![]() |
I cannot tell how the truth may be ; I say the tale as it was said to me
Sir Walter Scott
ฉันชอบวันฝนตก
เสียงเม็ดฝนกระทบกะละมังพลาสติกและสังกะสีหลายใบที่แม่เอามารองน้ำไว้ข้างบ้านดังป๋องแป๋ง หลอกให้เราจินตนาการว่าข้างนอกนั่นฝนกำลังตกหนักกว่าที่เป็นอยู่
บ้านต่างจังหวัดของเรามีบริเวณกว้าง หลังบ้านเป็นสวนผลไม้ ก่อนฝนตกจะได้กลิ่นดินโชยหอมติดจมูก เวลาฝนตกแม่จะให้เราช่วยกันเอากะละมังหลากสีสารพัดชนิดไปวางเรียงรองน้ำฝนไว้รอบบ้าน เสียงเม็ดฝนตกกระทบกะละมังดังป๋องแป๋งไพเราะเพราะพริ้ง ทำให้พวกเรามีลุ้น…ลุ้นให้ฝนตกหนักมากๆ
เราชอบให้ฝนตกหนักมากๆ เพราะถ้าฝนตกหนักมากๆ เราจะได้รับอนุญาตให้ออกไปเล่นน้ำฝน…
…แค่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง…
แต่ถ้าวันไหนฝนตกแค่เปาะแปะ เป็นอันรู้กันว่าวันนั้นห้ามโผล่หน้าออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก้านมะยมจากต้นหลังบ้านจะแล่นลิ่วมาหา สามพี่น้องมีอันต้องเกาะขอบหน้าต่างตาละห้อยมองสายฝนอยู่ในบ้าน
และในวันนั้นพ่อจะมีนิทานปลอบใจมาเล่าให้ฟัง…
พ่อเป็นเซียนเล่านิทานและเป็นต้นตำรับนิทานดัดแปลงทุกรูปแบบ นอกจากนั้นยังมีพลอตนิทานแต่งเองหลายร้อยเรื่องอยู่ในหัว นิทานก่อนนอนเรื่องล่าสุดที่วางพลอตค้างไว้คือเรื่องลูกเสือลูกวัว-หลวิชัยคาวีกับหลอดกาแฟวิเศษ-ที่ยังคงติดค้างและยังเล่าไม่จบจนทุกวันนี้
ในวันฝนตกรอบบ้านเก่าของเราระงมไปด้วยเสียงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ทั้งอึ่งอ่าง กบ เขียด ปาด คางคก ฯลฯ ประสานเสียงกันจนแยกสปีซีส์ไม่ออก พ่อเคยเล่านิทานอีสปเกี่ยวกับแม่คางคกที่พยายามจะพองตัวให้โตเท่าแม่วัว แล้วสอนเราว่า ให้รู้จักความพอดีและอย่าทำอะไรที่มันเกินตัว
พ่อเคยเล่านิทานเรื่องกบเลือกนาย ที่สุดท้ายสวรรค์เบื้องบนก็ส่งเจ้านายนกกระสาลงมาจับกินบรรดากบเรื่องมากจนแทบจะเกลี้ยงสระ แล้วสอนลูกๆ ว่าโลกนี้ไม่มีใครหรืออะไรดีพร้อมตรงใจเราไปเสียทุกอย่าง สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักเรียนรู้และยอมรับ เพราะถ้ามัวแต่เลือกมากอยากจะเฟ้นหาเอาสิ่งที่ดีที่สุดให้ได้ สุดท้ายก็กลับไม่ได้อะไร แถมตัวยังตายเสียอีก
ในวันฝนตกนิทานเหล่านี้จะเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยตามแต่พ่อจะนึกออก แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ลูกทุกคนติดใจ ไม่เล่าไม่ร้องไม่ได้ทุกครั้งที่ฝนตก
นิทานเรื่องนั้นเริ่มต้นด้วยประโยคง่ายๆ ว่า…
ฝนเอยทำไมจึงตก…ฝนเอยทำไมจึงตก…จำเป็นต้องตกก็เพราะว่ากบมันร้อง
กบเอยทำไมจึงร้อง…กบเอยทำไมจึงร้อง…จำเป็นต้องร้องก็เพราะว่างูมันรัด
งูเอยทำไมจึงรัด…งูเอยทำไมจึงรัด…จำเป็นต้องรัดก็เพราะว่าหญ้ามักรก
หญ้าเอยทำไมจึงรก…หญ้าเอยทำไมจึงรก…จำเป็นต้องรกก็เพราะว่าควายไม่กิน
ควายเอยทำไมไม่กิน…ควายเอยทำไมไม่กิน…ควายมันไม่กินก็เพราะว่าท้องมันปวด
ท้องเอยทำไมจึงปวด…ท้องเอยทำไมจึงปวด…จำเป็นต้องปวดก็เพราะว่าข้าวมันดิบ
ข้าวเอยทำไมจึงดิบ…ข้าวเอยทำไมจึงดิบ…จำเป็นต้องดิบก็เพราะว่าฟืนมันเปียก
ฟืนเอยทำไมจึงเปียก…ฟืนเอยทำไมจึงเปียก…จำเป็นต้องเปียกก็เพราะว่า…ฝนมันตก
เริ่มจากช้าๆ แล้วค่อยๆ เร็วขึ้นๆ วนอยู่อย่างนี้รอบแล้วรอบเล่า เล่าไปร้องไป ตบมือไปด้วย ยิ่งมันส์ก็ยิ่งเร็ว ยิ่งเร็วก็ยิ่งมันส์ ยิ่งมันส์ก็ยิ่งมั่ว หัวเราะท้องคัดท้องแข็งทุกครั้งทั้งคนฟังคนเล่าในวันฝนตก
ใครไม่เชื่อก็ลองดูนะคะ…
ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ปกติหน้าที่เล่านิทานในวันฝนตกจะตกเป็นของพ่อเสมอ เท่าที่จำได้เราแทบจะไม่เคยได้ยินแม่เล่านิทานเรื่องอะไรเลย
แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน คืนที่ฝนตกหนัก น้ำท่วมสูงเหนือฟุตบาท ไฟดับนานเกือบชั่วโมง รอบบ้านเงียบสนิท แม้แต่เสียงรถวิ่งเข้าหมู่บ้านยังไม่มีสักคัน คาดว่าคงตายน้ำตื้นอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านกันหมด
แม่ยืนมองน้ำท่วมอยู่ริมหน้าต่าง ปากบ่นว่าฝนตกหนักอย่างนี้ น้ำท่วมสูงขนาดนี้ ทำไมรอบบ้านถึงได้เงียบสนิท ไม่มีเสียงกบเสียงเขียดเลยสักตัว มันเงียบจนแปลกเกินไป
พ่อไม่เชื่อ เถียงขึ้นทันที มีสิ ทำไมจะไม่มี ตั้งใจฟังดีๆ
แม่นิ่งฟังไม่นาน แล้วก็หัวเราะ “เออ…ได้ยินแล้ว…นี่แน่ะ…ฟังอะไรไหม…แม่จะเล่านิทานให้ฟัง…
กาลครั้งหนึ่ง มีอึ่งอ่างสองตัวคุยกัน…
อึ่งอ่าง ขี้บ่ล้างก้น…
ไปแอ่ววัดกา …ไปเที่ยววัดไหม
บ่มีซิ่นนุ่ง …ไม่มีผ้าถุงใส่
ผ้าอ้อมดู๊ …ผ้าอ้อมล่ะ
เหม็นเยี่ยว …เหม็นฉี่
เตี่ยวหม้อนึ่งดู๊ …ผ้ารองหม้อนึ่งข้าวล่ะ
สาบควันไฟ …เหม็นสาบควันไฟ
บ่ไปเตื้อกา อึ่งอ่าง …ไม่ต้องไปแล้วละ อึ่งอ่างเอ้ย
ตอนจบแม่อธิบายว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนบางประเภทเวลานึกอยากจะทำอะไรให้ได้
ดั่งใจ ก็พยายามหาเหตุปั้นเรื่องต่างๆ ขึ้นมาจนได้ เหมือนเวลาอึ่งอ่างไม่อยากไปวัด ก็สรรหาข้ออ้างขึ้นมาสารพัดตามสัญชาติอึ่งอ่างค่ะ
คอลัมน์ 365 DAYS
โดย ช้องนาง วิพุธานุพงษ์ chapter365@gmail.com
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม