Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

เอสเอ็มอีกับการจัดการความรู้

ผมได้รับการแนะนำจากผู้รู้ในวงการให้อ่านเอกสารชุดหนึ่งของ European Committee for Standardization (CEN) หรือสำนักงานมาตรฐานของสมาคมประชาชาติยุโรป ซึ่งเป็นเอกสารที่กำหนดแนวทาง สำหรับการปฏิบัติการที่ดีในเรื่องของการจัดการความรู้ โดยเน้นไปที่การนำไปใช้ ในองค์กรธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีเป็นหลัก

เมื่อพูดถึงเรื่องของการจัดการความรู้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่าเครื่องมือด้านบริหารจัดการชนิดนี้ คงเหมาะสำหรับองค์กรหรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมาก หรือต้องเกี่ยวข้องกับพนักงานหรือผู้ปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก

และมักจะไม่คิดว่า การจัดการความรู้ หรือ KM (Knowledge Management) นี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีที่จะสามารถนำไปใช้สร้างความแข็งแกร่งและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจได้

ความจริงแล้ว เรื่องของการจัดการความรู้ เป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องโดยตรงที่จะทำให้พนักงานหรือบุคคลากรของกิจการมีความรู้เพียงพอในการดำเนินกิจการให้ราบรื่นไม่เกิดปัญหา

เพราะว่าขีดความสามารถของธุรกิจ ก็คือขีดความสามารถของคนหรือพนักงานที่มีอยู่ในกิจการนั่นเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกิจการที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมขยายกิจการ หรือ การก้าวไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับสินค้าหรือกระบวนการดำเนินธุรกิจ หรือแม้กระทั่งกิจการที่กำลังประสบอุปสรรคปัญหาที่ต้องเอาชนะเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีพนักงานที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมเพียงพอ

หรือมีความรู้ที่สั่งสมแฝงตัวอยู่ในกิจการที่สามารถนำความรู้เหล่านั้นออกมาใช้ได้ยามต้องการ

เรื่องของการจัดการความรู้กับธุรกิจหรือองค์กรขนาดเล็ก จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกประหลาดประการใด

แม้กระทั่งภายในครอบครัวที่มีฝีมือในการปรุงอาหารรสอร่อยต่อเนื่องกันมาได้หลายชั่วอายุคน ก็จำเป็นต้องมืกลไกในการจัดการและถ่ายทอดความรู้เหล่านั้น ไปสู่สมาชิกรุ่นต่อๆ ไปในครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง

แตกต่างจากครอบครัวที่ไม่มีระบบการจัดการเก็บและถ่ายทอดความรู้หรือทักษะฝีมือไปสู่ทายาทหรือคนรุ่นหลัง ความรู้หรือทักษะฝีมือที่เป็นเลิศนั้น ก็อาจสะดุดหรือสูญหายไปในที่สุดอย่างน่าเสียดาย

เหตุการณ์ในวงการธุรกิจก็เช่นกัน ความเป็นเลิศหรือความชำนาญของกิจการในด้านใดด้านหนึ่งถือได้ว่าเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับกิจการ

เทียบได้ว่าเป็น “ทรัพย์สิน” หรือ เป็น “แหล่งทุน” ชนิดหนึ่งของกิจการ ที่เรียกว่า “ทุนทางปัญญา”

ทุนทางปัญญาของกิจการ สามารถนำออกมาใช้ให้เกิดคุณค่าทั้งในส่วนที่จับต้องได้และส่วนที่จับต้องไม่ได้ เช่น

ทำให้กิจการปรับตัวเข้ากับความผันผวนทางธุรกิจได้

ทำให้กิจการสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าคู่แข่ง

ทำให้กิจการสามารถขยายกิจการไปสู่ระดับสากลได้มากขึ้น

ทำให้กิจการสร้างคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า

ทำให้สินค้าหรือบริการมีเอกลักษณ์โดดเด่น ลอกเลียนแบบได้ยาก

ทำให้กิจการมีความแกร่งที่ยืนนาน

ทำให้กิจการสามารถรักษาพนักงานที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่กับกิจการได้นาน

ฯลฯ

การที่เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำเป็นที่จะต้องสนใจวิธีการที่จะทำให้ความรู้ความชำนาญต่างๆ คงอยู่ในกิจการให้นานที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับพนักงานคนใดคนหนึ่งแต่ผู้เดียว จะทำให้กิจการมีความคล่องตัวและมีพื้นฐานที่ดีสำหรับการขยายกิจการและการสร้างให้กิจการเติบโตต่อไปได้อย่างรวดเร็วทันตามความต้องการของเจ้าของหรือผู้ประกอบการ

