![]() |
วิกฤตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนยากที่จะคาดเดาได้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะไปหยุดอยู่ที่ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือจะทะยานขึ้นต่อไปเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่มีใคร ให้คำตอบได้
และถ้าหากราคาน้ำมันเป็นไปตามการประมาณการที่บริษัทโกลด์แมน แซกส์ประมาณการเอาไว้ โอกาสที่คนไทยจะได้เห็นราคาน้ำมันขยับขึ้นไปเป็นลิตรละ 50 บาท จึงอยู่ไม่ไกลนัก โอกาสที่จะกลับไปใช้น้ำมันในราคาถูกเหมือนในอดีต… ขอให้ลืมไปได้เลย
ขณะนี้บริษัทรถยนต์ใหญ่ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นค่ายของยุโรป ค่ายอเมริกา ค่ายญี่ปุ่น ก็หันไปพัฒนาเครื่องยนต์ที่สามารถใช้พลังงานทดแทนอย่างอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน อาทิ เครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์, E 10-E 85, ไฮบริด, ไฮโดรเจน เป็นต้น
ซึ่งปัจจุบันค่ายรถยนต์หลายแห่งก็เริ่มผลิตและนำออกมาขายในหลายประเทศแล้ว แต่ยังมีราคาแพงมาก เนื่องจากรถยนต์ที่ผลิตออกมายังมีจำนวนไม่มากพอที่จะทำให้ราคา ต่อหน่วยถูกลง
เพราะฉะนั้นแนวโน้มข้างหน้าก็คงจะได้เห็นรถยนต์พลังงานทดแทนใหม่ๆ ถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในโครงสร้างพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตอยู่เรื่อยๆ อย่างปีที่แล้วรัฐบาลสนับสนุนให้มีการผลิตรถยนต์ E 20 กับอีโคคาร์ หลังจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วในปีนี้ นโยบายของรัฐบาลจึงต้องปรับเปลี่ยนไปสนับสนุนรถยนต์ E 85 แทน
ทั้งนี้เนื่องจากรถยนต์ทั้ง 2 ประเภทแรกยังคงใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักอยู่ ทำให้นโยบายต้องแปรเปลี่ยนตาม
ส่วนผู้ที่ยังไม่มีเงินพอที่จะไปถอยรถยนต์ป้ายแดง ซึ่งปัจจุบันใช้รถเก่าอยู่ หากทนใช้น้ำมันลิตรละ 40 บาทต่อไปไม่ไหว สำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินอยู่ก็สามารถนำรถยนต์ไปดัดแปลงเพื่อใช้ก๊าซ NGV หรือ LPG ได้ในราคาที่ไม่แพงมากนัก แต่ก็มีปัญหาที่แตกต่างกันไปจนไม่สามารถ บอกได้ว่าติดก๊าซชนิดไหนจะดีกว่ากัน เหมือนกับบรรดาเซียน วิจารณ์รถยนต์ต่างยี่ห้อ ซึ่งเป็นคู่แข่งกัน ก็ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่ายี่ห้อไหนมันจะดีกว่ากัน
แต่ในชั่วโมงนี้ก็ต้อง NGVเพราะรัฐบาลเข้ามามีนโยบายสนับสนุน แต่ก็จะมีปัญหาตรงค่า ติดตั้งมีราคาแพงกว่าจะคืนทุน ต้องใช้เวลานานพอสมควร เช่น ถ้าติดตั้งเป็นระบบดูด (gas mixer/fumiga tion) ชั่วโมงนี้ต้องมีเงินในกระเป๋าไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท ส่วนระบบหัวฉีด (injection system) ตอนนี้ก็ต้องมี 60,000 บาทขึ้นไป ก่อนที่จะนำไปติดตั้งก็ต้องตรวจเช็กและปรับปรุงเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดก่อน
หลังจากนั้นต้องไปเข้าคิวรอการติดตั้ง ถ้าเส้นสายไม่ดีก็ต้อง รอคิวติดตั้งนานเกือบเดือนกว่าถึง
คิวที่จะได้ติดตั้ง เมื่อติดตั้งออกมาแล้วก็จะต้องไปให้ช่างซ่อมช่วงล่างรถยนต์เสริมสเปเซอร์หรือยางรองโช้กอัพหนุนตัวถัง ให้ลอยขึ้นมาด้วย มิฉะนั้นท้ายจะห้อย
ช่วงติดตั้งออกมาแรกๆ คงต้องเสี่ยงกับอาการรอบเครื่องยนต์ไม่นิ่ง เบรกดับ เบาดับ ถอยหลังดับบ้าง สำหรับผู้ที่ติดตั้งระบบดูดให้เข้าไปปรับจูนจนกว่ารอบเครื่องยนต์จะนิ่ง ส่วนระบบหัวฉีดนั้นแทบจะไม่มีปัญหานี้เลย แต่ในระยะยาวระบบดูดจะทนทานกว่า
ส่วนผู้ที่ใช้รถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล นาทีนี้มีทางออกอยู่ 4 ทางคือ
1)เอารถยนต์ไปขายที่เต็นท์รถมือสองเพื่อถอยรถยนต์เครื่องเบนซินออกมาติดก๊าซ
2)ยกเครื่องดีเซลลงแล้วเอาเครื่องยนต์เบนซินขึ้นมาวางแทน วิธีนี้ส่วนใหญ่ใช้เครื่อง Toyota ตระกูล 1JZ หรือ 2JZ ซึ่งราคาเครื่องตระกูล J ที่วางขายอยู่ตามเชียงกงในขณะนี้ หากฟลุกหาเจออาจจะมีราคาอยู่ที่ 50,000-60,000 บาท ยังไม่รวมค่าแรงในการวางเครื่องและติดตั้งรวมๆ แล้วใช้งบประมาณ 100,000 บาท บวกและลบเล็กน้อย
สาเหตุสำคัญที่เครื่อง J ขาดตลาด เพราะรถยนต์ที่ประเทศญี่ปุ่นที่ใช้เครื่องตระกูล J จะมีอยู่ 2 รุ่นคือ Toyota Supra กับ Toyota Crown ซึ่งมีจำนวนไม่มากพอที่จะนำมาวางลงบนรถปิกอัพในเมืองไทยที่วิ่งกันอยู่เกือบ 2 ล้านคัน ส่วนผู้ที่จมูกไวยกเครื่อง J ลงไปก่อนที่จะเกิดวิกฤตพลังงานถือว่าโชคดี เพราะในช่วงนั้นเครื่อง J พร้อมเกียร์ออโต้ราคาอยู่ที่ 18,000-25,000 บาทเท่านั้น
3) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลคือใช้ระบบเชื้อเพลิงร่วม (bifuel) โดยการใช้น้ำมันดีเซลฉีดเข้าไปผสมกับ NGV ในสัดส่วน 50 : 50 หรือ 30 : 70 ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาท แต่ประหยัดเงินไปแค่ 25-50% เท่านั้น
และทางเลือกที่ 4) คือเอาเครื่องยนต์ดีเซลไปดัดแปลงโดยใส่หัวเทียนและ จานจ่ายเข้าไปทำหน้าที่จุดระเบิดเหมือนเครื่องยนต์เบนซินแล้วก็เอาไปติดตั้งก๊าซ ในระบบหัวฉีดมีสมองกล ECU คอยควบคุมการจ่ายก๊าซคล้ายกับ ECU ควบคุมการจ่ายน้ำมัน วิธีนี้จะใช้กับรถบรรทุก รถเมล์ใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 300,000 บาทต่อคัน
หลังจากติดตั้งเสร็จแล้วทางศูนย์จะออกใบรับรองจากวิศวกร พร้อมกับใบเสร็จรับเงินเพื่อที่ไปแจ้งดัดแปลงเครื่องยนต์เพื่อใช้ก๊าซธรรมชาติกับกรมการขนส่งทางบก เสียเงินค่าธรรมเนียมอีก 105 บาท จากนั้นทุกปีที่มีการต่อทะเบียนเสียภาษีประจำปีจะต้องกลับไปหาศูนย์บริการติดตั้ง เพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ติดตั้งก๊าซ และขอให้ศูนย์บริการออกใบรับรองวิศวะเสียเงินอีก 400-500 บาททุกปี
โดยเจ้าของรถยนต์จะต้องนำใบรับรองวิศวะไปใช้ประกอบการเสียต่อทะเบียนรถยนต์ทุกปี ซึ่งกรมการขนส่งทางบกจะลดค่าธรรมเนียมในการต่อภาษีประจำปีให้ 25% ของภาษีที่จะต้องเสียในแต่ละปี
ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้เจ้าของรถยนต์หมั่น ไปตรวจสภาพอุปกรณ์ก๊าซทุกปี ส่วนผู้ที่ติดตั้งก๊าซ LPG นั้นปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
ปัญหาต่อมาสำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ NGV ที่บ่นกันมากคือเรื่องเข้าคิวรอเติม ก๊าซนานกว่าครึ่งชั่วโมง บางครั้งก๊าซ หมดไม่มีให้เติม ซึ่งไปหาดูได้ที่ปั๊ม ปตท.บริเวณตรงข้ามตลาดนัดจตุจักรและปั๊ม ปตท.ริมถนนวิภาวดี จะเห็นรถเมล์ร่วมบริการ รถบรรทุก รถยนต์ส่วนบุคคลเข้าคิวต่อแถวจนทะลุออกมานอกปั๊มยาวเป็นกิโลเมตร
สำหรับรถบ้านแนะนำให้ไปเติมที่ปั๊ม ปตท.บริเวณสนามเสือป่าก่อนหรือหลังเวลาราชการปิดทำการ 4 ทุ่ม ปั๊มนี้จะห้ามไม่ให้รถเมล์ รถเท็กซี่เข้ามาเติม
บางครั้งก็อัดก๊าซไม่เข้า เพราะเครื่องดูดอัดก๊าซ (compressor) ทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง จนมีแรงดันไม่พอที่จะส่งมา ยังหัวจ่ายก๊าซ ผลคือเติมก๊าซได้น้อยมาก โดยเฉพาะเวลานำรถยนต์เข้าไปเติมพร้อมๆ กับรถเมล์ หรือรถหัวลาก ซึ่งไม่แน่ใจว่า”โครงการซูเปอร์ปั๊ม NGV” โดยการเพิ่ม หัวจ่ายเข้าไปถึง 40 หัวนั้นจะมีแรงดันเพียงพอหรือไม่
อีกประเด็นเป็นเรื่องของคุณภาพของเนื้อก๊าซ NGV ซึ่งไม่ค่อยจะคงที่เท่าไหร่นัก บางครั้งเติมเข้าไปแล้ววิ่งไม่ออกขึ้นสะพานหรือไต่ทางลาดชันไม่ค่อยไหว หรือจ่ายเงินเท่าเดิมวิ่งได้กิโลเมตรน้อยลง โดยเฉพาะก๊าซที่ส่งมาจากสถานีลาดหลุมแก้ว แต่ถ้าไปในโซนของบางนา หรือฝั่งตะวันออกคุณภาพจะดีกว่า
เหล่านี้คือคำแนะนำที่รวบรวมจากผู้มีประสบการณ์ที่รวบรวมมานำเสนอ !
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม