เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ หรือเอิร์ลรัสเซลล์ ที่สาม ผู้เขียนหนังสือ A History of Western Philosophy ที่เป็นหนังสือต้นแบบของตำราปรัชญาทั่วไป ได้กล่าวว่า
“พระพุทธศาสนาเป็นการผสมผสานกันเข้าระหว่างปรัชญาแบบการคาดการณ์และปรัชญาแบบวิทยาศาสตร์ พระพุทธศาสนาสนับสนุนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และดำเนินตามวิธีนั้นไปสู่เป้าหมายสุดท้าย ซึ่งอาจจะเรียกว่าวิธีการแบบเหตุผล…พระพุทธศาสนาได้ลงมือทำในที่ที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจทำได้ เพราะว่าความจำกัดของสมรรถนะทางเครื่องมือแสวงหาความจริงของวิทยาศาสตร์ ชัยชนะของพระพุทธศาสนาคือ การชนะใจตนเอง…ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะตั้งข้อสมมติฐานว่า โลกนี้มีการเริ่มต้น แนวความคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่าง จะต้องมีการเริ่มต้นเกิดขึ้นจากความด้วยทางจินตนาการของพวกเราเอง” แปลโดยเสฐียรพงษ์ วรรณปก
วิธีการตัดสินใจแบบชาวพุทธคือ การตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่เนื่องจากมนุษย์เรานั้นมีอารมณ์ด้วย ซึ่ง เดวิด ฮูม นักปรัชญาคนสำคัญของทางตะวันตกได้เน้นว่า “จะเป็นนักปรัชญาก็เป็นเถิด แต่ต้องเป็นมนุษย์ด้วย” ดังนั้น การตัดสินใจของคนเราโดยทั่วไปแล้วจึงไม่มีหลักเหตุผลล้วนๆ หากแต่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้าปะปนอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย
ทีนี้เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกนั้นมันมีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ อาทิ ความรัก ความชัง ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ฯลฯ ดังนั้น การตัดสินใจที่ใช้อารมณ์มากเกินไปก็เป็นอันตราย เนื่องจากอารมณ์นั้นแปรปรวนได้ เช่น วันนี้รักเธอเหลือเกิน แต่เดือนหน้าอาจจะเกลียดเธอเหลือเกินก็ได้!
ดังนั้น พื้นฐานของการตัดสินใจแบบชาวพุทธก็ย่อมขึ้นอยู่กับพระธรรมคือ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ และศาสนาพุทธนั้นมีคำสั่งสอนสำหรับคนทุกคน ทุกฐานะ
ตัวอย่างเช่น คำสั่งสอนสำหรับผู้ครองเพศบรรพชิต (พระภิกษุ) คำสั่งสอนสำหรับคนทั่วไปคือฆราวาสที่ไม่ใช่พระ คือคนที่เรียกเป็นภาษาทางการว่า “ผู้ครองเรือน” คือคนที่มีลูก มีผัว มีเมียนั่นแหละ
หลักการตัดสินใจของชาวพุทธควรยึดที่หนังสือนวโกวาทซึ่งเป็นหนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาไทยจำนวนเป็นล้านเล่ม (หนังสือภาษาไทยที่ตีพิมพ์มากที่สุดในโลก) ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรวบรวมขึ้นจากพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ตั้งแต่ พ.ศ.2442 เมื่อครั้งยังประทับอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม
หนังสือนวโกวาทมี 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นส่วนของพระภิกษุ คือ วินัยบัญญัติ หรือกฎหมายของภิกษุ ส่วนที่ 2 เป็นธรรมวิภาค คือ ธรรมที่ต้องแยกคัดจัดไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น ธรรมที่มี 2 ข้อย่อย รวมไว้หมวดหนึ่งมี 3 ข้อย่อยรวมไว้หมวดหนึ่ง เพื่อจะได้จดจำได้ง่าย และส่วนที่ 3 เป็นส่วนของชาวบ้านธรรมดาที่มีครอบครัวทั้งหลายซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ คือ คิหิปฏิบัติ เป็นหลักปฏิบัติและหลักควรเว้นสำหรับคฤหัสถ์หรือชาวบ้านทั่วไป เช่น ความสุขของคฤหัสถ์, อบายมุข เป็นต้น
ในคิหิปฏิบัตินี่แหละที่กล่าวถึงความสุขของคนธรรมดาสามัญทั่วไป เพราะว่าความสุขนั้น เป็นวัตถุประสงค์ยอดปรารถนาของคนทุกคน แม้แต่อริสโตเติลปราชญ์เอกของกรีซโบราณ ซึ่งเป็นคนที่อยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ยังสอนไว้ในวิชาจริยศาสตร์เลยว่า “ความสุข (Happiness) คือ ความดีอันสูงสุด”
ดังนั้น การที่ชาวพุทธจะตัดสินใจในเรื่องใดก็ตาม จึงควรนึกถึงหลักการการตัดสินใจที่ทำให้ตัวของเราเอง และครอบครัวมีความสุข นี่ว่ากันตามหลักการ ตามเหตุผล
คราวนี้ก็มาดูว่า ที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “ความสุขของชาวบ้านคืออะไร?”
มี 4 ข้อ สั้นๆ ง่ายๆ คือ
1.สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ข้อนี้ไม่ต้องอธิบาย เพราะชัดแจ้งในตัวอยู่แล้ว
2.สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค ข้อนี้สำคัญเพราะว่าบางคนมีความสุข (ปลอมๆ) จากการที่มีทรัพย์แต่ไม่ยอมใช้ ถึงขนาดตายด้วยความอดยากขาดอาหาร เช่น นายโฮวาร์ด ฮิวส์ มหาเศรษฐีของอเมริกัน เป็นต้น
3.สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้ ข้อนี้คนไทยรู้ดีอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีบางคนจะลอยหน้าลอยตาอ้างว่าคนที่เป็นหนี้นั้นมีเครดิตดี (แข็งใจพูดทั้งนั้นแหละ) โปรดกรุณาจำพุทธภาษิตข้อนี้ไว้ให้แม่น “อิณาทานังทุกขังโลเก” แปลว่า การเป็นหนี้คือทุกข์หนักที่สุดของโลก
4.สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด หากผิดหลักการข้อสุดท้ายนี้แล้วก็พังหมด
ตัวอย่างการขายยาบ้านั่นนะเป็นการงานที่มีโทษถึงจะมีเงิน ใช้เงิน ไม่เป็นหนี้ แต่ในที่สุดก็ต้องติดคุกถูกยึดทรัพย์
สังเกตดูแล้วคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อสุดท้ายมักสำคัญที่สุด ดูตัวอย่างศีลห้าข้อสุดท้ายที่ห้ามการเสพของมึนเมา เพราะว่าเมื่อเสพของมึนเมาแล้วจะทำให้ครองสติไม่อยู่ จึงสามารถละเมิดศีลทั้งสี่ข้อก่อนหน้า คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และพูดปดมดเท็จได้สบายไปเลย
คราวนี้มาพูดถึงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินใจแบบชาวพุทธบ้าง เรื่องอารมณ์นี่ยังไงๆ ก็ต้องมีกันทุกคน หากจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจก็ต้องตระหนักในผลที่ตามมาด้วย ต้องชั่งน้ำหนักดูให้ดี เมื่อเห็นว่าพอรับได้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
ยกตัวอย่างคนหนุ่มสาวอยู่บ้านกันพ่อกับแม่แล้วไม่มีความสุขอยากออกไปหาที่อยู่เอง จะได้เป็นอิสระ มีงานปาร์ตี้เฮฮากันได้ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้าได้โดยไม่โดนแม่ด่า หากมีงานสุจริตทำแล้วมีรายได้พอ ไม่เป็นหนี้ก็อาจแยกตัวไปหาที่อยู่เองก็ได้ โดยยอมรับว่าความสะดวกสบายส่วนตัวก็ต้องลดน้อยลง ตัดสินใจได้อย่างนี้ก็นับว่าใช้ได้
แต่หากการออกไปหาที่อยู่เองในขณะไม่มีงานทำ หรือทำงานแล้วแต่เงินไม่พอใช้ หากแยกตัวออกไปอยู่เอง ก็ต้องเริ่มสร้างหนี้ขึ้นอย่างแน่นอน แบบนี้หากตัดสินใจด้วยอารมณ์เพราะอยากจัดงานปาร์ตี้บ่อยๆ ได้โดยยอมเป็นหนี้
แบบนี้ก็คงไม่ดีแน่
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม