สัมภาษณ์
![]() |
3 เดือนมาแล้ว (ตั้งแต่ มี.ค.2551) ที่ “พิชญ์ โพธารามิก” เข้ามา นั่งเก้าอี้ “ซีอีโอ” บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
แม้จะเป็นลูกชายคนเดียวของ “ดร.อดิศัย” เจ้าของและผู้ก่อตั้งธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ในนามกลุ่มจัสมิน และทีทีแอนด์ที
แต่เขากลับไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งจะ ต้องเข้ามารับช่วงสานต่อธุรกิจนี้เลยแม้ แต่น้อย
หลัง “ดร.อดิศัย” วางมือจากธุรกิจผันตนเองเข้าสู่งานการเมืองเต็มตัวเมื่อหลายปีก่อน ธุรกิจของกลุ่มจัสมินก็ขับเคลื่อนโดย ผู้บริหารมืออาชีพมาโดยตลอด
ขณะที่ “พิชญ์” เลือกที่จะไปก่อตั้ง ธุรกิจของตนเองในนาม “โมโนกรุ๊ป” โลดแล่นอยู่ในธุรกิจยุคใหม่
ทำเว็บไซต์, คอนเทนต์บนโทรศัพท์ มือถือ, นิตยสารบันเทิงรายสัปดาห์ “กอสซิปสตาร์” และอีกหลายหัว เรื่อยไปจนถึงการสร้างภาพยนตร์
ต่างไปจากธุรกิจดั้งเดิมของผู้เป็นพ่อซึ่งผูกโยงอยู่กับระบบสัมปทานแทบจะเรียกว่า โดยสิ้นเชิง น่าจะได้
เมื่อต้องเข้ามาสานต่อธุรกิจ “จัสมิน” ในยุคของ “พิชญ์ โพธารามิก” ย่อมแตกต่างไปจากยุคสมัยของผู้เป็นพ่อ
ธุรกิจในระบบสัมปทานเดิม ถ้าไม่ทยอยหมดอายุสัญญาก็ต้องปรับเปลี่ยนตนเองไปตามกฎ กติกา และสภาพแวดล้อมในการแข่งขันใหม่ๆ ภายใต้กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป
นี่จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะในการก้าวเข้ามารับผิดชอบในฐานะแม่ทัพธุรกิจของกลุ่มจัสมิน
จัสมินในยุคของ “พิชญ์” จะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์ในบรรทัดถัดจากนี้
- รู้ตัวอยู่แล้วว่าวันหนึ่งต้องมารับช่วงต่อ
ผมไม่ได้คิดมาก่อน ไม่ได้รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งต้องมา โดยส่วนตัวจะไม่ชอบงานที่ต้องไปวิ่งประมูลงานอะไรแบบนี้ จะชอบงานที่เกี่ยวกับคอนซูเมอร์มากกว่า อย่างทำหนังสือ ทำหนังมากกว่า
ไม่รู้ตัวล่วงหน้า ตอนคุณพ่อ โทร.บอก ผมอยู่ที่ฮ่องกง และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า อยากทำหรือไม่อยากทำ
คุณทรงฤทธิ์ (ซีอีโอเดิม) ลาออก คุณพ่อเลยอยากให้มาช่วยที่นี่ เพราะท่านสร้างธุรกิจขึ้นมาตั้งแต่แรกก็ต้องรู้สึกผูกพัน
- จัสมินในยุคของพิชญ์ จะเป็นยังไง
ในแง่ธุรกิจ วิชั่นหลัก คือเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจบรอดแบนด์ รวมถึงให้บริการในเรื่องอินเทอร์เน็ต เบส
บรอดแบนด์คือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อินเทอร์เน็ตเบส คือ ธุรกรรมต่างๆ ที่เป็นบริการเสริมจากการใช้บรอดแบนด์
มีเป้าหมายคือ ในปี 2010 (2553) ฐานลูกค้าบรอดแบนด์จะต้องไปถึง 1 ล้านราย มีรายได้รวมถึง 1 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบันบรอดแบนด์มีลูกค้า 3 แสน ถึงสิ้นปีคงถึง 4 แสน เพราะจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเดือนปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 หมื่นราย
ยอดยกเลิกการใช้ก็น้อยลงมาก
ในแง่ช่องว่างทางการตลาดก็ยังมีโอกาสอีกเยอะมากๆ
คอนเซ็ปต์ของบรอดแบนด์ของเรา คือไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ในช็อปปิ้งมอลล์ หรือนั่งบนรถก็ใช้ได้หมด
ผ่านโครงข่ายของเรา ไม่ว่าจะเป็น MAXNET, ใช้ไว-ไฟที่บ้านก็ได้ มีไฟเบอร์ ทูโฮม ตรงนี้จะเดินสายในตึก หรือคอนโดฯ
ส่วนไว-ไฟกำลังจะเปิดตัว “สไปเดอร์ ฮอตสปอต” เป็นอีกแบรนด์ทำโดยอคิวเมนต์
- ลงทุนเยอะไหม
หลัก 100 ล้าน มี 1 หมื่นจุดทั่วประเทศ จริงๆ เราก็เริ่มทำในต่างจังหวัดไปแล้ว แต่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า ไซเบอร์ พอยต์ อันนี้จะเน้นพื้นที่ในกรุงเทพฯเป็นหลัก
ส่วนไวแม็กซ์ได้ไลเซนส์ทดสอบบริการมาแล้ว ถ้า กทช.ให้ใบอนุญาตเมื่อไรก็จะให้บริการได้ ไวแม็กซ์ลงทุนไม่เยอะมาก นี้จะเป็นตัวเสริมทำให้เครือข่ายการให้บริการครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต
พวกแอปพลิเคชั่นหรือคอนเทนต์ต่างๆ จะให้บริการได้บนบรอดแบนด์ เป็นบริการเสริมทั้งบนฟิกส์ไลน์ และอินเทอร์เน็ต เช่น ไอพีทีวี, วีโอไอพี (โทร.ต่างประเทศราคาถูกชื่อ “ถูกดี”) พวกออนไลน์เกม ฯลฯ ตรงนี้จะมีทั้งพาร์ตเนอร์ เช่น เอเชียซอฟต์ หรือโมโนกรุ๊ปของผมเอง
ตลาดไทยทั้งตลาดมีคนใช้บรอดแบนด์แค่ 1 ล้าน เทียบกับประเทศที่ใกล้เคียงกับบ้านเรา มีมากกว่าเรา 2-3 เท่า การไปให้ถึง 2-3 ล้านจึงไม่ยาก
เป้า 1 ล้านของเราก็เช่นกัน
- ทรูเป็นเจ้าตลาดอยู่
ทรูเน้นคอนเวอร์เจนซ์ แต่เราเน้นโอเพ่น คือเปิดกับทุกราย เน้นความร่วมมือกับพันธมิตร
โอเพ่น คือกลยุทธ์ของเรา อย่างโมโนกรุ๊ปทำคอนเทนต์มือถือให้เอไอเอส ดีแทค ถ้าจะทำอะไรร่วมกันในอนาคต ในแง่ความเป็นพาร์ตเนอร์ทำได้อยู่แล้ว
ธุรกิจบรอดแบนด์เป็นเกมของคนที่มีสเกล ยิ่งมีฐานลูกค้ามากก็ทำราคาได้มาก
แคมเปญล่าสุดของเราที่ออกมาแล้ว ก็มีความเร็ว 2 Mbps ราคา 590 บาท/เดือน ราคาต่ำกว่านี้ก็อาจจะได้เห็นเร็วๆ นี้
ต้นทุนเราสู้ได้สบายๆ
- เป้ารายได้หมื่นล้านไม่สูงเกินไป
รายได้ของกลุ่มจัสมินตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 5-6 พันล้านต่อปีมาตลอดอยู่แล้ว ที่ผ่านมาคนนี้ทำโน่นทำนี่ ไม่มีอะไรเป็นทิศทางเดียวกัน 10 ปีไม่เคยมีการตั้งเป้าว่าจะไปให้ถึง 1 หมื่นล้านบาทได้ยังไง
เมื่อผมเข้ามาก็มาเซตทุกอย่างใหม่
รายได้เฉลี่ยต่อ 1 รายของบรอดแบนด์อยู่ที่ 700 บาท ถ้ามี 1 ล้านราย ก็ 7 พันกว่าล้านบาท
ดังนั้นการผลักดันรายได้ให้ทะลุหมื่นล้านภายในปี 2010 ไม่ใช่เรื่องยาก
- เข้ามา 2-3 เดือนทำอะไรไปบ้าง
ปรับไดเร็กชั่นใหม่ จัดคนให้เหมาะกับงาน ที่ผ่านมาทุกคนต่างคนต่างอยู่กัน ธุรกิจเดียวกันขอไลเซนส์ 3-4 ใบ ซ้ำกันก็มี ไม่มีประโยชน์ จึงต้องจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้เป็นเอกภาพมากขึ้น
บรอดแบนด์จริงๆ เริ่มมา 2-3 ปีแล้ว แต่โตเร็วมากในช่วง 1 ปีมานี้
ธุรกิจของกลุ่มจัสมินมีกำไรมาตลอด แต่โดนตัดขาดทุนในทีทีแอนด์ที (ถือหุ้น 30%) จึงเหลือไม่เท่าไร หลังปรับโครงสร้างหนี้เสร็จ ยืดหนี้ได้ก็คงดีขึ้น
ทีทีแอนด์ทีมีหนี้ 1.8 หมื่นล้าน หลังปรับโครงสร้างหนี้แล้วคงลดลงไปบ้าง อีก หมื่นกว่าล้านก็จะยืดหนี้ 10 ปี ซึ่งรายได้จากสัมปทานปัจจุบันน่าจะจ่ายได้
- วิธีคิด วัฒนธรรมองค์กร ต้องปรับเยอะไหม
จัสมินเดิมอยู่ในธุรกิจสัมปทาน ต่อไปจะไม่ใช่แล้ว ต้องปรับองค์กรให้มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เน้นการให้บริการลูกค้า
สไตล์การทำงานของผมเน้นคำเดียว “สนุก” จะเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอความคิดเห็น ส่งเสริมให้ทุกคนกล้าแสดงออก แต่เรื่องคนเป็นเรื่องระยะยาวต้องค่อยๆ เปลี่ยน
ในแง่การทำงานจะปรับองค์กรให้ทำงานในแนวราบมากขึ้น เพราะการมีหลายระดับขั้นจะทำให้การทำงานช้า ดังนั้นจึงจะให้ทุกคนขึ้นตรงกับผมหมด
วิธีนี้ซีอีโออาจจะเหนื่อยมากหน่อย แต่การทำงานจะเร็วขึ้น
- จะเห็นผลเมื่อไร
6 เดือน-1 ปี
Related posts:
















ความรู้ยอดนิยม