สำหรับเอสเอ็มอีแล้ว เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการมักจะต้องประสบกับความปวดหัวและความชะงักงันของธุรกิจอยู่เสมอเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่จะต้องสร้างหรือช่วยส่งต่อความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน เช่น

พนักงานที่มีความรู้ความชำนาญในงานต้องหยุดงานหรือลาออกไปอย่างกระทันหัน

จำเป็นต้องโยกย้ายหน้าที่งานให้พนักงานที่มีความชำนาญในด้านนั้นๆ ต้องไปทำงานด้านอื่นและพนักงานที่มาแทนที่ยังไม่มีความชำนาญมากพอ

พนักงานที่เกี่ยวข้องมีการเก็บความรู้ไม่ยอมสอนงานหรือเผยแพร่ความรู้ให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น

พนักงานต้องการความรู้เพิ่มเติมแต่ไม่สามารถแสวงหาได้ จึงจำเป็นต้องทำงานตามความรู้ที่มีอย่างจำกัด

หรือ ระบบเก็บความรู้ เช่น […]

สำรวจตัวเองตามวิถีเต๋า

การที่องค์กรหนึ่งองค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงและมั่งคั่ง มีองค์ประกอบอยู่ที่หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น สินค้า การบริการ การบริหารและจัดการ เทคโนโลยีที่ทันสมัย หลายๆ อย่างรวมกันในสัดส่วนที่สมดุล ผลักดันให้องค์กรก้าวหน้าในที่สุด

แต่หลากหลายข้อที่กล่าวมา สิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักจริงๆ ในการพัฒนาองค์กรคือ “บุคลากร”

สมมติว่าสินค้าสองชิ้นเหมือนกัน ราคาเท่ากัน บริการเหมือนกัน ต้องเรียก “คนขาย” มายิงลูกโทษตัดสินกัน ถ้าคนขายซ้อมมาดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

หลายบริษัทจึงเริ่มมีตื่นตัวในการเสริมเขี้ยวเล็บให้บุคลากร วิธีที่คลาสสิกที่สุดคือ การจัดอบรมพนักงาน

เพราะเชื่อกันว่า “ความรู้” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคน การอบรมก็เปรียบเสมือน การได้รับการถ่ายทอดความรู้นั่นเอง บางบริษัทถึงกับยอมจ่ายค่าอบรมปีละหลายล้านบาท

แต่เกิดคำถามว่า การอบรมเป็นวิธีพัฒนาบุคลากรที่ดีที่สุดหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ เพราะอยู่ที่หลายองค์ประกอบ เช่น ไม่มีการติดตามผลหลังได้รับการอบรม พนักงานไม่ค่อยสนใจการอบรม ผู้อบรมถ่ายทอดความรู้ไม่เต็มที่ เป็นต้น

ทำให้เกิดวิธีการพัฒนาบุคลากรแบบใหม่ๆ ออกมาควบคู่กับการอบรม วิธีนี้เรียกว่า “การสำรวจตัวเอง”

“การสำรวจตัวเอง” เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความนิยมในซีกโลกตะวันตก แต่ถ้าในแถบเอเชียการสำรวจตัวเองเป็นวิธีการที่มีมานานแล้ว แต่แฝงอยู่ในรูปแบบของคำสอนในศาสนา เช่น ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋าเป็นต้น

การสำรวจตัวเองแตกต่างจากการประเมิน เพราะการประเมินใช้คนอื่นตัดสินวัดจากผลงานและคุณภาพของคน ผู้ประเมินถ้ามีจิตใจเอนเอียง หรือมองคนในมุมเดียว ทำให้ผลการประเมินอาจเบี่ยงเบนก็เป็นได้

แต่การสำรวจตัวเองวัดจากความซื่อสัตย์ในตัวเอง และมักได้มุมมองที่แปลกใหม่ เป็นต้นว่า ถ้าพนักงานคนหนึ่งสำรวจตัวเองแล้วพบว่า เขามีผลงานที่ดีกว่าความเป็นจริง เราอาจได้รู้สิ่งใหม่ๆ […]

อาชีพขายตัว (เอง)

