ฟังเวลาเขาเรียกเลขาฯแล้ว พลันให้เกิดความรู้สึกว่า เหมือนพ่อกำลังเรียกลูกสาว ในสำเนียงที่ออกจะดุดันสักหน่อย ขึ้นต้นด้วยคำว่า ไอ้ ตามด้วยชื่อเล่น น้ำเสียงมันออกมาในประมาณว่า ให้มาหาในทันที เบื้องหลังคือความไม่พอใจอะไรสักอย่าง
สังเกตปฏิกิริยาของเลขาฯ พอได้ยินเสียงของนาย สีหน้าของเธอเปลี่ยนทันที จากยิ้มแย้มเพราะถูกเราแซวเล่น เปลี่ยนเป็นสีหน้าเครียดทันที ลุกขึ้นคว้าสมุดโน้ตและปากกาขึ้นหนีบแขน พร้อมกับพูดเสียงอ่อยๆ ว่า “ขอโทษนะคะ นายเรียก”
ผู้เป็นเจ้าของเสียงอยู่ในห้องใหญ่ ซึ่งเธอนั่งอยู่ในห้องเล็กที่ติดกันด้านหน้า ใครที่จะเข้าพบนายเธอจะต้องผ่านห้อง ผ่านหน้าโต๊ะทำงานของเธอก่อน ถ้ายังเข้าพบไม่ได้ก็จะต้องนั่งรอที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเธอ สำหรับคนที่รู้จักและสนิทสนม หรือที่โซฟาเล็กๆ ใกล้ๆ ตัวนั้น สำหรับแขกจากภายนอก
ได้ยินเสียงเอ็ดตะโรโวยวายจาก ในห้องใหญ่ เล็ดลอดออกมา ไม่ได้ยินเสียงเลขาฯเลย ฟังน้ำเสียงและเรื่องราวแล้ว สงสารเลขาฯที่คงจะยืนหน้าโต๊ะนายด้วยความรู้สึกที่คงจะอึดอัด กดดัน รู้สึกแย่ แต่ต้องเก็บกดอารมณ์เหล่านั้นไว้
มีช่วงที่เงียบอยู่บ้าง ซึ่งเดาว่าอาจจะเป็นช่วงที่เธอน่าจะกำลังพูดอะไร แต่หลังจากนั้นก็เป็นเสียงโวยวายอีกตามมา คราวนี้จะหาช่วงเงียบไม่ได้เลย เธอกลับออกมาจากห้องด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก แต่ที่รู้ๆ และเดาออกก็คือ เซ็ง โกรธ ไม่พอใจ รู้สึกแย่มากๆ บ่นพึมพำอุบอิบอยู่ในปาก พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งแบบหมดกะจิตกะใจ ก็รู้สึกเห็นใจเลยไม่อยากชวนคุยอะไรต่อ
จากเหตุการณ์ที่สะดุดความรู้สึก ในวันนั้น โดยเอาความรู้สึกของตัวเองวัด ว่าหากเราเป็นเธอ เป็นเลขาฯของนายคนนี้ เราจะทนไหวหรือไม่แค่ไหน ในการที่จะทำงานตรงนี้จึงเริ่มหาข้อมูลจากคนเก่าๆ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับนายและเลขาฯคู่นี้
เธอเป็นเลขาฯคนที่เท่าไรไม่มีคนนับถ้วน รู้แต่ว่าเท่าที่จำได้ไม่มีเลขาฯคนไหนทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ได้นานเกิน 2-3 ปีเป็นอย่างเก่ง เหตุผลที่รับรู้มาก็คือ ทนนายไม่ได้สักคน
ทำไมถึงทนไม่ได้ล่ะ นั่นคือสิ่งที่อยากรู้จึงพยายามตั้งประเด็นต่างๆ นานา โดยเริ่มตั้งแต่เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของนายที่พูดจาไม่ดี เอาแต่ด่าหรือเปล่า หรือเป็นเพราะเรื่องสมภารกินไก่วัด หรือเลขาฯไม่เก่งพอ หรือในเรื่องสภาพการทำงาน เรื่องเงินเดือน สวัสดิการ หรืออะไรแน่
เวลาหาเลขาฯคนใหม่มาแทนคนเก่า เขาทำกันอย่างไร เขาหาเอง สัมภาษณ์เอง หรือใครหาให้เขา ส่วนใหญ่เป็นพนักงานเก่า หรือรับมาใหม่ ข้อมูลที่ได้ก็คือ เลขาฯแต่ละคนที่เปลี่ยนหน้ากันมาตลอดนั้นมีทั้งพนักงานภายในที่เคยทำหน้าที่อย่างอื่นมาก่อน ได้รับการแนะนำและผลักดันจาก ผู้จัดการฝ่ายบุคคลให้มาทำหน้าที่เลขาฯ และทั้งการคัดเลือกและสัมภาษณ์จากคนภายนอก โดยฝ่ายบุคคลอีกนั่นแหละ รวมทั้งโยกย้ายตำแหน่งของเลขาฯผู้บริหารคนอื่นที่ออกไปให้มาเป็นเลขาฯของนายคนนี้
ในความคิด คิดว่าการที่นายมีนิสัยใจคอเป็นเอกลักษณ์แบบนี้ พนักงานเก่าที่อยู่ในบริษัทนี้น่าจะคุ้นเคย จะชอบ ไม่ชอบ ก็น่าจะทำใจได้อยู่แล้ว ซึ่งแปลว่า ในการพูดจา การแสดงออกของนาย ไม่น่าจะเอฟเฟ็กต์สักเท่าไรกับภาวะทางอารมณ์ของเลขาฯ
ถามถึงอายุอานามล่ะ คำตอบที่ได้คือ อยู่ระหว่าง 30 บวกลบ ก็ไม่เด็กไป ไม่ผู้ใหญ่ไป น่าจะมีประสบการณ์ในงานด้านนี้พอสมควร แล้วรูปร่างหน้าตาล่ะ มีการเน้นอะไรกันเป็นพิเศษไหม คำตอบที่ได้คือแย่ที่สุดคือ พอใช้ได้ หรือไม่ก็ดูดี ถัวเฉลี่ยแล้วขี้เหร่ไม่มี รู้แต่ว่าหากเข้าขั้นสวยละก็ มักจะอยู่ได้ไม่นานเท่าไร
สวยมักจะอยู่ได้ไม่นาน ตรงนี้สะดุดใจ ความใกล้ชิดมันมักจะทำให้เกิดอะไรได้เสมอกับคนที่ต้องใช้เวลาของชีวิตทำงานด้วยกัน ผู้หญิงกับผู้ชาย นายกับเลขาฯ คำนินทาที่เป็นอมตะ
เจาะลึกลงไปถึงนายคงจะถูกจุด ตั้งแต่เรื่องนิสัยส่วนตัว ประวัติความเป็นมา พื้นฐานแต่หนหลัง ทั้งครอบครัว ความเป็นอยู่และจิตใจ ประกอบรวมกับที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเองในฐานะของคนใหม่ที่นี่ ประเมินดูเอาเองว่าเขาเป็นคนอย่างไร
เท่าที่เห็นดูเขาเป็นคนที่เข้าใจยาก ไม่เห็นมีลูกน้องคนไหนพูดถึงเขาในทางชื่นชม ผิดกับนายใหญ่ที่เหนือจากเขาขึ้นไปอีกคน คนนั้นผู้คนรัก ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องหรือคนภายนอกที่รู้จัก ต่างพากันชื่นชมว่าเป็นคนดี มีเมตตาชอบช่วยเหลือคน
ลูกน้องต่างพยายามกันจะห่างๆ เขาไว้ เพราะไม่มีใครเคยได้รับคำชม ส่วนใหญ่ที่ได้กันถ้วนหน้าคือคำด่า มีตั้งแต่ด่าแบบนิ่มๆ ไปถึงจิกหัวด่า ไม่สนว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ไม่สนจะเป็นลูกน้องระดับไหน ขนาดผู้บริหารมีระดับก็ไม่เว้น เพราะเขาถือว่าเขาก็อยู่ในฐานะเจ้าของบริษัท คนหนึ่งด้วย ของครอบครัวนี้
เท่าที่รู้เขาไม่เคยไว้ใจใคร ไม่เคยสร้างลูกน้องคนไหน จะมีก็เพียงคนเก่าคนแก่บางคนที่ทุกคนเห็นว่าไร้ค่าและไม่น่านับถือเอาเสียเลย เพราะเห็นเขาทั้งโขกสับ ดูถูกเหยียดหยามสารพัด แต่ก็ไม่ได้แสดงทีท่า ไม่พออกพอใจแต่อย่างใด รู้สึกจะยินดีในการทำตัวเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์จนทุกคนพบว่าหากจะเข้ากับนายคนนี้ได้ก็ต้องทำตัวแบบ บางคนนั้นให้ได้ ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครอยากทำ เลือกที่จะทิ้งระยะห่างไว้ดีกว่า
เขาไม่ค่อยจะอยากตัดสินใจเท่าไร ดูจากแฟ้มที่ตั้งเป็นพะเนินบนโต๊ะเขา เพื่อรอการพิจารณา แต่ละเรื่องที่ส่งเข้าไปต่างต้องตั้งหน้าตั้งตารอ กำหนดเวลาไม่ได้ว่าจะออกมาเมื่อไร จะให้เร็วก็คือต้องไหว้วานเลขาฯ หน้าห้องช่วยดูเรื่องให้ แล้วเอาออกจากกองแฟ้ม ลัดคิวนำเสนอให้เซ็นคำสั่งออกมา
มีคนบอกว่าเพราะคนไม่เข้าหาเขา เขาจึงใช้วิธีดึงเรื่องไว้เพื่อให้ผู้คนต้องเข้าหา ยิ่งเรื่องด่วนเรื่องสำคัญ ถ้าไม่เข้าหาเขาแล้วงานเสีย คนคนนั้นก็จะโดนด่าเช็ดเลยว่าไม่รับผิดชอบ ดีไม่ดีถ้าด่าไม่ถนัดนักเลขาฯก็จะรับไปแทนว่าไม่รีบนำเสนอ ทั้งๆ ที่มันอยู่บนโต๊ะเขาเองนานแล้ว
สรุปว่าเขาเป็นคนที่ทำงานแบบประหลาดๆ ในสไตล์ของเขาเองซึ่งผู้คนรับไม่ได้ แต่ก็ต้องทนรับเพราะเขาเป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัท แน่นอนว่าคนที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างเลขาฯต้องเป็นคนที่อดทนและต้องยอมรับให้ได้ ถึงจะทำงานอย่างปกติธรรมดาไปได้
ส่วนเรื่องครอบครัวเขาล่ะ เท่าที่รู้เขาไม่เคยให้เมียมาออกงานใดๆ ไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับการทำงานในบริษัท ลูกน้องน้อยคนนักจะเคยเห็นหน้าเมียและลูกของเขา ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีเรื่องราวหึงหวงใดๆ ระหว่างเมียนายกับเลขาฯของนาย
ถ้าถามว่านายเป็นคนเจ้าชู้ไหม ก็น่าจะตอบได้ว่า น่าจะอยู่ในระดับธรรมดาเป็นปกติของผู้ชายทั่วๆ ไปที่จะมีกันอยู่บ้างเล็กๆ แต่กับเลขาฯก็ไม่เคยมีประวัติให้น่าสงสัย แล้วมันจะเป็นด้วยเหตุผลใดที่ไม่มีเลขาฯคนไหนสามารถที่จะทำงานอยู่กับเขาได้นาน
มาได้คำเฉลยจากป้าคนหนึ่ง ซึ่งทำงานอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ตั้งบริษัทว่า
บ้านใหญ่นะเขาไม่ยุ่งหรอก แต่บ้านเล็กนี่สิ ไม่ไว้ใจเลขาฯหน้าไหนทั้งนั้น เห็นนายพอใจการทำงานของเลขาฯคนไหนขึ้นมาละก็ เลขาฯคนนั้นก็จะเจอวิชามารจากบ้านเล็ก ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ไปทุกรายแหละ ยิ่งสวยหน้าตาดีเท่าไรยิ่งไปเร็ว
ก็ทำไมไม่เอาเลขาฯเป็นผู้ชายซะเลยล่ะ จะได้หมดปัญหา เคยทดลองแล้ว ไม่มีใครทนได้หรอก เห็นมาซะจนปลงแล้ว คนคนนี้มีเลขาฯเป็นการถาวรไม่ได้หรอก ใครมาอยู่ตรงนี้ก็เวรกรรมเท่านั้นเอง
คอลัมน์ โรคแห่งการบริหาร
โดย สุจินต์ จันทร์นวล
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม