![]() |
เมื่อเร็วๆ นี้สถาบันอาหารได้ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “วิกฤตอาหารโลก…โอกาส SMEs ไทย” โดยมี ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหารเป็นวิทยาการ ซึ่งได้ให้ข้อมูลพร้อมกับแนวทางการปรับตัวสำหรับเอสเอ็มอีไว้อย่างน่าสนใจ
อาหาร ภาระที่ต้องจ่าย 30-50%
ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและการขาดแคลนซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นกับหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น เกิดจากหลายๆ สาเหตุและส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ
โดยสาเหตุหลักๆ เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง, การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร, การแย่งชิงผลผลิตทางการเกษตรระหว่างอาหารสัตว์กับพลังงานทดแทน, การขยายตัวของสังคมเมือง/อุตสาหกรรมที่ส่งผลให้พื้นที่เกษตรลดลง, ภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติ ส่งผลให้สินค้าเกษตรเสียหาย และมีการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
สาเหตุดังกล่าวได้ส่งผลกระทบด้านลบ ก็คือสต๊อกอาหารลดลง, สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารเพิ่มขึ้น, ผลผลิตอาหารเพื่อการบริโภคลดลง, พื้นที่เพาะปลูกการเกษตรลดลง และเกิดการกักตุนสินค้า
ส่วนด้านผลบวกที่เกิดขึ้นก็คือ มูลค่าการส่งออกสูงขึ้น และภาคการเกษตรได้รับความสนใจมากขึ้น
“จากการที่สินค้าอาหารปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคคนไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนจนหรือคนมีรายได้น้อยที่มีระดับเงินเดือนประมาณ 4,204 บาท/เดือน ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายค่าอาหารประมาณ 1,980 บาท หรือคิดเป็น 50% ของรายจ่ายทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนที่มี รายได้ 14,215 บาท/เดือน มีค่าใช้จ่ายอาหารประมาณ 4,204 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่รายได้ไม่สูงขึ้น ทำให้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อมาใช้กับค่าอาหาร”
![]() |
เจาะลึกปัญหาน้ำมัน
ดร.ยุทธศักดิ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผลกระทบของราคาน้ำมันที่มีต่ออุตสาหกรรมอาหารชัดเจนมาก เนื่องจากต้นทุนจะเพิ่มขึ้นในทุกห่วงโซ่การผลิต
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการนั้นเกิดขึ้นในต้นทุนภาคการเกษตร ภาคแปรรูปเพิ่ม ค่าขนส่ง ต้นทุนค่าการตลาด ราคาสินค้าปรับเพิ่ม กำไรลดลง กำลังการผลิตลดลง การลงทุนเพิ่มเกิดการชะลอและลดลง
เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ชะลอการใช้จ่ายลง, ความวิตกกังวลจะส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาออมมากขึ้น, หันมาบริโภคสินค้าอาหารที่ผลิตในประเทศมากขึ้น มีการจับจ่ายเฉพาะสินค้าอาหารที่จำเป็น และลดค่าใช้จ่ายในสินค้าอาหารฟุ่มเฟือย
แนวทางการรับมือสำหรับ SMEs
ซึ่งกับปัญหาดังกล่าว ดร.ยุทธศักดิ์มองว่ามีโอกาสสำหรับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งแนวทางรับมือกับวิกฤตการณ์อาหารนั้น ในมุมของผู้ประกอบการต้องทำทันที อย่าได้หวังพึ่งใคร ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ การแปรรูป และการตลาด มีการปรับเปลี่ยนจากพลังงานน้ำมันมาใช้พลังงานทางเลือก
![]() |
ต้องพัฒนาสินค้าพรีเมี่ยมเพื่อเจาะตลาดสินค้าพรีเมี่ยม, สร้างสินค้ามาตรฐานทั่วๆ ไปเพื่อรองรับเศรษฐกิจถดถอย พัฒนาสินค้าอาหารกระป๋องที่มีอายุสินค้าที่เก็บไว้รับประทานได้นาน และมุ่งสู่ตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย ตะวันออกกลาง และประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย
คิดแบบ SMEs แต่ทำแบบยักษ์ใหญ่
แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าประเด็นปัญหาของ SMEs ในประเทศด้านการผลิตเวลานี้มีหลายด้าน ตั้งแต่ขาดการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สินค้าไม่ได้
มาตรฐานและถูกส่งกลับจากประเทศ ผู้นำเข้า, ขาดการควบคุมการใช้สารเคมีในสินค้าเกษตร เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างถึงอาหารแปรรูป ส่งผลถึงภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในสายตาของประเทศผู้นำเข้า, ขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ ทำให้ยากในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่มีสินค้าประเภทเดียวกัน แต่มีต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่า และขาดความน่าเชื่อถือในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการปรับปรุงกิจการ ทำให้ขาดเงินทุนในการซื้อเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี สมัยใหม่มาใช้ในกิจการ
ด้านการจัดการและส่วนสนับสนุน ขาดห้องปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพอาหารซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทย
ดังนั้นมุมมองในการแก้ปัญหาสำหรับ SMEs ดร.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวบางส่วนต้องมีกลไกของรัฐบาลในการสนับสนุน แต่บางส่วนเอสเอ็มอีสามารถทำได้ด้วยตัวเอง
ซึ่งกรณีที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองและสามารถทำได้ทันทีก็คือ ให้ผู้ประกอบการ SMEs คิดเหมือนเอสเอ็มอีคือคิดแบบ พอเพียงตามศักยภาพของตัวเอง ไม่ทำอะไรเกินตัว แต่ต้องทำแบบบริษัทใหญ่ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.capacity Building หมายถึงการให้ความสาคัญในการพัฒนาคน
“บริษัทจะอยู่ได้หรือไม่ได้ “คน” มีส่วนสำคัญ จะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ อาทิ แบงก์กสิกรไทย ปูนใหญ่ ฯลฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนาคนมาก เอสเอ็มอี ก็ต้องทำเช่นกัน โดยพัฒนาคน สร้างองค์ความรู้ มีการอบรมสม่ำเสมอ”
2.standard หรือมาตรฐาน ปัจจุบันไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก มาตรฐานสำคัญมาก เพราะเวลาเอาของไปขายเขาไม่รู้หรอกว่าคุณเป็น SMEs หรือ LMEs แต่เขาจะดูว่าสินค้าที่คุณส่งไปได้มาตรฐานตามที่เขากำหนดหรือไม่ ฉะนั้นถ้าคุณเป็น SMEs และต้องการเติบโตต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน
3.technology มีตัวอย่างเป็นเอสเอ็มอี ญี่ปุ่นที่สามารถอยู่ได้ แค่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีกาวที่ใช้เชื่อมต่ออควาเรียมไม่ให้น้ำรั่ว น้ำซึม เป็นต้น เอสเอ็มอีไทยก็สามารถทำได้ หากมีการใช้เทคโนโลยี หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับตัวเอง
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.










March 21st, 2009 at 6:12 pm
ตังฟรีอาหาร