หากถามผมว่า “ผมอยากดังไหม?” ถ้าเป็นแต่ก่อนสมัยที่ยังเรียนอยู่ ก็จะตอบได้ทันทีเลยว่า “อยากดัง” เพราะเป็นช่วงวัยรุ่นที่รู้สึกว่า อยากเป็นที่รู้จัก อยากเป็นที่ยอมรับเอามากๆ แต่ถ้าถามคำถามเดิมตอนนี้ ผมก็คงจะต้องตอบว่า “จำเป็นต้องดัง” ทำไม? ถ้าสินค้าในตลาดจำเป็นต้องมีการสร้างแบรนด์ ดังนั้นสินค้าในธุรกิจการแสดง ก็ต้องเป็น “นักแสดง” ซึ่งก็ต้องมีความจำเป็นไม่แพ้กันที่จะต้องสร้างแบรนด์ให้กับตัวนักแสดงเอง ด้วยเช่นกัน ซึ่งการสร้างแบรนด์ ก็คือการทำให้จดจำ คือเมื่อพูดถึงสินค้าประเภทนี้แล้วนึกถึงยี่ห้ออะไรเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้นหากธุรกิจที่มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องเฉกเช่นเดียวกับสินค้าแล้ว “หากไม่เป็นที่รู้จัก หรือไม่เป็นที่นึกถึง” นั่นหมายความว่า “การไม่มีงาน”

นอกเหนือจากธุรกิจที่มีคนมาเกี่ยวข้อง เช่น ผู้เชี่ยวชาญ นักแสดง ครูสอน หรืออื่นๆ ที่จำเป็นต้องทำให้บุคคลนั้นเป็นที่รู้จักโด่งดังแล้ว สินค้าทั่วไปก็จำเป็นที่ต้องนำบุคคลเข้าไปผูกติดเพื่อให้ขายได้ไม่แพ้กัน เพราะหากสินค้านั้นมีผู้เกี่ยวข้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีความน่าเชื่อถือ ก็จะมีส่วนช่วยทำให้สินค้านั้นขายได้ง่ายขึ้น เหมือนกับคำกล่าวหนึ่งที่พูดว่า “คุณจะสามารถขายอะไรก็ได้ ถ้าคุณสามารถขายตัวคุณเองได้”

การผูกติดระหว่างสินค้ากับบุคคลจนก่อเกิดเป็นแบรนด์นั้น ผมสังเกตเห็น 2 วิธีหลักๆ คือ

1. ทำให้สินค้าตัวเองโด่งดัง จนทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าตัวนั้นเป็นที่รู้จักตามไปด้วย และเมื่อบุคคลนั้นมีบทบาทอะไรในสังคมก็จะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับสินค้าตัวนั้นได้โดยปริยาย

วิธีนี้เป็นวิธีที่ดูดี เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ยกยอตัวเองแต่ยกยอสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยที่สิ่งนั้นผูกติดกับตัวเองอยู่ เช่น นึกถึงชาเขียว ก็นึกถึง ตัน โออิชิ ,หรือ การที่ ฟิลิป พยายามจะขาย […]

นวัตกรรมล่าสุดแห่งธุรกิจสุขภาพ!!!!

ยุคเข็ญแห่งเศรษฐกิจ ยังคงปกคลุมบรรยากาศในสังคมอยู่ทั่วไปนะครับ ทุกอุตสาหกรรมขณะนี้ ดูเหมือนว่าจะประสบปัญหากันไปทั้งหมดทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าจะดูมีอนาคตที่สดใสกว่าเพื่อน เพราะอยู่ในกระแสความต้องการของสังคมอยู่แล้ว นั่นคือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับบริการสุขภาพ (Healthcare Business) ครับ

ธุรกิจบริการสุขภาพนี้ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกวันครับ ซึ่งแน่นอนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ก็ควรต้องมีนวัตกรรมมาเป็นตัวผลักดันควบคู่กันไปด้วย ซึ่งวันนี้ก็จะมีวิเคราะห์กันถึงทิศทางนวัตกรรมสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในธุรกิจนี้ ซึ่งได้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ความเห็นไว้ครับ

เริ่มจาก การเข้ามาของยุค E-Care (Electronic Care) ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการดำเนินงานทั้งหมดของการให้บริการสุขภาพ อาทิในโรงพยาบาล เพื่อเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลอย่างครบวงจร ทั้งจากคนไข้ แพทย์ พยาบาล และผู้ให้บริการอื่นๆ ในโรงพยาบาลทั้งหมด

