Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

เช้ย…เชย… “น้ำพริกไข่เค็ม”



ถึงแม้จะเป็นการขัดกับความต้องการจริงของร่างกายที่อาหารมื้อสุดท้ายของวันเป็นอาหารมื้อที่มีความสำคัญน้อยที่สุด แต่สำหรับคนส่วนมากแล้วอาหารเย็นกลับเป็นมื้อที่สำคัญมากที่สุด ด้วยเราใช้ความรู้สึกตัดสินใจมากว่าหลักการใดๆ เพราะเรามักจะมีเวลาสำหรับอาหารมื้อเย็นมากกว่าและสมาชิกของครอบครัวก็มักจะอยู่กันพร้อมหน้าที่สุด

ที่บ้านเค็กจะมีสูตรประจำสำหรับการจัดกับข้าวตั้งโต๊ะมื้อเย็น ทุกครั้งถ้าเค็กเป็นคนจัดอาหารก็จะต้องทำตามสูตรนี้เพราะความเคยชินคือมื้อเย็นจะต้องมีอาหารที่รสชาติต่างกันที่เป็น น้ำแกง 1 อย่าง ผัก 1 อย่าง ในรูปแบบของเครื่องจิ้มหรือผัดผักก็ได้ และอาหารจานหลักอีกหนึ่งอย่างประเภทของทอดหรือของย่าง ถ้าวันไหนมีอาหารแยะหน่อยก็มักจะเพิ่มขึ้นไปจากนี้

เครื่องจิ้มที่เป็นหลนหรือน้ำพริกชนิดต่างๆ นั้นเคยเป็นอาหารที่เค็กไม่ชอบที่สุดเพราะรู้สึกว่ารสชาติไม่ถูกใจแล้วก็ยังมีผักหน้าตาประหลาดแยะอีกด้วย พอโตหน่อยขึ้นสมองเราก็บันทึกไว้แล้วว่าเราไม่ชอบกินอาหารประเภทนี้นะ ก็เลยจะไม่แตะต้องเมื่ออาหารประเภทดังกล่าวขึ้นโต๊ะอาหาร ด้วยความที่เค็กเป็นเด็กที่ทานอาหารเกือบทุกอย่างเลยไม่มีใครสังเกตเห็นมั้งค่ะ ก็เลยไม่ได้ถูกบังคับให้กินตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก

เค็กเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานนี้เองค่ะว่าตัวเองเชยอยู่ตั้งนาน จริงๆ แล้วนั้นเหตุเกิดจากสลัดค่ะ อธิบายง่ายๆ คือเค็กทานสลัดแบบเดิมๆ บ่อยจนเบื่อก็เลยพยามยามหาสลัดรสชาติใหม่ๆ ทานดู พอดีวันนั้นเป็นกับข้าวไทยที่ขึ้นโต๊ะ หนึ่งในนั้นก็คือน้ำพริก ตอนแรกเค็กก็ไม่ทานตามปกติแต่ดูๆ อยู่สักพักก็รู้สึกว่าส่วนประกอบของน้ำพริกนั้นก็ไม่ต่างจากสลัดเท่าไร…ก็เลยทำใจกล้าชิมดูอีกทีหลังจากไม่กินมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก เอ๊ะ…ทำไมเหมือนกับที่จำได้…มันอร่อยกว่าเดิมตั้งแยะนี่นา แถมยังกินสนุกกว่าสลัดด้วยตรงที่มีผักตั้งหลายรสชาติให้เลือกกินในแต่ละคำทั้งแบบสุกและแบบดิบ โอ้ย…เรานี่เช้ยเชยจริงหลงไปหาสลัดรสชาติใหม่ๆ อยู่ตั้งนานแต่ดันไม่ได้สนใจกินน้ำพริก!

น้ำพริกที่เค็กเลือกให้ทำในวันนี้ประยุกต์มาจากน้ำพริกกะปิของโปรดของคนไทยแต่เพิ่มไข่แดงเค็มลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติหอมมัน ตำกระเทียมไทยปอกเปลือก 4 กลีบ กับกะปิดี 1 ช้อนโต๊ะให้เข้ากันก่อน การตำกะปิกับกระเทียมด้วยกันจะทำให้น้ำพริกหอมไม่เหม็นคาว พอเข้ากันแล้วบุบพริกขี้หนูลงไป 1-2 เม็ด ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ให้ได้รสเค็มเปรี้ยวหวาน แกะไข่เค็มต้ม 2 ฟอง เลือกใช้แต่ไข่แดงแล้วบิให้เป็นชิ้นเล็กๆ ลงไปคนในครก ใส่มะเขือพวง 8 ลูก ลงไปแล้วบุบพอแตก

ถ้าหามะอึกได้ก็ขูดขนที่อยู่บนลูกออกแล้วฝานลงไป 2-3 แว่น จะทำให้รสชาติกลมกล่อม ถ้ารู้สึกว่าน้ำพริกข้นไปก็ให้เติมน้ำสุกอีกนิดหน่อยแล้วชิมรสดูอีกให้ได้รสตามชอบ ผักที่ใช้แกล้มนั้นใช้ได้ทั้งผักต้มและผักดิบ เค็กจะชอบมีผักหลายๆ ชนิดเวลากินน้ำพริก ข้าวแต่ละคำจะได้มีความแตกต่างกัน ผักที่เค็กจะมีประจำคือ มะเขือเปราะ แตงกวา ถั่วฝักยาว แคร์รอตต้ม ลูกฟักแม้วต้ม ลูกมะระขี้นกต้ม แล้วถ้าเราเจอผักชนิดอื่นๆ น่าสนใจในวันนั้นก็นำมากินเพิ่มได้อีกนะคะ น้ำพริกกะปิไข่เค็มนี้ทานกับข้าวสวยร้อนๆ และปลาทอดกรอบๆ อย่างปลาดุกฟูอร่อยที่สุดค่ะ :D

อาหารประจำบ้าน

กระเทียม น้ำปลา น้ำตาล

ตู้กับข้าว

กะปิ ไข่เค็ม พริกขี้หนู มะนาว มะเขือพวง

รสชาติของชีวิต

ผักแกล้มน้ำพริก ปลาดุกฟู มะอึก

คอลัมน์ DINING IN
โดย savoury cake

[...]

“หัวเราะ” ยาวิเศษ



“หัวเราะ” ยาวิเศษ

นักวิจัยแสตนฟอร์ดพบว่าหัวเราะเพียง 10 วินาที มีค่าเท่ากับการออกกำลังกายบนเครื่องกรรเชียงถึง 3 นาที เพราะการหัวเราะทำให้หัวใจและชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อหยุดหัวเราะร่างกายจะค่อยๆ คืนสู่สภาวะปกติ จึงรู้สึกผ่อนคลาย

การหัวเราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของคนเราได้ 2 ทางคือ ทางแรกเพิ่มระดับความเข้มข้นของแอนตี้บอดี้ที่เป็นภูมิคุ้มกัน หมุนเวียนในกระแสเลือด ส่วนทางที่สองเป็นการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นตัวกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในร่างกาย

ในอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และอีกหลายประเทศ การรักษาผู้ป่วยด้วยการหัวเราะกำลังเข้ามามีบทบาทแทนที่การบำบัดด้วยการใช้ยาคลายเครียดและยาแก้ปวด เพราะอารมณ์ขันให้ผลเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย เป็นการเพิ่มระดับฮอร์โมนฝ่ายดี เช่น ฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยระงับความเจ็บปวด และ Neurotransmitter เช่น ฮอร์โมนเซโรโทนิน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เราอารมณ์ดี ขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดลดลง

สนใจไปหัวเราะ หรือไปดูคนหัวเราะดัง ทนทาน สนุกสนานที่สุดได้ในงานประชันเสียงหัวเราะนานาชาติ (Ripley”s International Laughing Contest 2008) รอบตัดสิน (5 กรกฎาคมนี้) พบตัวแทนหัวเราะจาก 15 ประเทศทั่วโลก เพิ่มเติมคลิก www.ripleysthailand.com

ยุงลาย ภัยร้ายหน้าฝน

ปีนี้หน้าฝนมาเร็วกว่าทุกปี สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข สำรวจผู้ป่วยไข้เลือดออกทั่วประเทศแล้วพบว่าปีนี้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอาทิตย์ละ 1,000 ราย (สูงสุดกับช่วงเดียวกันในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา) สูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 72 โดยภาคกลางพบผู้ป่วยมากที่สุด 8,094 ราย รองลงมาคือภาคใต้ 2,373 ราย ภาคเหนือ 2,155 ราย ภาคอีสาน 1,321 ราย ส่วนกรุงเทพฯพบ 1,966 ราย

ที่น่ากลัวคือจากสถิติพบอีกว่าไข้เลือดออกมีปริมาณเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ จากเมื่อก่อนที่มักพบในเด็กเล็ก แถมมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยในช่วง มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปีจะเป็นช่วงที่ไข้เลือดออกระบาดสูงสุด

5 วิธีพิชิตยุงลายในบ้าน

1.ปิดฝาภาชนะเก็บกักน้ำให้มิดชิดเสมอ อาจใช้ฝาปิดหรือใช้ผ้าตาถี่ๆ คลุม

2.เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ ส่วนจานรองตู้กับข้าวให้เติม

เกลือแกง 2 ช้อนชา หรือน้ำส้มสายชู 2 ช้อนชา

(เทน้ำเดือดทุกๆ 7 วันก็ฆ่ายุงลายได้)

3.ภาชนะที่ปิดฝาไม่ได้ เช่น อ่างบัว ห้องน้ำ ให้ปล่อยปลากินลูกน้ำอย่างปลาหางนกยูง ปลาสอดที่เป็นตัวผู้ (กันการขยายพันธุ์)

หรือใส่ทรายกำจัดลูกน้ำอัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร

4.ใช้สวิงช้อนลูกน้ำทิ้ง หรือใช้สมุนไพรในการป้องกัน

(มะกรูดที่นำมาคลึงจนมีน้ำมันออกมาแล้วโยนลงบ่อเก็บน้ำ กลิ่นฉุนทำให้ยุงไม่วางไข่)

5.คว่ำและเทน้ำขังออกจากภาชนะ สำรวจตรวจสอบตามกระถางต้นไม้

คอลัมน์ HEALTH
โดย เกด-ริน

[...]

ปรับตัวรับวิกฤต…มากิน “ผักพื้นบ้าน” กันเถิด !



ช่วงนี้..ถ้าสังเกตสีหน้าคนรอบข้างให้ดีๆ จะเห็นความอ่อนล้า และดูมีความสุขลดน้อยกันลงไปจริงๆ !!

วิกฤตและปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมรุมเร้าชาวไทยช่วงนี้ ดูมีมากมายเต็มไปหมด

ไม่ว่า… วิกฤตน้ำมันแพง วิกฤตอาหารโลก วิกฤตจากภัยธรรมชาติ ปัญหาทางการเมือง และปัญหาของราคาอาหารและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น… (เฮ้อ…แต่..ค่าแรง ดัน….เท่าเดิม!!)

ทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนได้ดีที่สุดก็คือการ “ประหยัด” และต้องรู้จัก “ปรับตัว”

อย่าลืม…ว่าประเทศไทยเรานั้นช่างแสนอุดมสมบูรณ์ ที่ดินก็มีมากมาย น้ำท่าก็แสนบริบูรณ์ แสงแดดก็มีแบบไม่อั้น!

การทำการเกษตรจึงทำได้ตลอดทั้งปี และยังทำได้ทุกวัน..อีกซะด้วย!!

นับเป็นความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็น “คนไทย” และอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินขวานทองแห่งนี้

จึงทำให้เรามีอาหารจาน “ผัก” บริโภคกันได้ตลอดทั้งปี และมีแบบไม่เคย “อด”…ซะด้วย!

หนึ่งในการปรับตัวเพื่อรับวิกฤตดังกล่าว ลองหันมารับประทาน “ผักพื้นบ้าน” กันดีกว่า..?

เพราะผักพื้นบ้าน อุดมไปด้วยสารอาหารมากเป็นพิเศษ อีกทั้งมีความต้านทานโรคและแมลงสูง โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการเร่งการเจริญเติบโต และกำจัดแมลงศัตรู อีกทั้งผักบางชนิดยังมากมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย

เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่า ผักเป็นหนึ่งในอาหารหลัก 5 หมู่ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ให้ทั้งวิตามิน เกลือแร่ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และรักษาสมดุลของร่างกาย แถมมีใยอาหารมากมายที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายอย่างดี

ยิ่งช่วงฝนพรำๆ อย่างนี้ ใครมีบ้านอยู่แถบชานเมือง หรือแถบบ้านนอก ช่างโชคดียิ่งนัก! เพราะอาหารธรรมชาติมีให้บริโภคแบบ “ฟรี” มีเยอะแยะไปหมด

ไม่ว่า…ผักริมรั้ว ผักชายป่า ผักในทุ่ง หรือผักในสวน ที่สำคัญขอให้ขยันเดินเก็บ…กันเถิด!

หรือการได้ออกย่ำตลาดเช้า-เย็นบ้าง คุณก็จะได้พบปะกับผักพื้นบ้านนานาชนิดได้อีกเหมือนกัน

ช่วงนี้ ผักหวาน ผักตำลึง ผักกูด ดอกขจร ดอกโสน ดอกแค ยอดกระถิน ยอดชะอม มะเขือพวง มะระขี้นก ฯลฯ ยื่นหน้าต้อนรับกันสลอน

ผักพื้นบ้านแบบไทยๆ ตามฤดูกาลดังที่เอ่ยมา ช่วงนี้จะยิ่งมีรสชาติ สี และกลิ่น น่าหม่ำเป็นที่สุด !!

นอกจากไร้สารพิษตกค้างแล้ว เพราะไม่ใส่ปุ๋ยเคมีแถม ราคายังถูก…อีกซะด้วย!

ผักพื้นบ้านนานาชนิด ยังสามารถนำมาสร้างสรรค์เมนูมื้อสุขภาพดีได้มากมาย

ถ้าขยันทำกินแบบเรียบๆ ง่ายๆ ไม่ว่า ต้ม ยำ ผัด หรือแกง ก็แสนอิ่มท้อง ถ่ายคล่อง นอนหลับปุ๋ย

การรับประทานอาหารจานผักจึงสอดคล้อง รับกับปัญาและวิกฤตต่างๆ ได้เยี่ยมยอด !!!

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อนนำผักมาบริโภค ต้องล้างผักให้สะอาดที่สุดเพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณเองและคนใกล้ตัวด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว…ลองถามใจตัวเองสิว่า …มื้อต่อไป

เราจะเริ่มปรับตัว…เพื่อรับวิกฤต โดยหันมาพึ่งพา “ผักพื้นบ้าน” กันดี…มั้ยน้า ? :D

คอลัมน์ Delightful Nature
โดย จักรพงษ์ วรรณชนะ

[...]

ปั่นสองล้อสู้น้ำมันแพง !



ในยุคที่น้ำมันราคาพุ่งเอ๊า…พุ่งเอา หลายคนหาทางออกด้วยพลังงานทางเลือกสารพัด E แต่ DLife อยากให้ลองหันไปหาพาหนะทางเลือกอย่างอื่นที่ไม่ต้องพึ่งน้ำมันดู ซึ่งคำตอบที่ทุกคนนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือ “จักรยาน” เจ้าสองล้อถีบที่ประเทศในแถบยุโรป อเมริกา พากันมาปั่นไปทำงานกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว แต่บ้านเราโอกาสในการใช้อาจจะดูยากสักหน่อย เพราะถนนหนทาง อากาศ กับอันตรายจากรถใหญ่ ทำให้หลายคนคิดว่าเสี่ยงเหลือเกิน

แต่พอเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ จักรยานดูเหมือนจะถูกนึกถึงอีกครั้ง ทั้งจักรยานแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้แรงปั่น และจักรยานยุคพัฒนาที่กินไฟ แต่ไม่กินน้ำมัน แถมไม่ต้องปั่นให้เมื่อยน่อง ยิ่งมีการเปิดเลนจักรยานเชื่อมถนนสาทร-สีลม-พระรามที่ 4-นราธิวาส ด้วยแล้ว คนจึงหันมารักจักรยานกันเยอะเชียว

3PowaCycle Lynx จักรยานคันนี้เป็นจักรยานไฟฟ้าขนาดล้อ 20 นิ้ว ใช้ lithium polymer technology ซึ่งจะทำให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลงและให้พลังไฟมากกว่าแบตเตอรี่รุ่นเก่า ประมาณ 42 เปอร์เซ็นต์ สามารถไต่ระดับความเร็วได้ 12.4 ไมล์ต่อชั่วโมงได้อย่างสบายถ้าใช้แบตเตอรี่ ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 4-6 ชั่วโมง ราคา 599 ปอนด์ www.Powacycle.co.uk

6จักรยานแอลเอ รุ่น e-Zip450 เป็นรุ่นไฟฟ้าที่ขายดีจนขาดตลาด ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 4-5 ชั่วโมง

มีสวิตช์ปิด-เปิด และตะกร้าหน้ารถ สอบถามราคาได้ที่ร้าน LA

4Cruiser ยี่ห้อ America Cruiser จาก America เป็นจักรยานอเมริกันทรงโบราณ นิยมขี่แถวชายหาด ราคา 6,500 บาท ร้าน SUPERRZAAAP! STORE ชั้น 2 สยามสแควร์ซอย 2

6Fixed Gear ยี่ห้อ Bianchi Pista จาก Italian เดิมทีเป็นจักรยานที่วิ่งในลู่ ไม่มีเกียร์ ไม่มีเบรก จึงได้รับความนิยมจากคนส่งเอกสาร เพราะความเบาและอุปกรณ์น้อย จึงไม่ต้องกังวลเวลาจอดจักรยานทิ้งไว้ ต่อมากลายเป็นเทรนด์ที่นิยมไปทั่วทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น ฮ่องกง และล่าสุดที่บ้านเราด้วย ราคา 29,000 บาท ร้าน SUPERRZAAAP! STORE ชั้น 2 สยามสแควร์ซอย 2

5Folding Bike ยี่ห้อ HUMMER จาก Japan เป็นจักรยานที่นิยมมากในญี่ปุ่น ด้วยขนาดที่เล็ก และประหยัดพื้นที่ในการเก็บ และสะดวกในการเดินทาง ถึงขนาดรถยี่ห้อต่างๆ พากันออกจักรยานพับเอาไว้แถมเมื่อซื้อรถ HUMMER ราคา 16,500 บาท ร้าน SUPERRZAAAP! STORE ชั้น 2 สยามสแควร์ซอย 2 :D

4จักรยานแอลเอ รุ่น e-Ze3600 เป็นจักรยานไฟฟ้าความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขอบล้อเป็นอัลลอย สอบถามราคาได้ที่ร้าน LA

คอลัมน์ SHOPPING
โดย ณกร

[...]

อารียา ศิริโสดา กับ นิสา คงศรี หนึ่งกล้อง สองหัวใจ กับสิ่งที่ใช่เลย



เมื่อประมาณช่วงปี พ.ศ.2548 ณ โรงหนังสแตนด์อะโลน (Stand Alone) ชื่อดังย่านสยาม ได้มีหนังสารคดีฟอร์มเล็ก (มากๆ) เรื่องหนึ่งเข้าฉาย ซึ่งเป็นเรื่องราวของความน่ารักของเด็กดอยในแดนไกลที่หมู่บ้านแม่โต๋ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่

ใครเลยจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้ได้สร้างปรากฏการณ์เล็กๆ ขึ้นมาด้วยการยืนระยะฉายในโรงถึง

6 สัปดาห์…หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “เด็กโต๋”

เบื้องหลังของความสำเร็จในเรื่องนี้มาจากผู้กำกับฯและอำนวยการสร้างสองสาว คนหนึ่งเป็นอดีตนางสาวไทยที่เรารู้จักกันดี ป๊อบ-อารียา ศิริโสดา ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ นก-นิสา คงศรี เธอเป็นสาวมั่นผู้ทำงานอยู่ในวงการโฆษณา มิวสิกวิดีโอ และภาพยนตร์ในฐานะผู้กำกับฯ

ผ่านเหตุการณ์นั้นมา 3 ปีแล้ว และตอนนี้เธอทั้งสองกำลังมีผลงานภาพยนตร์สารคดีเรื่องใหม่ “โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา” ที่เปลี่ยนจากความน่ารักสดใสของดงดอยในภาคเหนือมาเป็นความสวยงามในน้ำใจของคนภาคใต้

การเดินทางร่วมกันที่ยาวนาน ทำให้เราสนใจว่าในระหว่างทางที่ทั้งคู่เดินทางร่วมกัน พวกเธอเจออะไรกันมาบ้าง ?

ท หนังเรื่อง “โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา” ต่างจากหนังเรื่อง “เด็กโต๋” อย่างไร ?

อารียา-ทุกอย่างในเรื่องนี้ไม่เหมือนเด็กโต๋เลย เด็กโต๋เจาะแค่ที่เดียวในหมู่บ้านแม่โต๋ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ส่วนอันนี้เป็นการเดินทางหลายที่ กระบี่ ระนอง สงขลา ภูเก็ตบ้าง มันก็เหมือนลูกคนละคน แต่ที่เหมือนกัน เป็นสารคดีเหมือนกัน

นิสา-เป็นสารคดีที่ใช้ใจทำ แต่เรื่องราวไม่เหมือนกัน วิธีเล่าเรื่องก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นลูกสาว เราเลี้ยงอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นลูกชาย เราเลี้ยงอีกอย่างหนึ่ง คนนี้ลูกชาย แมน ! (หัวเราะ)

ท คาดหวังว่ามันจะสร้างปรากฏการณ์เล็กๆ เหมือนที่ “เด็กโต๋” เคยทำไหม ?

อารียา-ไม่ได้คาดหวัง การคาดหวังเป็นการผิดหวังที่เร็วที่สุด การทำหนังมันเป็นเหมือนการบันทึกการเดินทางของชีวิตว่าเราผ่านอะไรมา จริงๆ เราไม่อยากเรียกพวกเราว่าเป็นผู้กำกับฯ เป็นนักบันทึกมากกว่า เดินทางไปกับกล้องตัวเล็กๆ หนึ่งตัว บวกกับจิตวิญญาณ น้องเคยไปเที่ยวที่สวยๆ แล้วอยากจะเล่าให้เพื่อนฟังไหม ? ตอนทำหนังก็รู้สึกแบบนี้นี่แหละ

นิสา-คือถ้าเราเลือกที่จะสื่อออกมาเป็นหนังสือ คนก็จะบอกว่าเราเป็นนักเขียนหนังสือ ถ้าเราเลือกที่จะถ่ายรูป ก็บอกเป็นช่างภาพ แต่จริงๆ เราอยากถอยออกมาว่าเราเป็นคนเล่าเรื่อง พอเราเลือกที่จะสื่อออกมาเป็นหนัง คนก็เลยเรียกว่าเราเป็นผู้กำกับฯหนัง เป็นคนบันทึก แล้วนำมาเล่าเรื่อง

ท เห็นทำงานด้วยกันมานาน อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองคนมาพบกัน ?

อารียา-ตอนปี 2543 เราตั้งใจทำหนังเรื่อง “เด็กโต๋” แล้วเราก็เจอเด็กโต๋แล้ว ก็พยายามที่จะหาคนไทยคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ทำหนังและการเขียนมาช่วยเราตรงนี้ ตอนนั้นเป็นหมาบ้า กัดไม่ปล่อยเพราะเห็นว่าการสร้างหนังเรื่อง “เด็กโต๋” เราไปเจอเด็กมาแล้วเห็นว่า เด็กที่สดใสบริสุทธิ์แล้วได้ไปดูทะเลเนี่ย เป็นเรื่องที่น่าสนใจและแก่นมันมี อยากจะเอาออกมาก็ไปเจอคนนี้ แล้วไปตื๊อให้เขามาทำ ตื๊อ…ตื๊อ…ตื๊อ…ตื๊อ…มาเนี่ย จนกระทั่งวันหนึ่งพาเขาไปบ้านแม่โต๋ แล้วเขาก็ไปกับเรา พอลงมาจากภูเขา เขาเปลี่ยนไปเป็นอีกคนเลย เป็นอารมณ์แบบว่าแม้ว่าเราจะไม่จ้างเขาทำหนัง เขาก็จะทำหนังเรื่องนี้เอง ประสบการณ์การทำงานอยู่ในวงการโฆษณาของเขาก็คือวิญญาณมันตายไปแล้ว ถ้าเราทำงานเพื่อเงินจะเป็นอย่างไร ?

นิสา-เรารู้ว่าสิ่งที่ทำไม่เหมือนจริง โอเค ได้เงินเยอะแต่ของจริงมันอยู่ไหน ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า หนึ่ง พี่เป็นคนต่างจังหวัด เจอกับธรรมชาติ พอมาเจออะไรที่เยอะขึ้น เราเกิดอาการ

แอนตี้อยู่ข้างใน แล้วเราไม่รู้ว่ามันสู้อยู่ข้างใน เงินก็มี อยากได้อะไรก็ได้ ทำไมเราถึงไม่มีความสุข เพราะวันหนึ่งไปทำละคร วันหนึ่งไปทำหนัง วันหนึ่งไปทำมิวสิกวิดีโอ ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มันไม่ใช่สักที จนกระทั่งวันหนึ่งมันถึงจุดตันแล้ว แล้วมีคนนี้เดินเข้ามาแล้วบอกว่า ไปเด็กโต๋กันไหม ตอนนั้นพี่แอนตี้ป๊อบมาก กำลังเบื่อมนุษย์

อารียา-ตอนเจอกันไล่ไปนั่งโต๊ะอื่นเลย (หัวเราะ)

นิสา-คือไม่อยากยุ่ง ฉันไม่อยากนั่งกับนางสาวไทย เราไม่อยากยุ่งกับคนดังนะ ไม่เชื่อหรอกว่าคนดังจะพูดอะไรแล้วทำจริง คือมันมีคนที่ฝันเยอะ ฟุ้งเยอะ แต่คนนี้ไม่ตัดสินพี่ในตอนนั้นเลย แล้วชวนพี่ไปบ้านแม่โต๋ พอไปถึงบ้านแม่โต๋เราเจอจุดเชื่อมที่ดีที่สุด เพราะจุดเชื่อมอันดับ 1 คือ พี่เปลี่ยนมุมมองป๊อบ พี่มองเขาจากสื่อ พี่มองเขาจากคนที่มีมงกุฎอยู่ตลอดเวลา คนที่ต้องเป็นคุณหนูแน่ๆ แต่พอไปถึงที่นั่นแล้ว แป้งก็ไม่ทา ผมก็ไม่หวี เดินหน็องแหน็งๆ มนุษย์มันปรากฏตัวจริงตรงนั้น มนุษย์ที่อยู่กับธรรมชาติ การอยู่บ้านแม่โต๋ 1 อาทิตย์ด้วยกัน มันหลอกเราไม่ได้ คุณต้องกินข้าวอย่างนั้น คุณต้องนอนอย่างนั้น ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ มันเห็นตัวจริง มันก็เลยค้นพบความเป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่เปลือก ข้อที่ 2 โรงเรียนบ้านแม่โต๋มันมีความรักอยู่เยอะมาก มันมีชีวิต มันมีความสุข มันเหมือนกับตอบว่า เนี่ย…ฉันเจอจุดที่ฉันคุ้มค่า มันคือธรรมชาติ ก็เด็กๆ ฉันเป็นอย่างนี้ แต่วิญญาณเด็กที่มันเคยสดใส มันหล่นหายตายไปตอนไหนเราไม่รู้เลย เพราะที่ทำงานทุกวันนี้ ทำงานเพื่อแลกกับเงิน…

…แต่พอไปเจอเด็กโต๋ เราหนีรากเราไม่พ้น เราเกิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เราต่างจากเด็กโต๋เพราะเราอยู่ในสวน (คุณนิสาเป็นคนแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม) เด็กโต๋อยู่บนดอย แต่ชีวิตตอนเด็กของเราไม่ต่างกันเลย เราเคยหัวเราะแบบนั้น เราเคยร่าเริงแบบนั้น เด็กโต๋เป็นจุดเชื่อมทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราทำงานมาด้วยกัน

ท รู้สึกถึงอารมณ์แปลกแยกในการทำงานในเมืองใช่ไหม ?

นิสา-ทุกคนจะรู้สึก ถ้าเป็นเด็กต่างจังหวัดมา ความเป็นเด็กต่างจังหวัด มันจะสะอาด แต่เราไม่ได้บอกว่า ในนี้มันแย่นะ คือถ้าคุณเป็นเด็กกรุงเทพฯ คุณก็รู้สึกอย่างนี้อยู่แล้ว คุณจะไม่รู้สึกแตกต่าง แต่ถ้าเคยโดดน้ำคลอง คุณเคยปีนต้นไม้ คุณเคยหัวเราะ คุณเคยอยู่กับน้ำใจของเพื่อนบ้าน แต่ว่าคุณเข้ามานั่งทำงานอยู่ในเมือง มันจะเกิดความขัดแย้ง

อารียา-ส่วนเราแม้จะเติบโตมาจากเมืองนอก แต่ว่าเบื้องต้นเราอยู่ที่ตรัง อยู่ในสวนยาง เอาง่ายๆ ว่าตอนที่อยู่บ้านแม่โต๋ เด็กแก้ผ้าตัวเล็กๆ แล้ววิ่งไป เข้าบ้านนั้น เข้าบ้านนี้ ไม่มีประตูล็อก ไม่มีรั้ว ไม่มีแบบว่ากำแพงนะ จะเข้ากรุงเทพฯเนี่ย กำแพงก็ใหญ่ รั้วลวดหนาม ครั้งแรกที่เราเข้ามากรุงเทพฯ เราก็ถามคุณพ่อว่า พ่อ ทำไมที่นี่คนดีอยู่ในคุกนะ เป็นกรง …กรง…กรง…แล้วคนดีๆ ก็เข้าไปอยู่ในกรง รู้สึกอึดอัดจังเลย ในเมืองใหญ่ มันเป็นอะไรที่ต้องรักษาเปลือก แต่แก่นเนี่ยมันตาย

นิสา-การทำงานในเมืองคือเราต้องเลี้ยงชีวิตนะ คือการเลี้ยงกาย ทุกคนมันมีเงื่อนไขในชีวิต โอ๊ย ! อยากมีบ้าน อยากมีรถ อยากแต่งงาน อยากสร้างครอบครัว ทุกอย่างมันใช้เงินทั้งนั้น แล้วตอนนี้ก็ทำงานรับเงิน รับเงิน แล้วคุณมีบ้านแล้ว คุณมีรถแล้ว คุณมีนั่น คุณมีนี่ แต่พอถึงวันหนึ่งคุณจะเกิดคำถามว่า คุณมีบ้าน คุณมีรถ ความสุขนะ มันมีจริงหรือเปล่า พี่เคยซื้อทุกอย่างเลยนะ ตอนทำงานโฆษณา เงินมันเยอะมาก แล้วสุดท้ายกลายเป็นขยะหมดเลย จะย้ายบ้านทีจะเอาหนังสือไปไว้ที่ไหน จะเอาซีดีไปไว้ที่ไหน แล้ววันหนึ่งเราไม่ได้ฟังมันแล้ว มันก็หมดอายุแล้ว ทดลองใช้ชีวิตว่าช่วงหนึ่งไม่ซื้ออะไรเลย ดูว่าช่วงหนึ่งมันจะเปื่อยมันจะขาดนี่เป็นยังไง

อารียา-พอถึงตอนนี้เราอยู่กันแบบพอเพียงดีกว่า

ท นี่คือคำตอบของความสุขในตอนนี้ ?

อารียา-การเดินทางของชีวิตที่บาลานซ์ มันจะประเสริฐมากเลย ในชีวิตนี้ ถ้าเราไปทำอะไรที่เลี้ยงกายและเลี้ยงใจได้ด้วย

นิสา-จริงๆ กายเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลย ถ้าเราได้เจอตัวเอง แล้วเราได้รู้จักตัวเอง แล้วได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก มันที่สุดแล้วล่ะ :D

คอลัมน์ Exclusive Interview
โดย ณัฐกร /ภาพ ธนศักดิ์

[...]

รามายณะ

BOOK

รามายณะ ศึกชิงนางที่ดุเดือดเลือดพล่าน

ใครที่ชมชอบนวนิยายที่สนุกสนานและปลุกเร้าจินตนาการ

ไม่ควรพลาดเรื่อง “รามายณะ” ในเวอร์ชั่นของ “ราเมศ

เมนอน” และแปลโดย “วรวดี วงศ์สง่า” ถึงแม้ว่าแก่นเรื่องจะเป็นเรื่องรัก โลภ หลง จนสร้างความวิบัติให้ตัวเอง ญาติพี่น้อง พวกพ้องและบ้านเมือง แต่เรื่องราวแบบนี้ยังคงร่วมสมัยอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

รามายณะมีแง่มุมทั้งที่แตกต่างและเหมือนกับ “รามเกียรติ์” ในภาคภาษาไทยที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยกันดี โดยจะแบ่งออกเป็น

7 ภาค ภาคหลักซึ่งเป็นภาคที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดคือ “ยุทธกัณฑ์” หรือมหาสงครามระหว่าง “มหาราชทศกัณฐ์” กับ “องค์ราม” ที่เป็นนารายณ์อวตารเพื่อแย่งยุดฉุดดึง “สีดา” มาอยู่กับฝ่ายตน

“แม่นาง ท่านเป็นผู้ใดกัน ผิวพรรณถึงได้นวลปลั่งดั่งทองเนื้อเก้า กิริยาแช่มช้อยงามสง่าดุจบัวหลวงแห่งอุทยานสวรรค์ จงบอกเราเถิด ท่านคือเทพนารีปารวตีจำแลงมายังพงไพร ? หรือเป็นพระศจีมเหสีแห่งองค์อินทร์ ? หรืออาจบางทีท่านคือเทวีลักษมี ? พระแม่ธรณี ? หรือพระนางรตี ? รอยยิ้มของท่านช่างหวานซึ้ง ทนต์ขาวราวมุกมณี เราแทบคาดคิดว่าท่านเป็นภาพวาด หากกลับมีตัวตนจริง ทั้งดวงตายังดำขลับดั่งเนตรทราย ดวงพักตร์งามเด่นดั่งนวลจันทร์ เส้นผมยาวงามราวม่านไหม ทั้งทรวงอกองค์เอวยังบอบบางจนเราสามารถโอบกอดท่านได้ด้วยเพียงวงแขนเดียว เราไม่เคยเห็นหญิงใดงามพร้อมไร้ที่ติเช่นท่านมาก่อน”

นั่นแหละที่ทำให้ “มหาราช

ทศกัณฐ์” เหมือนโดนนะจังงังจนต้องทำอุบายลักสีดามาไว้ในสวนกรุงลงกา

แม้ว่าพิเภกน้องชายจะเตือนเภทภัยว่า “เรือนร่างงามระหงของสีดาที่ท่านคลั่งไคล้ แท้จริงคือเรือนกายอสรพิษ รอยยิ้มหวานเศร้าของนางที่ท่านพี่ชื่นชม ความจริงซุกซ่อนเขี้ยวมรณะ ความโศกเศร้าโทมนัสในหัวใจนาง แท้จริงคือพิษที่จะนำความตายมาสู่พวกเรา”

แต่สำหรับสายตาจากสิบหน้าของทศกัณฐ์กลับเห็นแต่เพียงว่า “ต่อให้กองทัพสวรรค์และบาดาลดาหน้ามาต่อกร เรายังไม่ถอยแม้เพียงครึ่งองคุลี ต่อให้ปวงเทพยกมาทั้งเทวโลก ต่อให้เหล่าอสูรนำทัพมาถึงหน้าประตูเมือง เรายังจะต่อสู้พวกมัน แต่สีดาจะต้องอยู่กับเรา นางจะต้องเป็นของเราผู้เดียว” ศึกชิงนางจึงระเบิดขึ้น

ยิ่งในยามที่สองผู้ยิ่งใหญ่มาเผชิญหน้ากันนั้นบรรยายภาพได้อรรถรสในการอ่านไม่แพ้นิยายกำลังภายในของจีน…ดวงตาพญามารและดวงตาบนพักตร์สีน้ำเงินประสานกันแน่นิ่ง ราวดาบคมกริบสองเล่มพาดผ่านหุบเขา ยามนั้นโลกทั้งโลกคล้ายหยุดนิ่งมิโคจร ลมหายใจของสรรพชีวิตคล้ายไม่ไหวติง กองทัพวานรเงียบกริบมิกล้าส่งเสียงแม้เพียงเสียงกระซิบ อณูอากาศระหว่างหุบเขาเครียดขึ้ง หนักหน่วง นิ่งงัน…

สงครามระหว่างยักษ์ฝ่ายหนึ่งกับมนุษย์และวานรอีกฝ่ายหนึ่งจึงเป็นยุทธการที่ดุเดือด เข่นฆ่าพลยักษ์พลลิงไปมากมาย จนกระทั่งถึงกาลอวสานของทศกัณฐ์ผู้ที่ดวงตามืดบอดเพราะความงามของสีดา

แม้ว่ารามายณะที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เมืองโบราณจะมีความยาวถึง 800 กว่าหน้า เทียบกับราคา 450 บาทแล้ว ถือว่าไม่แพงเลย เพราะทั้งอ่านสนุก ได้รู้จักแง่มุมของตัวละครอย่างพระราม ทศกัณฐ์ หนุมาน ฯลฯ ในแง่มุมที่ยังไม่เคยสัมผัสจากเรื่อง “รามเกียรติ์” ทั้งยังได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทพของฮินดูมากมายทั้งพระอินทร์ พระพรหม พระอาทิตย์ วายุเทพ ฯลฯ อ่านแล้วจะรู้ทันทีว่าพระอินทร์มีพฤติกรรมเยี่ยงไร จึงมีอีกสมญานามว่า “ท้าวพันตา” :D

[...]

Kurosagi the Movie



อีกครั้งสำหรับการนำเอาการ์ตูนมาทำเป็นหนังของญี่ปุ่น โดยดัดแปลงมาจากการ์ตูนยอดนิยมเรื่อง “คุโรซากิ” หรือ The Black Swindler ของ Natsuhara Takeshi ซึ่งมียอดขายมากถึง 3.5 ล้านฉบับในญี่ปุ่น (ตีพิมพ์ต่อเนื่องนานกว่า 20 ปี ในนิตยสาร Young Sunday รวมเล่มแล้วได้ 19 เล่ม) และถูกสร้างเป็นซีรีส์ทีวีทางช่อง TBS (เมษายนปี 2006) และในเดือนมีนาคมปีนี้ Kurosagi the Movie ก็เปิดตัวตามมา โดยได้ไอดอลสุดกรี๊ด ยามาชิตะ โทโมชิสะ (ยามะพี) มารับบทคุโรซากิ

การ์ตูนคุโรซากิเพิ่งได้รับรางวัล Shogakukan Manga Award สาขาการ์ตูนทั่วไป ในปี 2008 ซึ่งเป็นรางวัลที่สำนักพิมพ์ Shogakukan จัดขึ้นเพื่อให้รางวัลกับหนังสือการ์ตูนเรื่องต่างๆ โดยจัดให้รางวัลกันมาตั้งแต่ปี 1956

หนังเริ่มเล่าเรื่องเพื่อปูพื้นให้ผู้ชมเข้าใจว่าโลกนี้มีนักต้มตุ๋นอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ 1.ชิโรซากิ (กระสาขาว) นักต้มตุ๋นล่อลวงเหยื่อเพื่อหวังทรัพย์สมบัติ 2. อาคาซากิ (กระสาแดง) ล่อลวงเหยื่อด้วยเสน่หา ขโมยทั้งทรัพย์สมบัติ ร่างกายและจิตใจ และ 3. คุโรซากิ (กระสาดำ) นักต้มตุ๋นที่หมายตาเฉพาะนักต้มตุ๋นด้วยกันเท่านั้น

คุโรซากิตามล่าชิโรซากิและอาคาซากิเพื่อเอาเงินทองที่พวกนั้นขโมยมาจากเหยื่อคืนกลับมา จุดเริ่มต้นของคุโรซากิมาจากการที่พ่อของเขาถูกชิโรซากิหลอกลวงจนสิ้นเนื้อประดาตัว ฆ่าทุกคนในครอบครัว และฆ่าตัวตายตาม จะเหลือก็เพียงแต่ตัวของ

คุโรซากิ ทาเคชิ คนเดียวที่รอดมาได้ เขาจึงสาบานว่าจะล้างแค้นเหล่านักต้มตุ๋นในโลก คุโรซากิซื้อข้อมูลของนักต้มตุ๋นจากคัตซึรากิ (ยามาซากิ ซึโตมุ) และคัตซึรากินี่เองที่อยู่เบื้องหลังการต้มตุ๋นครอบครัวของคุโรซากิ แต่ความสัมพันธ์ของเขากับคัตซึรากิก็ยังดำเนินอยู่ท่ามกลางความไม่เชื่อใจในกันและกัน ในหนังหยิบเอาเพียงตอนหนึ่งของการ์ตูนมาเล่า คุโรซากิต้องกำจัดอิชิกาคินักต้มตุ๋นที่เหนือชั้น ด้วยการทำตราประทับราคาแพงมอบให้แก่ประธานบริษัท และเมื่อตราประทับถูกใช้ประกอบกับลายเซ็น ก็สามารถใช้เป็นการทำธุรกรรมได้ โดยเหยื่อรายล่าสุดที่อิชิกาคิล่อลวงเป็นประธานบริษัทผู้ซึ่งมีลูกสาวกำลังป่วยด้วยโรคหัวใจและรอรับการผ่าตัด

หนังพยายามอย่างมากที่จะเล่ารายละเอียดของตัวละครให้จบในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าใช้ความพยายามอย่างมากที่จะให้คนดูเข้าถึงตัวตนของตัวละครที่แสนจะโดดเดี่ยวอย่างคุโรซากิ เพราะสุดท้ายแล้วก็ยังไม่รู้สึกว่าคุโรซากิว้าเหว่แม้แต่น้อยเลย แต่กลับรู้สึกถึงความเหงาของคัตสึรากิมากกว่า

สำหรับใครที่จะไปดูหนังเรื่องนี้ลองมองซ้ายมองขวาก่อนว่ารอบตัวมีพวกแฟนๆ เจป๊อปเข้าไปดูมากน้อยแค่ไหน เพราะการดูหนังสืบสวนท่ามกลางเสียงกรี๊ดพ่อยามะพีเป็นระยะๆ มันไม่สนุกเอาเสียเลย :D

คอลัมน์ ART AND CULTURE
โดย Ashley Xuan

[...]

We love Hua Hin



ใครๆ ก็บอกว่า “หัวหิน” เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ไม่ใช่แค่มีชายหาดยาว ทรายขาวละเอียด น้ำทะเลน่าเล่น

แต่หัวหินยังทำให้ถวิลหาภาพของความเป็นผู้ดีเก่าสมัยก่อน เพราะที่ดินติดริมทะเลหัวหินแต่เดิมส่วนใหญ่จะเป็นของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และชนชั้นสูง

ถ้ายังจำภาพของบ้านริมทะเลในเรื่อง “ปริศนา” ได้ละก็ ต้องขอบอกว่า หัวหินในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วจริงๆ

เพราะตั้งแต่ราคาที่ดินแทบทุกตารางนิ้วของหัวหินขยับตัวพุ่งสูงลิบ บ้านเหล่านั้นก็ค่อยๆ หดหายไป กลายเป็นคอนโดนิเนียม โรงแรม ที่ตอบรับการใช้ชีวิตในแนวสูงมาแทนที่

เมื่อทีมงาน DLife ได้เดินย่ำเท้าบนผืนทรายของชายหาดหัวหินที่ทอดยาวในช่วงเทศกาลดนตรีแจ๊ซอันลือเลื่อง ในความเปลี่ยนแปลงของหัวหินนั้นเรายังพบว่า เสน่ห์ของบ้านหลังในแบบของผู้ดีเก่ายังมีซุกซ่อนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน….

หัวหิน และราชสกุล

จะว่าไปแล้ว หัวหินนั้นมีเรื่องเล่าขานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2377 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่พบว่าเพชรบุรีมีหาดทรายชายทะเลแปลกกว่าที่อื่น คือมีกลุ่มหินกระจัดกระจายอยู่อย่างสวยงาม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ (พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร ต้นราชสกุลกฤดากร) เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สร้างตำหนักหลังใหญ่ชายทะเลด้านใต้ของหมู่หิน (ปัจจุบันอยู่ติดกับโรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่าส์ หัวหิน) และประทานชื่อตำหนักว่า “แสนสำราญสุขเวศน์”

ต่อมาทรงปลูกอีกหลังหนึ่งแยกเป็น “แสนสำราญ” และ “สุขเวศน์” เพื่อไว้ใช้รับเสด็จเจ้านาย พร้อมกับทรงสร้างเรือนขนาดเล็กใต้ถุนสูงอีกหลายหลัง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น “บังกะโลสุขเวศน์”

และทรงขนานนามหาดทรายบริเวณตำหนักและหาดถัดๆ ไปทางใต้เสียใหม่ว่า “หัวหิน” ซึ่งเป็นคนละส่วนกับบ้านแหลมหินเดิม โดยมีกองหินชายทะเลเป็นที่หมายแบ่งเขต โดยบ้านแหลมหินเดิมมีเขตด้านใต้ถึงเพียงแค่ต้นเกดใหญ่ชายทะเล (ปัจจุบันอยู่หน้าโรงแรมโซฟิเทลฯ มีศาลเทพารักษ์ใหญ่) เท่านั้น ไม่ได้มาถึงที่ดินของเสด็จในกรม ครั้นเมื่อวันเวลาผ่านไป ชื่อ “หัวหิน” ก็แผ่คลุมทั้งหาดทั้งตำบลจนขยายเป็นอำเภอหัวหิน

ส่วนที่ดินแปลงที่อยู่ตรงหมู่หินชายทะเลเป็นของ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ราชสกุลจักรพงษ์) ซึ่งทรงสร้างตำหนักใหญ่ขึ้นถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือตำหนักขาว ครั้งหลังคือตำหนักเทาและเรือนเล็กอีกหลายหลัง ซึ่งก็คือบ้านจักรพงษ์ในเวลาต่อมา และปัจจุบันคือโรงแรมเมเลีย ซึ่งได้เปลี่ยนผู้ดำเนินการเป็นโรงแรมฮิลตันนั่นเอง

ไม่เพียงแค่สองราชสกุลที่มีความเกี่ยวข้องกับหัวหิน ในช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้างพระราชวังไกลกังวล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ต้นราชสกุลบุรฉัตร ก็ได้จัดสร้างตลาดฉัตร์ไชยขึ้นในที่ดินพระคลังข้างที่ โดยออกแบบให้มีหลังคารูปโค้งครึ่งวงกลมต่อเนื่องกัน 7 โค้ง เพื่อสื่อความหมายว่าเป็นการสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 7 ทั้งตัวอาคารและแผงขายสินค้าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวตลาดโล่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก และจัดว่าเป็นตลาดที่ถูกสุขลักษณะที่สุดของประเทศไทยในขณะนั้น ชื่อตลาดฉัตร์ไชยนี้มาจากพระนามเดิมของพระองค์ คือพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรนั่นเอง ต่อมาตลาดฉัตร์ไชยและโรงแรมรถไฟ หรือโฮเต็ลหัวหินก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของชายทะเลหัวหิน ส่วนพระราชวังไกลกังวลนั้นถือว่าเป็นสถานที่อันควรสักการะบูชา มากกว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

บ้านลักษสุภา แห่งราชสกุลกฤดากร

หากจะนับที่ดินที่ยังหลงเหลืออยู่ในมือของเจ้าของตัวจริงแล้ว ดูเหมือนที่ดินของราชสกุลกฤดากรยังคงเป็นมรดกที่ได้รับการตกทอดถึงรุ่นลูกหลานโดย ม.ล.ลักษสุภา กฤดากร เป็นหนึ่งในราชสกุลที่ได้รับมรดกที่ดินมา 7 ไร่จากจำนวน 21 ไร่ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ ซึ่งติดชายทะเล และติดถนนนเรศดำริห์

“ก่อนที่ดินแปลงนี้จะถูกแบ่งเป็นมรดก เรามีบ้านเช่าอยู่ 3 หลัง แล้วก็มีตัวตึกใหญ่ที่สร้างให้ครอบครัวอยู่ เพราะดิฉันเป็นซิงเกิ้ลมัม 15 ปีก็เลยต้องดูแลครอบครัวด้วย พอได้ที่ดินมา 7 ไร่ก็ตัดสินใจรื้อบ้านเช่าไปถวายพระ แล้วตัดสินใจสร้างเป็นรีสอร์ตขึ้นมา โดยอาศัยประสบการณ์จากการที่เราเดินทาง เป็นลูกทูต (ม.ร.ว.สุทธิสวาท กฤดากร อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอาร์เจนตินาและฮังการี กับ อาภา กฤดากร ณ อยุธยา…สกุลเดิม -อาภากร)”

เหตุที่เธอตัดสินใจสร้างรีสอร์ตให้เป็นบ้านหลังสีขาวสไตล์โคโรเนียล 2 ชั้นสะอาดตา มีระเบียงกว้าง 16 หลังภายในอาณาเขต 7 ไร่ แทนที่จะปลูกเป็นคอนโดมิเนียมหรูเป็นตึกระฟ้านั้น เธอให้เหตุผลว่า

“อยากให้คนที่มาพักรู้สึกเหมือนกับมาบ้านของเรา เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา การตกแต่งนี่เราคิดและก็บอกกับช่างไป ส่วนร้านอาหารเราก็มี เราใช้ชื่อว่า Costanera เมืองที่ประทับใจสมัยตอนที่ไปอยู่เวเนซุเอลา เราเลือกสร้างบ้านเป็นหลัง ก็เพราะผูกพันกับหัวหินตั้งแต่เด็กๆ ก็มาหัวหินบ่อย เติบโตมากับเด็กจูงม้า ร้านขายขนมแม่เก็บ แม่สอิ้ง ทุกวันนี้ม้าก็ยังมีอยู่ เราก็เลยอยากทำอะไรที่เป็น Nostagia มีความเป็น Herritage ของหัวหินอยู่”

….มีคนมาขอซื้อที่ดินจากดิฉัน 400-500 ล้านก็ยังไม่สน เอาที่ที่เรามีมาทำรีสอร์ตให้ลูกสองคนดีกว่าจะได้เป็นมรดกให้เขา !!!

“เราทำรีสอร์ตแบบนี้เพื่อจะนึกถึงตอนที่เรามาหัวหิน แล้วมีความสุขกับลูกๆ ในบ้านของเรา”

เธอตั้งใจกับการทำรีสอร์ตนี้มาก ถึงขนาดขึ้นล่องหัวหินเป็นว่าเล่น จนความฝันของเธอแล้วเสร็จในระยะเวลาเพียง 9 เดือนกว่า โดยเปิดทำการเมื่อเดินพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีผลตอบรับจากนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบเก่าอยู่ในขั้นดีมาก ส่วนเม็ดเงินในการลงทุนนั้นเธอกระซิบว่า…ควักกระเป๋าไปราว 100 กว่าล้านบาทเอง (ยิ้ม) ลงทุนไม่เยอะเพราะไม่มีต้นทุนที่ดินไง (หัวเราะ)

ม.ล.ลักษสุภาหวังว่ารีสอร์ตของเธอจะทำให้ทุกคนนึกถึงเสน่ห์ของหัวหินแบบสมัยเก่า ที่มีบรรยากาศเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเต็มไปด้วยศูนย์การค้าและรถราเหมือนทุกวันนี้

ชีวิตของเธอทุกวันนี้จึงปักหลักอยู่ที่หัวหินเสียส่วนใหญ่ 6 โมงเช้าเดินเล่นชายหาด 9 โมงเช้าเล่นเจ็ตสกีไปดูตลาด ไปไหว้พระเขาตะเกียบ แล้วก็กลับมาอาบน้ำสระผมเพื่อประชุมตอน 5 โมงเย็น

นั่นแหละคือความสุขของเธอ ราชสกุลกฤดากรผู้ผูกพันกับหัวหินยิ่งนัก

หัวหินที่เปลี่ยนไป

สำหรับ ปาณิสรา เที่ยงธรรม เธอเป็นคนหนึ่งที่รักหัวหินมาก เพราะตั้งแต่เด็กเธอมักจะมาพักผ่อนกับครอบครัวพร้อมหน้าในบ้านส่วนตัวขนาดไร่กว่าๆ ติดริมทะเลในละแวกใกล้ๆ กับบ้านพิชัยญาติของสกุลบุนนาค

เธอเป็นลูกสาวของ พล.ท.เจริญศักดิ์-อรวรรณ เที่ยงธรรม ที่ผู้เป็นพ่อและแม่ได้มาซื้อที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ราคาตารางวาละไม่กี่พันบาท บ้านของเธอยังคงอบอุ่นมั่นคงเป็นบ้านพักตากอากาศในชายหาดหัวหิน และยังมีที่ดินอีกผืนหนึ่งอยู่ซอยหัวหิน 102 ที่กำลังจะกลายเป็นบูติคโฮเทลขนาด 32 ห้องชื่อเดอะลาภา (The LAPA)

“อยู่กับหัวหินมาตั้งแต่ 5 ขวบ แม่ซื้อที่ผืนนี้เอาไว้ตั้งนานแล้ว ปิดเทอมก็อยู่ที่นี่ เลยผูกพัน

ตอนนี้กำลังทำบูติคโฮเต็ล เลยต้องไปเช้าเย็นกลับตลอด หัวหินมีเสน่ห์ตรงทะเล ชายหาดยาว ทรายเนื้อละเอียด ทะเลเล่นได้เกือบตลอดทั้งปี มาที่นี่ตั้งแต่สมัยยังไม่มีใครมา ไม่มีโรงแรมอะไรเลย จากบ้านเราก็ค่อยๆ เติมจนเป็นตึก ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะสมาชิกเยอะขึ้น ตอนนี้มีพ่อแม่ พี่ชาย น้องสาว น้องเขย หลานอีก 3 รวมๆ เฉพาะบ้านเราก็เกือบสิบคน ไหนจะญาติๆ อีก”

กิจกรรมของเธอเมื่ออยู่ที่หัวหินคือตื่นเช้ามาใส่บาตรจะมีพระมาบิณฑบาตที่ชายหาด แล้วก็

เล่นน้ำ เล่นเจ็ตสกี เล่นโยคะ ตกเย็นถ้ามีปาร์ตี้ก็บาร์บีคิว

“เวลาเดินไปตามหาด เราทักไปได้ทั่ว เพราะมีหน้าเดิมที่สถิตกันอยู่เยอะมาก รู้จักกันหมด

ฝั่งหนึ่งก็บ้านสิงห์ บ้านคอกหมู บ้านไกรฤกษ์ บ้านพิชัยญาติก็ดึกดำบรรพ์ของพวกบุนนาค ซึ่งแต่ก่อนตอนยังไม่ได้ปลูกบ้านก็ไปอยู่บ้านพิชัยญาติตั้งแต่เด็ก เลยรู้จักกันหมด”

…แต่น่าเสียดายวันนี้หัวหินมีตึกขึ้นมาเยอะมาก คอนโดฯสูงๆ เยอะ ซึ่งควรจะลิมิตนิดหนึ่ง หรืออย่างตอนมีการจัดงานปีใหม่ เทศบาลเอาเก้าอี้ชายหาดลงเป็นร้อย ดูสกปรกเป็นพัทยา มีบาร์เบียร์ ไม่ใช่หัวหิน ไม่เงียบสงบเหมือนเมื่อก่อน คนเริ่มเยอะกว่าเดิม เลยมีการชักชวนเพื่อนบ้านสารสิน และบ้านใกล้ๆ ในละแวกนี้ บอกว่าไปรวมตัวกันหน่อยรับไม่ได้แล้ว มีผู้ใหญ่ไปพูดกันหลายรอบแล้วล่ะ แต่ทุกคนไม่อยากออกหน้ามาก ตอนนี้ประมาณว่าคนเก่าแก่รับไม่ได้

“เดี๋ยวนี้บ้านเก่าๆ เริ่มน้อยลง เริ่มขายไปเยอะพอสมควร พวกโครงการใหญ่ๆ เข้ามาซื้อเยอะ บ้านเพื่อนๆ ที่เคยมีมองไปอีกทีก็เห็นขึ้นมาเป็นคอนโดฯ

รีสอร์ตเต็มไปหมด เท่าที่สังเกตประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ได้มั้งคะที่หายไป !”

ล่าสุดแว่วว่า บ้านตากอากาศของ “เวชชาชีวะ” ไม่ใกล้ไม่ไกลกับละแวกของบ้านปาณิสราก็ขายและกำลังจะกลายเป็นโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล !!!

แม้ราคาที่ดินจะพุ่ง แต่หลายคนที่หลงเสน่ห์หัวหินก็ยังไม่ปักใจขาย นัยหนึ่งก็เพราะเสียดาย และอีกนัยหนึ่งก็ตัดสินใจเลือกเอาที่ดินเดิมมาทำเป็นรีสอร์ตเล็กๆ ให้เหมาะกับบรรยากาศ เธอว่า 1-2 ปีนี้ มีเจ้าของที่ดินเก่าหัวหิน คิดทำโรงแรมกันขึ้นมาเองเป็นดอกเห็ดเลย รวมถึงเธอด้วย

หัวหิน…บ้านหลังที่สองของคนเมือง

ตลอดเส้นทางชะอำ-หัวหิน ถ้าคิดจะวางแผนดูวิวข้างทางเพลินๆ อาจจะไม่ค่อยได้เห็นอะไรที่เป็นธรรมชาติ นอกจากคัตเอาต์บ้านพัก รีสอร์ต คอนโดมิเนียม ฯลฯ เรื่อยไปตั้งแต่ชะอำจนเกือบถึงเขาเต่า ไม่เพียงแค่เดินทางไปชะอำ-หัวหินเพื่อพักผ่อนในวันหยุด แต่คนเมืองหลายคนเลือกที่จะยึดเอาพื้นที่ชายทะเลอันเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังเป็นบ้านพักตากอากาศ

มีข้อมูลว่าราคาที่ดินในหัวหินปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 20-30% ต่อปี หรือประกาศขายที่ดินกันที่ราคา 30 -40 ล้านบาทต่อไร่ในที่ดินบางแปลง ในปี 2550 พบว่าราคาซื้อขายที่ดินริมหาดหัวหิน มีราคาสูงถึง 120,000 บาทต่อตารางวา เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2546-2547 ที่มีราคา 40,000-50,000 บาทต่อตารางวา

จากการสำรวจของ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) พบว่าเพียง 9 เดือนแรกของปี 2550 คือ ระหว่างมกราคม-กันยายน มีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดใหม่รวม 8 โครงการ จำนวน 1,000 ยูนิต โดยสาเหตุหลักที่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากเป็นเพราะตลาดรีสอร์ตและ

คอนโดฯ ในหัวหินและชะอำได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าคนไทยและคนต่างชาติ จนทำให้ราคาขายขยับเพิ่มขึ้นกว่า 10% สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านพัก-คอนโดมีเนียมส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย

ขณะที่ชาวต่างชาติจะเป็นกลุ่มสแกนดิเนเวีย โดยซื้อเพื่อใช้เป็นบ้านหลังที่สองไว้เพื่อไว้พักในช่วงฤดูหนาว

พนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหัวหิน-ชะอำอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะตลาด

คอนโดตากอากาศสำหรับคนกรุงเทพฯและชาวต่างชาติ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจข้อมูลตลาดท่องเที่ยวในชะอำ-หัวหิน มีการขยายตัวมากกขึ้นทุกปีนับจากปี 2544 ซึ่งนักท่องเที่ยวมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะสแกนดิเนเวียและยุโรป จากอัตราคาที่พักของโรงแรม 4-5 ดาว มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2549 มีค่าห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 บาทต่อคืน จากปี 2544 อยู่ที่ 2,300 บาทต่อคืน ประกอบกับปัจจัยด้านการคมนาคม คือ มีการขยายถนนเพชรเกษมเป็น 6-8 ช่องจราจร และการขยายขนาดของโรงพยาบาลหัวหินเป็น 1,000 เตียง ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้เกิดการขยายตัว

ของอสังหาริมทรัพย์ในหัวหิน-ชะอำได้เป็นอย่างดี

หัวหินถิ่นแจ๊ซ

ไม่เพียงแค่คนอยากมีบ้านอีกหลังที่หัวหิน แต่หัวหินยังกลายเป็นเดสติเนชั่นในการจัดอีเวนต์ประจำปีอันเป็นกิมมิกเรียกนักท่องเที่ยวในช่วง “กรีน ซีซั่น” (ช่วงหน้าฝน) Jazz Festival อีเวนต์ใหญ่ที่ใครหลายๆ คนโดยเฉพาะคอแจ๊ซทั้งหลายต่างรอคอย เบื้องหลังความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์ให้ “หัวหิน” เป็น “เมืองแจ๊ซ” วิบูลย์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเพชรบุรี (อดีตผู้รับผิดชอบเขตหัวหิน) วิเคราะห์ว่ามาจากหลายปัจจัย โดยมีปัจจัยหลักๆ คือ เรื่องโลเกชั่นที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ และแคแร็กเตอร์อันมีเสน่ห์ของเมืองหัวหินเอง

“หัวหินแจ๊ซจัดมา 5-6 ปีแล้ว แนวคิดการจัดงานพัฒนามาตลอดจนมาลงตัว 2-3 ปีหลังลงตัวว่าต้องเป็น jazz on the beach เพราะหัวหินมีศักยภาพตรงชายหาด ตรงนี้เป็นเสน่ห์ ชายหาดหัวหินไม่เหมือนชายหาดที่อื่นๆ ทะเลทางใต้มีจุดขายตรงการดำน้ำหรืออะไรไป แต่ถ้ามาหัวหินก็ต้องมาเที่ยวชายหาด แนวชายหาดที่สวย มีพื้นที่กว้าง มีเกลียวคลื่น น้ำทะเลสาดซัดพร้อมมีเสียงดนตรี กลายเป็นบรรยากาศที่น่ารัก”

งานแจ๊ซทำให้ผู้คนแน่นหัวหิน เรียกว่า ยอดจองห้องพักที่หัวหินเต็มเอี้ยดทะลุมาถึงชะอำเลยเชียวล่ะ !

ขนาดกลุ่มทรูยังตื่นเต้นกับงานนี้และเห็นความแรง จนตกลงมาเป็นผู้สนับสนุนหลักหัวหิน แจ๊ซ เฟสติวัล ซึ่ง รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้อำนวยการด้านบริหารแบรนด์และการสื่อสารการตลาด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกว่า ในงานนี้เรามอบสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้าไปกับความทันสมัย ตลอดแนวชายหาดหัวหินที่จัดงาน จึงเพียบพร้อมไปด้วยหลากหลายสินค้าและบริการ

โดยเฉพาะทรู คอฟฟี่ ที่กลายเป็นว่า ปีนี้ผู้คนหันมาจิบกาแฟกันไม่น้อยไปกว่าการจิบเบียร์ฟังแจ๊ซเลย

วิบูลย์บอกอีกว่า หัวหินมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเป็นแหล่งผู้ดีเก่า อีกทั้งมีแคแร็กเตอร์ของความเทรนดี้ ลักเซอรี่ หรูหรา นึกถึงชายหาดขี่ม้า มีกลิ่นอายภาพยนตร์เก่า ท่านชายพจน์-ปริศนา มีกลิ่นของอารมณ์ถวิลหาอดีต ทั้งตัวสถานที่และบรรยากาศตรงนี้เป็นการตอกย้ำภาพอดีตที่สวยงาม กลุ่มเป้าหมายของทะเลหัวหินจึงแตกต่างกับทะเลที่อื่นๆ มาตรฐานต่างๆ ที่พัก ร้านอาหาร สปา กอล์ฟ เหล่านี้เป็นตัวแบ่งที่ชัดเจน

โดยเฉพาะบูติครีสอร์ตถือเป็นโปรดักต์ใหม่ของหัวหินเลย ปีที่ผ่านมามีการเติบโต 5-6 แห่ง เล็กบ้างใหญ่บ้าง รวมแล้วขยายตัว 700-800 ห้อง!

เมื่อประกอบกับเสน่ห์เฉพาะตัวของดนตรีแจ๊ซ ซึ่งเป็นแนวที่ไม่เหมือนดนตรีแนวอื่นๆ เทศกาล

หัวหินแจ๊ซที่จัดในหน้าฝน โดยฝนที่ตกไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย มีศิลปินทั้งไทย-เทศ มีศิลปินต่างชาติเป็นแม่เหล็กให้คอดนตรีได้มาพบปะสังสรรค์กันในช่วงสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของรายการวิทยุต่างๆ ในแง่เป็นเมืองดนตรีและศิลปะ ที่หัวหิน-ชะอำ จะถูกจัดบ่อยครั้ง

ว่ากันว่าในช่วงจัดงานแจ๊ซ ตัวเลขนักท่องเที่ยวเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มียอด 6 หมื่นคน และเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5 พันคนในปีถัดมา ! :D

คอลัมน์ STORY
โดย ทีมงาน DLife

[...]