Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

เพิ่มคุณค่าคนและองค์กรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสการ เปลี่ยนแปลงแข่งขันไม่เคย หยุดนิ่ง การเมืองที่ร้อนระอุ เศรษฐกิจที่ผันแปร การบริหารคนและองค์กรให้รอดพ้นเป็นเรื่องยากกว่าปกติ ในวิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมา บางองค์กรดำเนินนโยบายเพียงเพื่อเอาตัวให้รอดแต่กลับสร้างผลข้างเคียงจนองค์กรได้รับความเดือดร้อนต่อเนื่อง เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นที่สร้างปัญหาต่อในระยะยาว ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ตกหลุมพรางเช่นนั้นแต่เราสามารถบริหารคนและองค์กรให้พัฒนาได้อย่างยั่งยืนแม้ในยามวิกฤตเช่นนี้

ข่าวการลดจำนวนคนของบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาเริ่มมากขึ้นตลอดหกเดือนที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างที่ทำให้หวนนึกถึงสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจสิบกว่าปีที่แล้วที่บริษัทต่างๆ พยายามเอาตัวรอดโดยการลดจำนวนคนลง ผู้บริหารที่อยู่มานาน มีเงินเดือนมากจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ บางบริษัทพยายามลดจำนวนคนเหล่านี้ และจ้างคนใหม่เงินเดือนน้อยกว่าทดแทน นี่เป็นตัวอย่างรูปธรรมชิ้นหนึ่งที่พบได้แม้ในประเทศไทยเรา วิธีเช่นนี้ทำถูกหรือไม่อย่างไร

มองในมุมของการเงิน…ระยะสั้น นี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด ลดจำนวนคนอาวุโสที่ทำงานไม่กระฉับกระเฉงเท่าคนรุ่นใหม่ไฟแรง ประหยัดเงินเดือน และแพ็กเกจค่าสวัสดิการราคาแพงของคนอยู่มานานเหล่านี้ลง เปลี่ยนเป็นรับคนใหม่เข้ามาด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาแทน จึงถูกต้อง ในเชิงตัวเลขเดบิตเครดิตในระยะสั้น

มุมมองเรื่องคนในระยะยาว การจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ถูกจังหวะหรือถูกกระบวนท่าอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรังต่อได้ เป็นต้นว่า “ความจงรักภักดีในองค์กร (loyalty)” ซึ่งเป็นที่ใฝ่หาขององค์กรทั่วไป มีองค์กรมากมายขอให้ทางสถาบันเราไปช่วยทำให้เกิดความจงรักภักดีในองค์กรให้มากขึ้น เมื่อเราวิเคราะห์องค์กรนั้นๆ ในเบื้องต้นแล้วพบว่านโยบายการดูแลคนเป็นดั่งตัวอย่างข้างต้น การเพียงแค่เชิญวิทยากรไปจัดกระบวนการให้เกิดความจงรักภักดีในองค์กรนั้นๆ ทำได้แต่ก็จะได้ผลเพียงแค่ในระยะสั้น หรือไม่ได้ผลเลย

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เราลองนึกดูว่า ถ้าเราเป็นพนักงานคนหนึ่งในองค์กรนี้ บริษัทที่กำจัดพนักงานอาวุโสที่ช่วยกันสร้างองค์กรขึ้นมาในอดีต แต่ตอนนี้เขาเหล่านี้ อายุมากขึ้นดูเหมือนเป็นภาระแก่บริษัท เราผู้ซึ่งเป็นพนักงานที่กำลังโต เราคิดว่าเราอยากจะอยู่ที่นี่ให้นานทุ่มชีวิตให้กับบริษัทนี้หรือไม่ หลายคนไม่เอาแน่ เมื่อไหร่ที่ได้เงินหรือผลประโยชน์ที่อยากได้พอแล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะไป …แล้วองค์กรแบบนี้จะเรียกหาความจงรักภักดีที่แท้จริงได้อย่างไร

นี่เป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเห็นได้ว่า การสมดุลระหว่างการบริหารตัวเลขทางการเงินเพื่อให้อยู่รอดได้ในวิกฤตระยะสั้น กับการบริหารคนและองค์กรให้พัฒนาเฟื่องฟูในระยะยาว จำเป็นต้องมีศิลปะกลยุทธ์ที่ละเอียดอ่อนและเป็นธรรมมาก การตัดสินใจและการกระทำที่ผิดพลาดหรือผิดจังหวะเพียงนิดเดียว อาจทำให้เราต้องเสียคนดีคนเก่ง หรือเสียวัฒนธรรมองค์กรที่เฝ้าบ่มเพาะกันมาในอดีต […]

“เขาพระวิหาร” บนแผนที่จินตนาการ ประวัติศาสตร์แผลเก่า “ไทย-กัมพูชา”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาเรื่อง “เขาพระวิหาร” กับการขอขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลกโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโก ครั้งที่ 32 ณ เมือง คิวเบก แคนาดา ในระหว่างวันที่ 2-10 ก.ค.นี้

นอกจากจะเป็นผลงานทางการเมืองของกลุ่มการเมืองภายในกัมพูชาแล้ว การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารยังเป็นเรื่องร้อน ประเด็นแรงในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ควบคู่กับเดิมพันตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนายนพดล ปัทมะ ด้วยข้อกล่าวหา “สมรู้ร่วมคิดยกดินแดนให้ต่างชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ธุรกิจพลังงานของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร”

ในทางการเมือง ประเด็นเขาพระวิหาร ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน ความขัดแย้ง เห็นต่างและถือแผนที่คนละฉบับระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องคาราคาซังที่ถูกทิ้งค้างให้ขุ่นเคืองกันมานานหลาย 10 ปี ทุกครั้งที่ฝ่ายชาตินิยมในประเทศใดประเทศหนึ่งต้องการอ้างท้วงสิทธิในดินแดนตรงนี้ กำลังทหารก็จะขึ้นไปตรวจเส้นแบ่งชายแดนให้อีกฝ่ายได้ตระหนัก

เขาพระวิหารจึงไม่ได้เป็นเพียงภูเขา ลูกหนึ่งที่วางตัวคาบเกี่ยวแผ่นดินไทยกับกัมพูชาไว้เท่านั้น แต่เขาพระวิหารได้บอกเล่าเรื่องราวหลาย 100 ปีของความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาที่มีทั้งความชิงชัง ความขัดแย้ง การอ้างสิทธิเหนือดินแดน และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่รายล้อมในพื้นที่

ในวงอภิปรายของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เรื่อง “ไสยศาสตร์/มนตร์ดำ การเมือง และชาตินิยม กรณีศึกษา 2 ปราสาท-เขาพนมรุ้งและเขาพระวิหาร” เป็นอีก 1 วงเสวนาประสานักวิชาการถึงประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทุกสังคม ชนชั้น

ประวัติศาสตร์แผลเก่า

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ […]