ชมรมบัตรเครดิตเตรียมชงแบงก์ชาติ คลายกฎชำระขั้นต่ำ 10% เหลือ 5% ช่วยต่อลมหายใจลูกหนี้ หลังค่าครองชีพทะยาน หวังสกัดปัญหา NPL เผยเอ็นพีแอลบัตรเครดิตไตรมาสแรกอยู่ที่กว่า 6 พันล้าน ขยับเพิ่มขึ้น 3.45%
จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่สภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกด้าน สินค้าต่างๆ ทยอยปรับราคาขึ้น ภาระทางการเงินของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงมีรายได้เท่าเดิม จึงต้องพยายามลดรายจ่ายหลายๆ ด้านลง แต่หนึ่งในกลุ่มรายจ่ายที่ลดลงไม่ได้ คือ สินเชื่อบัตรเครดิตที่ต้องผ่อนชำระขั้นต่ำ 10% ของยอดค้างชำระตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงเป็นกลุ่มสินเชื่อที่เสี่ยงจะเกิดเอ็นพีแอลในช่วงนี้ เพราะความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง
นายโชค ณ ระนอง ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต เปิดเผยว่า ในการประชุมสมาชิกชมรมครั้งที่ผ่านมา มีสมาชิกผู้ประกอบการบัตรเครดิต 3-4 ราย พบว่าลูกค้าได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพสูงในปัจจุบัน ทำให้การผ่อนชำระขั้นต่ำ 10% ของยอดค้างชำระในบัตรเครดิตตามเกณฑ์ของ ธปท.ทำได้ค่อนข้างลำบาก และเสี่ยงว่าจะทำให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น จึงขอให้ชมรมเป็นตัวกลางในการเสนอ ธปท. ขอผ่อนปรนเกณฑ์การชำระขั้นต่ำลงเหลือเพียง 5% ของยอดค้างชำระ
ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวโน้มสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งคาดว่าภายใน 1 เดือนจะสามารถยื่นข้อมูลดังกล่าวให้ชมรมไปเสนอต่อ ธปท.ได้
“แม้ในอนาคต ธปท.จะผ่อนปรนการชำระขั้นต่ำเหลือ 5% สำหรับธนาคารกรุงเทพจะขอให้ลูกค้าใช้เกณฑ์ 10% ตามเดิม เพราะขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย เนื่องจากใช้มานานและลูกค้าปรับตัวจนคุ้นเคยแล้ว จึงไม่อยากปรับอีก แม้คู่แข่งจะปรับลด แต่ก็มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อลูกค้าในพอร์ตบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพ” นายโชคกล่าว
แหล่งข่าวจากธุรกิจการเงินรายหนึ่งกล่าวว่า การปรับลดเกณฑ์ผ่อนชำระดังกล่าวน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ เพราะรายจ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ส่วนหนี้เก่าก็ยังมีอยู่ แต่รายได้เท่าเดิม อย่างไรก็ตามหาก ธปท.ปรับลดเกณฑ์ผ่อนชำระเหลือ 5% จริง ควรให้ลูกค้าเลือกชำระได้ตามความสมัครใจเป็นรายกรณี และต้องมีเงื่อนไขมิให้ลูกค้ารายดังกล่าวขอสินเชื่อเพิ่มขึ้น หรือปรับเพิ่มวงเงินในระยะนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีก
ด้านนายธวัชชัย ธิติศักดิ์สกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส สายธุรกิจบัตรเครดิต บมจ.บัตรกรุงไทย หรือเคทีซี กล่าวว่า การยื่นขอผ่อนปรนเกณฑ์ผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 5% จะเป็นหนึ่งในช่องทางที่จะช่วยเหลือลูกค้าบัตรเครดิตที่เผชิญภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูงในขณะนี้ได้ นอกจากนี้อัตราเอ็นพีแอลของเคทีซีในขณะนี้ขยับจาก 3.2% มาอยู่ที่ 3.4% เท่ากับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท เริ่มมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล
อย่างไรก็ตามการผ่อนปรนเกณฑ์ชำระขั้นต่ำดังกล่าวควรทำเป็นรายกรณี ลูกค้าบางรายอาจสามารถผ่อนชำระที่เกณฑ์ 10% ได้ ก็ให้ชำระตามเดิม แต่ถ้าลูกค้ารายใดที่เริ่มรู้ตัวว่ามีปัญหาในการผ่อนชำระ จึงค่อยมาขอปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำลง และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขจำกัดด้านการขอสินเชื่ออื่นๆ เพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าผู้บริโภคเองก็ไม่อยากสร้างหนี้เพิ่มเติมในช่วงนี้อยู่แล้ว
นายยุทธชัย เตยะราชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า การผ่อนปรนเกณฑ์ดังกล่าวช่วยลูกค้าบัตรเครดิตได้ในระยะสั้น แต่เชื่อว่าในระยะยาวช่วงจะกลับมาชำระ 10% ตามเดิม อาจเกิดปัญหาการผ่อนชำระขึ้นได้อีก เหมือนในปีที่แล้วที่เริ่มบังคับใช้เกณฑ์ผ่อนชำระ 10% และเกิดปัญหาความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า
อย่างไรก็ตามนายยุทธชัยได้เสนอว่า หากเป็นไปได้ ธปท.ควรออกกฎพิเศษสำหรับลูกค้าที่ยกเลิกบัตรเครดิตให้ผ่อนจ่ายยอดค้างชำระในเกณฑ์ขั้นต่ำ 5% ได้ จากปัจจุบันที่ต้องชำระทั้งหมด หรือสถาบันการเงินบางแห่งอาจผ่อนปรนให้ชำระขั้นต่ำ 10%
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การขอลดเกณฑ์ สถาบันการเงินแต่ละแห่งคงต้องส่งข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นไปยัง ธปท. และต้องใช้เวลาดำเนินการ ซึ่งถ้า ธปท.อนุญาต ธนาคารคงต้องปรับตาม เพราะมีความกดดันเรื่องของการแข่งขันอยู่ และถ้าเป็นการปรับตามการอนุญาตของ ธปท. คงไม่ทำให้ลูกค้ามีประวัติที่ไม่ดี
“คงตอบยากว่าเห็นด้วยหรือไม่ถ้าจะปรับลดเกณฑ์ขั้นต่ำ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีมันเป็นกลไกที่ต้องปรับตัว ถ้าตอนนี้ไปผ่อนคลายเกณฑ์ลงอีก การใช้จ่ายอาจมากขึ้นจนชำระไม่ได้อีก ฉะนั้นนโยบายภาพรวมต้องชัดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร” นางสาวขัตติยากล่าว
ขณะที่รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งว่า ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตในไตรมาสแรกของปี 2551 มีจำนวน 174,765.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากระยะเดียวกันปีก่อน และมียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 6,034 ล้านบาท คิดเป็น 3.45% ของยอดสินเชื่อคงค้าง จากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีสัดส่วน 2.97% ของยอดคงค้างทั้งหมด 166,382.78 ล้านบาท ขณะที่การเบิกเงินสดล่วงหน้าในไตรมาสแรกของปี 2551 มีจำนวน 18,589.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีจำนวน 17,859.32 ล้านบาท หรือประมาณ 4%
และข้อมูลเดือน เม.ย.2551 มียอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิต 176,300.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.88% และมีการเบิกเงินสดล่วงหน้า 16,695.71 ล้านบาท หรือลดลงจากเดือนก่อนหน้า 10.2% สำหรับจำนวนบัญชีบัตรเครดิตทั้งระบบมีประมาณ 12 ล้านบัญชี
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม