย (แปลว่า ความรักอันยิ่งใหญ่) ซึ่งตั้งอยู่ ณ ตึกมนุษยธรรมของฉือจี้ เป็นสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไต้หวัน สถานีฯแห่งนี้ไม่มีโฆษณา  รายการถ่ายทอดออกอากาศมีแต่เรื่องเกี่ยวกับคนดี ความดี และคุณธรรมทั้งสิ้น มีการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมไปทั่วโลก สามารถรับชมได้กว่า ๘๐ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย  สถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายได้พิสูจน์ให้คนทั่วโลกเห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะความบันเทิงที่อัดแน่นไปด้วยกิเลสตัณหาเท่านั้นที่ขายได้  แต่ความดีก็เป็นสินค้าที่ขายได้ และขายได้ดีด้วย และที่เหนือกว่านั้นก็คือทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายต่างก็มีความสุขด้วยกันทั้งคู่  เงินลงทุนในทรัพย์สิน และค่าใช้จ่ายของกิจกรรมทั้งหมดมาจากผู้มี่จิตศรัทธาบริจาคให้กับมูลนิธิทั้งสิ้น
 
ส่วนวัดพุทธฉือจี้จะไม่รับเงินบริจาคใดๆเลย แต่จะทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง เช่น การแยกขยะ ทำธูปเทียน รูปปั้นบูชาขาย เป็นต้น  พัฒนาการของการค้าโลกในยุคโลกาภิวัฒน์เวลานี้ ก็พัฒนากลับหัวกลับหางกันเสียหมด ยิ่งเปิดการค้ากว้างขึ้นเท่าใด ผู้คนส่วนใหญ่กลับยากจนลง ทรัพยากรธรรมชาติถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการเอารัดเอาเปรียบกัน  ดังเช่นราคาน้ำมันในขณะนี้ มิได้เป็นไปตามหลัก “อุปสงค์-อุปทาน” แต่กลับถูกคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูง ช่วยกันสร้างอุปสงค์เทียมเพื่อแสวงหากำไรเกินควร ยังความเดือดร้อนแก่คนทั้งโลกอย่างถ้วนหน้ากันเลยทีเดียว
 
ทั้งหมดนี้เพราะผู้คนมุ่งแต่ที่จะเอาผลประโยชน์ใส่ตัว ละเลยวัฒนธรรม ศีลธรรม และคุณธรรมอันดีงามกันไปเสียสิ้น เศรษฐกิจการค้าเติบโตก้าวหน้า แต่จิตใจของคนในสังคมกลับตกต่ำ เสื่อมถอย เห็นแก่ตัว  ในความหดหู่และสิ้นหวังเช่นนี้ “ฉือจี้” ได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงในการพิสูจน์สัจธรรม ว่า แท้จริงแล้ว ความดีต่างหาก คือรากฐานของเศรษฐกิจและสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน   ในขณะที่ ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมที่ไร้ขอบเขต กำลังแพร่เชื้อโรค “ความทุกข์ยาก” ให้กับผู้คนส่วนใหญ่ของโลกอยู่ในเวลานี้ หลักการ “คุณธรรมนำธุรกิจ” จะเป็นยาต้านโร“ความเห็นแก่ตัว” ซึ่งเป็นสมมติฐานสำคัญของโรค “ความทุกข์ยาก” ทั้งมวล






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>