ซึ่งการเก็บข้อมูลในรูปแบบของดิจิทัลออนไลน์นี้ จะทำให้การเก็บประวัติเป็นไปอย่างถูกต้อง และอัพเดททันเวลา เพียงพอที่จะทำให้ผู้ให้บริการทราบทุกข้อมูลที่เกี่ยวกับคนไข้ ว่าเคยผ่านการรักษาอย่างไรมาบ้าง มีปฏิกิริยาหรือปัญหาใดเกิดขึ้นระหว่างการรักษาทั้งหมด ซึ่งก็จะทำให้ลดความเสี่ยงในการรักษาและวินิจฉัยผิดพลาดไปมากทีเดียว แต่ประเด็นที่ต้องระวังก็คือ เรื่องของความเป็นส่วนตัวที่อาจจะถูกละเมิดได้ จากการเก็บข้อมูลลักษณะดังกล่าว รวมถึงการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของบุคลากรในแต่ละระดับด้วย

นวัตกรรมถัดมา คือ การเอาท์ซอร์สบริการสุขภาพ ซึ่งการเอาท์ซอร์สคือการว่าจ้างหน่วยงานอื่นๆ ให้ดำเนินการแทนนั่นเอง ในกรณีนี้มักจะเกิดกับธุรกิจตะวันตก ที่มาว่าจ้างให้โรงพยาบาลหรือศูนย์สุขภาพในประเทศต้นทุนต่ำกว่าดำเนินการให้ ดังที่ธุรกิจประกันสุขภาพในอเมริกาและยุโรปเริ่มว่าจ้างให้โรงพยาบาลในสิงคโปร์ อินเดีย หรือ ไทย รับรักษาดูแลสุขภาพให้กับลูกค้าในประเทศของเขา ซึ่งก็มักจะมีการจัดการในรูปแบบทัวร์สุขภาพ (Medical Tourism) ด้วย […]

No, because - Yes, if

ในการทำงาน ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมคะว่ามีคนทำงานหลากหลายประเภท บางท่านถูกชะตากับบางกลุ่ม และจะเกิดอาการท้องอืด เรอเปรี้ยว หงุดหงิด จิตตกทุกครั้งเมื่อต้องทำงานร่วมกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ยามสถานการณ์ราบรื่น ดื่นๆ ไม่ต้องพึ่งพากันมาก ต่างคนต่างทำ ความแตกต่างของคนอาจไม่เด่นชัด เราจะเริ่มจัดกลุ่ม เริ่มเห็นประเด็นที่แตกต่าง เมื่อเริ่มสังเกต โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุคับขัน ต้องพัวพัน ต้องช่วยกัน เมื่อนั้นธาตุแท้จะถูกแฉให้เห็นกันจะจะ ว่าใครเป็นใคร

ดิฉันได้มีโอกาสคุยและหารือกับคนทำงานในหัวข้อนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาที่เรียกได้ว่าสถานการณ์เกินฐาน “ปกติ”

ในฐานะประชาชนคนไทย พวกเราล้วนอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติสุข ต่างมีทุกข์ที่นับวันจะเพิ่ม มีใครๆ ช่วยเติมเสริมความกังวล เพิ่มความกลุ้มใจไม่เว้นวัน สถานการณ์ที่ทำงาน ส่วนใหญ่จึงสะท้อนความวุ่นวาย ความไม่แน่นอน ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต ที่โอกาสอาจหดหายไป

จากการทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ มองคนรอบข้างอย่างปล่อยวาง ไม่เข้าข้างใคร พรรคพวกและตัวดิฉัน เห็นคนหลากหลายกลุ่ม ต่างกันหลายมิติ

มุมหนึ่งที่น่าสนใจเพื่อนำไปใช้ในชีวิตการทำงาน เราฟันธงว่ามีคน 2 ขั้ว คือ มนุษย์แบบ No, because กับกลุ่มประเภท Yes, if

No, because…

ท่านผู้อ่านเคยทำงานร่วมกับพรรคพวกบางคนที่ช่างมองโลกว่าโหดร้าย จะทำอะไรก็มองเห็นข้อขัดข้อง ไอ้โน่นก็ไม่ดี ได้นี่ก็ไม่ได้ ทุกอย่างช่างเต็มไปด้วยอุปสรรค ท่านมักท้วงมักติง […]