![]() |
ใครๆ ก็บอกว่า “หัวหิน” เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ไม่ใช่แค่มีชายหาดยาว ทรายขาวละเอียด น้ำทะเลน่าเล่น
แต่หัวหินยังทำให้ถวิลหาภาพของความเป็นผู้ดีเก่าสมัยก่อน เพราะที่ดินติดริมทะเลหัวหินแต่เดิมส่วนใหญ่จะเป็นของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และชนชั้นสูง
ถ้ายังจำภาพของบ้านริมทะเลในเรื่อง “ปริศนา” ได้ละก็ ต้องขอบอกว่า หัวหินในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วจริงๆ
เพราะตั้งแต่ราคาที่ดินแทบทุกตารางนิ้วของหัวหินขยับตัวพุ่งสูงลิบ บ้านเหล่านั้นก็ค่อยๆ หดหายไป กลายเป็นคอนโดนิเนียม โรงแรม ที่ตอบรับการใช้ชีวิตในแนวสูงมาแทนที่
เมื่อทีมงาน DLife ได้เดินย่ำเท้าบนผืนทรายของชายหาดหัวหินที่ทอดยาวในช่วงเทศกาลดนตรีแจ๊ซอันลือเลื่อง ในความเปลี่ยนแปลงของหัวหินนั้นเรายังพบว่า เสน่ห์ของบ้านหลังในแบบของผู้ดีเก่ายังมีซุกซ่อนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน….
หัวหิน และราชสกุล
จะว่าไปแล้ว หัวหินนั้นมีเรื่องเล่าขานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2377 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่พบว่าเพชรบุรีมีหาดทรายชายทะเลแปลกกว่าที่อื่น คือมีกลุ่มหินกระจัดกระจายอยู่อย่างสวยงาม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ (พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร ต้นราชสกุลกฤดากร) เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สร้างตำหนักหลังใหญ่ชายทะเลด้านใต้ของหมู่หิน (ปัจจุบันอยู่ติดกับโรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ รีสอร์ท แอนด์ วิลล่าส์ หัวหิน) และประทานชื่อตำหนักว่า “แสนสำราญสุขเวศน์”
ต่อมาทรงปลูกอีกหลังหนึ่งแยกเป็น “แสนสำราญ” และ “สุขเวศน์” เพื่อไว้ใช้รับเสด็จเจ้านาย พร้อมกับทรงสร้างเรือนขนาดเล็กใต้ถุนสูงอีกหลายหลัง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น “บังกะโลสุขเวศน์”
และทรงขนานนามหาดทรายบริเวณตำหนักและหาดถัดๆ ไปทางใต้เสียใหม่ว่า “หัวหิน” ซึ่งเป็นคนละส่วนกับบ้านแหลมหินเดิม โดยมีกองหินชายทะเลเป็นที่หมายแบ่งเขต โดยบ้านแหลมหินเดิมมีเขตด้านใต้ถึงเพียงแค่ต้นเกดใหญ่ชายทะเล (ปัจจุบันอยู่หน้าโรงแรมโซฟิเทลฯ มีศาลเทพารักษ์ใหญ่) เท่านั้น ไม่ได้มาถึงที่ดินของเสด็จในกรม ครั้นเมื่อวันเวลาผ่านไป ชื่อ “หัวหิน” ก็แผ่คลุมทั้งหาดทั้งตำบลจนขยายเป็นอำเภอหัวหิน
ส่วนที่ดินแปลงที่อยู่ตรงหมู่หินชายทะเลเป็นของ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ราชสกุลจักรพงษ์) ซึ่งทรงสร้างตำหนักใหญ่ขึ้นถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือตำหนักขาว ครั้งหลังคือตำหนักเทาและเรือนเล็กอีกหลายหลัง ซึ่งก็คือบ้านจักรพงษ์ในเวลาต่อมา และปัจจุบันคือโรงแรมเมเลีย ซึ่งได้เปลี่ยนผู้ดำเนินการเป็นโรงแรมฮิลตันนั่นเอง
ไม่เพียงแค่สองราชสกุลที่มีความเกี่ยวข้องกับหัวหิน ในช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้างพระราชวังไกลกังวล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ต้นราชสกุลบุรฉัตร ก็ได้จัดสร้างตลาดฉัตร์ไชยขึ้นในที่ดินพระคลังข้างที่ โดยออกแบบให้มีหลังคารูปโค้งครึ่งวงกลมต่อเนื่องกัน 7 โค้ง เพื่อสื่อความหมายว่าเป็นการสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 7 ทั้งตัวอาคารและแผงขายสินค้าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวตลาดโล่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก และจัดว่าเป็นตลาดที่ถูกสุขลักษณะที่สุดของประเทศไทยในขณะนั้น ชื่อตลาดฉัตร์ไชยนี้มาจากพระนามเดิมของพระองค์ คือพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรนั่นเอง ต่อมาตลาดฉัตร์ไชยและโรงแรมรถไฟ หรือโฮเต็ลหัวหินก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของชายทะเลหัวหิน ส่วนพระราชวังไกลกังวลนั้นถือว่าเป็นสถานที่อันควรสักการะบูชา มากกว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
บ้านลักษสุภา แห่งราชสกุลกฤดากร
หากจะนับที่ดินที่ยังหลงเหลืออยู่ในมือของเจ้าของตัวจริงแล้ว ดูเหมือนที่ดินของราชสกุลกฤดากรยังคงเป็นมรดกที่ได้รับการตกทอดถึงรุ่นลูกหลานโดย ม.ล.ลักษสุภา กฤดากร เป็นหนึ่งในราชสกุลที่ได้รับมรดกที่ดินมา 7 ไร่จากจำนวน 21 ไร่ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ ซึ่งติดชายทะเล และติดถนนนเรศดำริห์
“ก่อนที่ดินแปลงนี้จะถูกแบ่งเป็นมรดก เรามีบ้านเช่าอยู่ 3 หลัง แล้วก็มีตัวตึกใหญ่ที่สร้างให้ครอบครัวอยู่ เพราะดิฉันเป็นซิงเกิ้ลมัม 15 ปีก็เลยต้องดูแลครอบครัวด้วย พอได้ที่ดินมา 7 ไร่ก็ตัดสินใจรื้อบ้านเช่าไปถวายพระ แล้วตัดสินใจสร้างเป็นรีสอร์ตขึ้นมา โดยอาศัยประสบการณ์จากการที่เราเดินทาง เป็นลูกทูต (ม.ร.ว.สุทธิสวาท กฤดากร อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอาร์เจนตินาและฮังการี กับ อาภา กฤดากร ณ อยุธยา…สกุลเดิม -อาภากร)”
เหตุที่เธอตัดสินใจสร้างรีสอร์ตให้เป็นบ้านหลังสีขาวสไตล์โคโรเนียล 2 ชั้นสะอาดตา มีระเบียงกว้าง 16 หลังภายในอาณาเขต 7 ไร่ แทนที่จะปลูกเป็นคอนโดมิเนียมหรูเป็นตึกระฟ้านั้น เธอให้เหตุผลว่า
“อยากให้คนที่มาพักรู้สึกเหมือนกับมาบ้านของเรา เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา การตกแต่งนี่เราคิดและก็บอกกับช่างไป ส่วนร้านอาหารเราก็มี เราใช้ชื่อว่า Costanera เมืองที่ประทับใจสมัยตอนที่ไปอยู่เวเนซุเอลา เราเลือกสร้างบ้านเป็นหลัง ก็เพราะผูกพันกับหัวหินตั้งแต่เด็กๆ ก็มาหัวหินบ่อย เติบโตมากับเด็กจูงม้า ร้านขายขนมแม่เก็บ แม่สอิ้ง ทุกวันนี้ม้าก็ยังมีอยู่ เราก็เลยอยากทำอะไรที่เป็น Nostagia มีความเป็น Herritage ของหัวหินอยู่”
….มีคนมาขอซื้อที่ดินจากดิฉัน 400-500 ล้านก็ยังไม่สน เอาที่ที่เรามีมาทำรีสอร์ตให้ลูกสองคนดีกว่าจะได้เป็นมรดกให้เขา !!!
“เราทำรีสอร์ตแบบนี้เพื่อจะนึกถึงตอนที่เรามาหัวหิน แล้วมีความสุขกับลูกๆ ในบ้านของเรา”
เธอตั้งใจกับการทำรีสอร์ตนี้มาก ถึงขนาดขึ้นล่องหัวหินเป็นว่าเล่น จนความฝันของเธอแล้วเสร็จในระยะเวลาเพียง 9 เดือนกว่า โดยเปิดทำการเมื่อเดินพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีผลตอบรับจากนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบเก่าอยู่ในขั้นดีมาก ส่วนเม็ดเงินในการลงทุนนั้นเธอกระซิบว่า…ควักกระเป๋าไปราว 100 กว่าล้านบาทเอง (ยิ้ม) ลงทุนไม่เยอะเพราะไม่มีต้นทุนที่ดินไง (หัวเราะ)
ม.ล.ลักษสุภาหวังว่ารีสอร์ตของเธอจะทำให้ทุกคนนึกถึงเสน่ห์ของหัวหินแบบสมัยเก่า ที่มีบรรยากาศเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเต็มไปด้วยศูนย์การค้าและรถราเหมือนทุกวันนี้
ชีวิตของเธอทุกวันนี้จึงปักหลักอยู่ที่หัวหินเสียส่วนใหญ่ 6 โมงเช้าเดินเล่นชายหาด 9 โมงเช้าเล่นเจ็ตสกีไปดูตลาด ไปไหว้พระเขาตะเกียบ แล้วก็กลับมาอาบน้ำสระผมเพื่อประชุมตอน 5 โมงเย็น
นั่นแหละคือความสุขของเธอ ราชสกุลกฤดากรผู้ผูกพันกับหัวหินยิ่งนัก
หัวหินที่เปลี่ยนไป
สำหรับ ปาณิสรา เที่ยงธรรม เธอเป็นคนหนึ่งที่รักหัวหินมาก เพราะตั้งแต่เด็กเธอมักจะมาพักผ่อนกับครอบครัวพร้อมหน้าในบ้านส่วนตัวขนาดไร่กว่าๆ ติดริมทะเลในละแวกใกล้ๆ กับบ้านพิชัยญาติของสกุลบุนนาค
เธอเป็นลูกสาวของ พล.ท.เจริญศักดิ์-อรวรรณ เที่ยงธรรม ที่ผู้เป็นพ่อและแม่ได้มาซื้อที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ราคาตารางวาละไม่กี่พันบาท บ้านของเธอยังคงอบอุ่นมั่นคงเป็นบ้านพักตากอากาศในชายหาดหัวหิน และยังมีที่ดินอีกผืนหนึ่งอยู่ซอยหัวหิน 102 ที่กำลังจะกลายเป็นบูติคโฮเทลขนาด 32 ห้องชื่อเดอะลาภา (The LAPA)
“อยู่กับหัวหินมาตั้งแต่ 5 ขวบ แม่ซื้อที่ผืนนี้เอาไว้ตั้งนานแล้ว ปิดเทอมก็อยู่ที่นี่ เลยผูกพัน
ตอนนี้กำลังทำบูติคโฮเต็ล เลยต้องไปเช้าเย็นกลับตลอด หัวหินมีเสน่ห์ตรงทะเล ชายหาดยาว ทรายเนื้อละเอียด ทะเลเล่นได้เกือบตลอดทั้งปี มาที่นี่ตั้งแต่สมัยยังไม่มีใครมา ไม่มีโรงแรมอะไรเลย จากบ้านเราก็ค่อยๆ เติมจนเป็นตึก ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะสมาชิกเยอะขึ้น ตอนนี้มีพ่อแม่ พี่ชาย น้องสาว น้องเขย หลานอีก 3 รวมๆ เฉพาะบ้านเราก็เกือบสิบคน ไหนจะญาติๆ อีก”
กิจกรรมของเธอเมื่ออยู่ที่หัวหินคือตื่นเช้ามาใส่บาตรจะมีพระมาบิณฑบาตที่ชายหาด แล้วก็
เล่นน้ำ เล่นเจ็ตสกี เล่นโยคะ ตกเย็นถ้ามีปาร์ตี้ก็บาร์บีคิว
“เวลาเดินไปตามหาด เราทักไปได้ทั่ว เพราะมีหน้าเดิมที่สถิตกันอยู่เยอะมาก รู้จักกันหมด
ฝั่งหนึ่งก็บ้านสิงห์ บ้านคอกหมู บ้านไกรฤกษ์ บ้านพิชัยญาติก็ดึกดำบรรพ์ของพวกบุนนาค ซึ่งแต่ก่อนตอนยังไม่ได้ปลูกบ้านก็ไปอยู่บ้านพิชัยญาติตั้งแต่เด็ก เลยรู้จักกันหมด”
…แต่น่าเสียดายวันนี้หัวหินมีตึกขึ้นมาเยอะมาก คอนโดฯสูงๆ เยอะ ซึ่งควรจะลิมิตนิดหนึ่ง หรืออย่างตอนมีการจัดงานปีใหม่ เทศบาลเอาเก้าอี้ชายหาดลงเป็นร้อย ดูสกปรกเป็นพัทยา มีบาร์เบียร์ ไม่ใช่หัวหิน ไม่เงียบสงบเหมือนเมื่อก่อน คนเริ่มเยอะกว่าเดิม เลยมีการชักชวนเพื่อนบ้านสารสิน และบ้านใกล้ๆ ในละแวกนี้ บอกว่าไปรวมตัวกันหน่อยรับไม่ได้แล้ว มีผู้ใหญ่ไปพูดกันหลายรอบแล้วล่ะ แต่ทุกคนไม่อยากออกหน้ามาก ตอนนี้ประมาณว่าคนเก่าแก่รับไม่ได้
“เดี๋ยวนี้บ้านเก่าๆ เริ่มน้อยลง เริ่มขายไปเยอะพอสมควร พวกโครงการใหญ่ๆ เข้ามาซื้อเยอะ บ้านเพื่อนๆ ที่เคยมีมองไปอีกทีก็เห็นขึ้นมาเป็นคอนโดฯ
รีสอร์ตเต็มไปหมด เท่าที่สังเกตประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ได้มั้งคะที่หายไป !”
ล่าสุดแว่วว่า บ้านตากอากาศของ “เวชชาชีวะ” ไม่ใกล้ไม่ไกลกับละแวกของบ้านปาณิสราก็ขายและกำลังจะกลายเป็นโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล !!!
แม้ราคาที่ดินจะพุ่ง แต่หลายคนที่หลงเสน่ห์หัวหินก็ยังไม่ปักใจขาย นัยหนึ่งก็เพราะเสียดาย และอีกนัยหนึ่งก็ตัดสินใจเลือกเอาที่ดินเดิมมาทำเป็นรีสอร์ตเล็กๆ ให้เหมาะกับบรรยากาศ เธอว่า 1-2 ปีนี้ มีเจ้าของที่ดินเก่าหัวหิน คิดทำโรงแรมกันขึ้นมาเองเป็นดอกเห็ดเลย รวมถึงเธอด้วย
หัวหิน…บ้านหลังที่สองของคนเมือง
ตลอดเส้นทางชะอำ-หัวหิน ถ้าคิดจะวางแผนดูวิวข้างทางเพลินๆ อาจจะไม่ค่อยได้เห็นอะไรที่เป็นธรรมชาติ นอกจากคัตเอาต์บ้านพัก รีสอร์ต คอนโดมิเนียม ฯลฯ เรื่อยไปตั้งแต่ชะอำจนเกือบถึงเขาเต่า ไม่เพียงแค่เดินทางไปชะอำ-หัวหินเพื่อพักผ่อนในวันหยุด แต่คนเมืองหลายคนเลือกที่จะยึดเอาพื้นที่ชายทะเลอันเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังเป็นบ้านพักตากอากาศ
มีข้อมูลว่าราคาที่ดินในหัวหินปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 20-30% ต่อปี หรือประกาศขายที่ดินกันที่ราคา 30 -40 ล้านบาทต่อไร่ในที่ดินบางแปลง ในปี 2550 พบว่าราคาซื้อขายที่ดินริมหาดหัวหิน มีราคาสูงถึง 120,000 บาทต่อตารางวา เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2546-2547 ที่มีราคา 40,000-50,000 บาทต่อตารางวา
จากการสำรวจของ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) พบว่าเพียง 9 เดือนแรกของปี 2550 คือ ระหว่างมกราคม-กันยายน มีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดใหม่รวม 8 โครงการ จำนวน 1,000 ยูนิต โดยสาเหตุหลักที่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากเป็นเพราะตลาดรีสอร์ตและ
คอนโดฯ ในหัวหินและชะอำได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าคนไทยและคนต่างชาติ จนทำให้ราคาขายขยับเพิ่มขึ้นกว่า 10% สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านพัก-คอนโดมีเนียมส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย
ขณะที่ชาวต่างชาติจะเป็นกลุ่มสแกนดิเนเวีย โดยซื้อเพื่อใช้เป็นบ้านหลังที่สองไว้เพื่อไว้พักในช่วงฤดูหนาว
พนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหัวหิน-ชะอำอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะตลาด
คอนโดตากอากาศสำหรับคนกรุงเทพฯและชาวต่างชาติ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจข้อมูลตลาดท่องเที่ยวในชะอำ-หัวหิน มีการขยายตัวมากกขึ้นทุกปีนับจากปี 2544 ซึ่งนักท่องเที่ยวมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะสแกนดิเนเวียและยุโรป จากอัตราคาที่พักของโรงแรม 4-5 ดาว มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2549 มีค่าห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 บาทต่อคืน จากปี 2544 อยู่ที่ 2,300 บาทต่อคืน ประกอบกับปัจจัยด้านการคมนาคม คือ มีการขยายถนนเพชรเกษมเป็น 6-8 ช่องจราจร และการขยายขนาดของโรงพยาบาลหัวหินเป็น 1,000 เตียง ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้เกิดการขยายตัว
ของอสังหาริมทรัพย์ในหัวหิน-ชะอำได้เป็นอย่างดี
หัวหินถิ่นแจ๊ซ
ไม่เพียงแค่คนอยากมีบ้านอีกหลังที่หัวหิน แต่หัวหินยังกลายเป็นเดสติเนชั่นในการจัดอีเวนต์ประจำปีอันเป็นกิมมิกเรียกนักท่องเที่ยวในช่วง “กรีน ซีซั่น” (ช่วงหน้าฝน) Jazz Festival อีเวนต์ใหญ่ที่ใครหลายๆ คนโดยเฉพาะคอแจ๊ซทั้งหลายต่างรอคอย เบื้องหลังความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์ให้ “หัวหิน” เป็น “เมืองแจ๊ซ” วิบูลย์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเพชรบุรี (อดีตผู้รับผิดชอบเขตหัวหิน) วิเคราะห์ว่ามาจากหลายปัจจัย โดยมีปัจจัยหลักๆ คือ เรื่องโลเกชั่นที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ และแคแร็กเตอร์อันมีเสน่ห์ของเมืองหัวหินเอง
“หัวหินแจ๊ซจัดมา 5-6 ปีแล้ว แนวคิดการจัดงานพัฒนามาตลอดจนมาลงตัว 2-3 ปีหลังลงตัวว่าต้องเป็น jazz on the beach เพราะหัวหินมีศักยภาพตรงชายหาด ตรงนี้เป็นเสน่ห์ ชายหาดหัวหินไม่เหมือนชายหาดที่อื่นๆ ทะเลทางใต้มีจุดขายตรงการดำน้ำหรืออะไรไป แต่ถ้ามาหัวหินก็ต้องมาเที่ยวชายหาด แนวชายหาดที่สวย มีพื้นที่กว้าง มีเกลียวคลื่น น้ำทะเลสาดซัดพร้อมมีเสียงดนตรี กลายเป็นบรรยากาศที่น่ารัก”
งานแจ๊ซทำให้ผู้คนแน่นหัวหิน เรียกว่า ยอดจองห้องพักที่หัวหินเต็มเอี้ยดทะลุมาถึงชะอำเลยเชียวล่ะ !
ขนาดกลุ่มทรูยังตื่นเต้นกับงานนี้และเห็นความแรง จนตกลงมาเป็นผู้สนับสนุนหลักหัวหิน แจ๊ซ เฟสติวัล ซึ่ง รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้อำนวยการด้านบริหารแบรนด์และการสื่อสารการตลาด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกว่า ในงานนี้เรามอบสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้าไปกับความทันสมัย ตลอดแนวชายหาดหัวหินที่จัดงาน จึงเพียบพร้อมไปด้วยหลากหลายสินค้าและบริการ
โดยเฉพาะทรู คอฟฟี่ ที่กลายเป็นว่า ปีนี้ผู้คนหันมาจิบกาแฟกันไม่น้อยไปกว่าการจิบเบียร์ฟังแจ๊ซเลย
วิบูลย์บอกอีกว่า หัวหินมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเป็นแหล่งผู้ดีเก่า อีกทั้งมีแคแร็กเตอร์ของความเทรนดี้ ลักเซอรี่ หรูหรา นึกถึงชายหาดขี่ม้า มีกลิ่นอายภาพยนตร์เก่า ท่านชายพจน์-ปริศนา มีกลิ่นของอารมณ์ถวิลหาอดีต ทั้งตัวสถานที่และบรรยากาศตรงนี้เป็นการตอกย้ำภาพอดีตที่สวยงาม กลุ่มเป้าหมายของทะเลหัวหินจึงแตกต่างกับทะเลที่อื่นๆ มาตรฐานต่างๆ ที่พัก ร้านอาหาร สปา กอล์ฟ เหล่านี้เป็นตัวแบ่งที่ชัดเจน
โดยเฉพาะบูติครีสอร์ตถือเป็นโปรดักต์ใหม่ของหัวหินเลย ปีที่ผ่านมามีการเติบโต 5-6 แห่ง เล็กบ้างใหญ่บ้าง รวมแล้วขยายตัว 700-800 ห้อง!
เมื่อประกอบกับเสน่ห์เฉพาะตัวของดนตรีแจ๊ซ ซึ่งเป็นแนวที่ไม่เหมือนดนตรีแนวอื่นๆ เทศกาล
หัวหินแจ๊ซที่จัดในหน้าฝน โดยฝนที่ตกไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย มีศิลปินทั้งไทย-เทศ มีศิลปินต่างชาติเป็นแม่เหล็กให้คอดนตรีได้มาพบปะสังสรรค์กันในช่วงสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของรายการวิทยุต่างๆ ในแง่เป็นเมืองดนตรีและศิลปะ ที่หัวหิน-ชะอำ จะถูกจัดบ่อยครั้ง
ว่ากันว่าในช่วงจัดงานแจ๊ซ ตัวเลขนักท่องเที่ยวเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มียอด 6 หมื่นคน และเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5 พันคนในปีถัดมา !
คอลัมน์ STORY
โดย ทีมงาน DLife
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








บทความยอดนิยม