Performancing Metrics

Custom Search

อารียา ศิริโสดา กับ นิสา คงศรี หนึ่งกล้อง สองหัวใจ กับสิ่งที่ใช่เลย



Donate



เมื่อประมาณช่วงปี พ.ศ.2548 ณ โรงหนังสแตนด์อะโลน (Stand Alone) ชื่อดังย่านสยาม ได้มีหนังสารคดีฟอร์มเล็ก (มากๆ) เรื่องหนึ่งเข้าฉาย ซึ่งเป็นเรื่องราวของความน่ารักของเด็กดอยในแดนไกลที่หมู่บ้านแม่โต๋ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่

ใครเลยจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้ได้สร้างปรากฏการณ์เล็กๆ ขึ้นมาด้วยการยืนระยะฉายในโรงถึง

6 สัปดาห์…หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “เด็กโต๋”

เบื้องหลังของความสำเร็จในเรื่องนี้มาจากผู้กำกับฯและอำนวยการสร้างสองสาว คนหนึ่งเป็นอดีตนางสาวไทยที่เรารู้จักกันดี ป๊อบ-อารียา ศิริโสดา ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ นก-นิสา คงศรี เธอเป็นสาวมั่นผู้ทำงานอยู่ในวงการโฆษณา มิวสิกวิดีโอ และภาพยนตร์ในฐานะผู้กำกับฯ

ผ่านเหตุการณ์นั้นมา 3 ปีแล้ว และตอนนี้เธอทั้งสองกำลังมีผลงานภาพยนตร์สารคดีเรื่องใหม่ “โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา” ที่เปลี่ยนจากความน่ารักสดใสของดงดอยในภาคเหนือมาเป็นความสวยงามในน้ำใจของคนภาคใต้

การเดินทางร่วมกันที่ยาวนาน ทำให้เราสนใจว่าในระหว่างทางที่ทั้งคู่เดินทางร่วมกัน พวกเธอเจออะไรกันมาบ้าง ?

ท หนังเรื่อง “โอ่โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา” ต่างจากหนังเรื่อง “เด็กโต๋” อย่างไร ?

อารียา-ทุกอย่างในเรื่องนี้ไม่เหมือนเด็กโต๋เลย เด็กโต๋เจาะแค่ที่เดียวในหมู่บ้านแม่โต๋ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ส่วนอันนี้เป็นการเดินทางหลายที่ กระบี่ ระนอง สงขลา ภูเก็ตบ้าง มันก็เหมือนลูกคนละคน แต่ที่เหมือนกัน เป็นสารคดีเหมือนกัน

นิสา-เป็นสารคดีที่ใช้ใจทำ แต่เรื่องราวไม่เหมือนกัน วิธีเล่าเรื่องก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นลูกสาว เราเลี้ยงอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นลูกชาย เราเลี้ยงอีกอย่างหนึ่ง คนนี้ลูกชาย แมน ! (หัวเราะ)

ท คาดหวังว่ามันจะสร้างปรากฏการณ์เล็กๆ เหมือนที่ “เด็กโต๋” เคยทำไหม ?

อารียา-ไม่ได้คาดหวัง การคาดหวังเป็นการผิดหวังที่เร็วที่สุด การทำหนังมันเป็นเหมือนการบันทึกการเดินทางของชีวิตว่าเราผ่านอะไรมา จริงๆ เราไม่อยากเรียกพวกเราว่าเป็นผู้กำกับฯ เป็นนักบันทึกมากกว่า เดินทางไปกับกล้องตัวเล็กๆ หนึ่งตัว บวกกับจิตวิญญาณ น้องเคยไปเที่ยวที่สวยๆ แล้วอยากจะเล่าให้เพื่อนฟังไหม ? ตอนทำหนังก็รู้สึกแบบนี้นี่แหละ

นิสา-คือถ้าเราเลือกที่จะสื่อออกมาเป็นหนังสือ คนก็จะบอกว่าเราเป็นนักเขียนหนังสือ ถ้าเราเลือกที่จะถ่ายรูป ก็บอกเป็นช่างภาพ แต่จริงๆ เราอยากถอยออกมาว่าเราเป็นคนเล่าเรื่อง พอเราเลือกที่จะสื่อออกมาเป็นหนัง คนก็เลยเรียกว่าเราเป็นผู้กำกับฯหนัง เป็นคนบันทึก แล้วนำมาเล่าเรื่อง

ท เห็นทำงานด้วยกันมานาน อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองคนมาพบกัน ?

อารียา-ตอนปี 2543 เราตั้งใจทำหนังเรื่อง “เด็กโต๋” แล้วเราก็เจอเด็กโต๋แล้ว ก็พยายามที่จะหาคนไทยคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ทำหนังและการเขียนมาช่วยเราตรงนี้ ตอนนั้นเป็นหมาบ้า กัดไม่ปล่อยเพราะเห็นว่าการสร้างหนังเรื่อง “เด็กโต๋” เราไปเจอเด็กมาแล้วเห็นว่า เด็กที่สดใสบริสุทธิ์แล้วได้ไปดูทะเลเนี่ย เป็นเรื่องที่น่าสนใจและแก่นมันมี อยากจะเอาออกมาก็ไปเจอคนนี้ แล้วไปตื๊อให้เขามาทำ ตื๊อ…ตื๊อ…ตื๊อ…ตื๊อ…มาเนี่ย จนกระทั่งวันหนึ่งพาเขาไปบ้านแม่โต๋ แล้วเขาก็ไปกับเรา พอลงมาจากภูเขา เขาเปลี่ยนไปเป็นอีกคนเลย เป็นอารมณ์แบบว่าแม้ว่าเราจะไม่จ้างเขาทำหนัง เขาก็จะทำหนังเรื่องนี้เอง ประสบการณ์การทำงานอยู่ในวงการโฆษณาของเขาก็คือวิญญาณมันตายไปแล้ว ถ้าเราทำงานเพื่อเงินจะเป็นอย่างไร ?

นิสา-เรารู้ว่าสิ่งที่ทำไม่เหมือนจริง โอเค ได้เงินเยอะแต่ของจริงมันอยู่ไหน ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า หนึ่ง พี่เป็นคนต่างจังหวัด เจอกับธรรมชาติ พอมาเจออะไรที่เยอะขึ้น เราเกิดอาการ

แอนตี้อยู่ข้างใน แล้วเราไม่รู้ว่ามันสู้อยู่ข้างใน เงินก็มี อยากได้อะไรก็ได้ ทำไมเราถึงไม่มีความสุข เพราะวันหนึ่งไปทำละคร วันหนึ่งไปทำหนัง วันหนึ่งไปทำมิวสิกวิดีโอ ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มันไม่ใช่สักที จนกระทั่งวันหนึ่งมันถึงจุดตันแล้ว แล้วมีคนนี้เดินเข้ามาแล้วบอกว่า ไปเด็กโต๋กันไหม ตอนนั้นพี่แอนตี้ป๊อบมาก กำลังเบื่อมนุษย์

อารียา-ตอนเจอกันไล่ไปนั่งโต๊ะอื่นเลย (หัวเราะ)

นิสา-คือไม่อยากยุ่ง ฉันไม่อยากนั่งกับนางสาวไทย เราไม่อยากยุ่งกับคนดังนะ ไม่เชื่อหรอกว่าคนดังจะพูดอะไรแล้วทำจริง คือมันมีคนที่ฝันเยอะ ฟุ้งเยอะ แต่คนนี้ไม่ตัดสินพี่ในตอนนั้นเลย แล้วชวนพี่ไปบ้านแม่โต๋ พอไปถึงบ้านแม่โต๋เราเจอจุดเชื่อมที่ดีที่สุด เพราะจุดเชื่อมอันดับ 1 คือ พี่เปลี่ยนมุมมองป๊อบ พี่มองเขาจากสื่อ พี่มองเขาจากคนที่มีมงกุฎอยู่ตลอดเวลา คนที่ต้องเป็นคุณหนูแน่ๆ แต่พอไปถึงที่นั่นแล้ว แป้งก็ไม่ทา ผมก็ไม่หวี เดินหน็องแหน็งๆ มนุษย์มันปรากฏตัวจริงตรงนั้น มนุษย์ที่อยู่กับธรรมชาติ การอยู่บ้านแม่โต๋ 1 อาทิตย์ด้วยกัน มันหลอกเราไม่ได้ คุณต้องกินข้าวอย่างนั้น คุณต้องนอนอย่างนั้น ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ มันเห็นตัวจริง มันก็เลยค้นพบความเป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่เปลือก ข้อที่ 2 โรงเรียนบ้านแม่โต๋มันมีความรักอยู่เยอะมาก มันมีชีวิต มันมีความสุข มันเหมือนกับตอบว่า เนี่ย…ฉันเจอจุดที่ฉันคุ้มค่า มันคือธรรมชาติ ก็เด็กๆ ฉันเป็นอย่างนี้ แต่วิญญาณเด็กที่มันเคยสดใส มันหล่นหายตายไปตอนไหนเราไม่รู้เลย เพราะที่ทำงานทุกวันนี้ ทำงานเพื่อแลกกับเงิน…

…แต่พอไปเจอเด็กโต๋ เราหนีรากเราไม่พ้น เราเกิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เราต่างจากเด็กโต๋เพราะเราอยู่ในสวน (คุณนิสาเป็นคนแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม) เด็กโต๋อยู่บนดอย แต่ชีวิตตอนเด็กของเราไม่ต่างกันเลย เราเคยหัวเราะแบบนั้น เราเคยร่าเริงแบบนั้น เด็กโต๋เป็นจุดเชื่อมทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราทำงานมาด้วยกัน

ท รู้สึกถึงอารมณ์แปลกแยกในการทำงานในเมืองใช่ไหม ?

นิสา-ทุกคนจะรู้สึก ถ้าเป็นเด็กต่างจังหวัดมา ความเป็นเด็กต่างจังหวัด มันจะสะอาด แต่เราไม่ได้บอกว่า ในนี้มันแย่นะ คือถ้าคุณเป็นเด็กกรุงเทพฯ คุณก็รู้สึกอย่างนี้อยู่แล้ว คุณจะไม่รู้สึกแตกต่าง แต่ถ้าเคยโดดน้ำคลอง คุณเคยปีนต้นไม้ คุณเคยหัวเราะ คุณเคยอยู่กับน้ำใจของเพื่อนบ้าน แต่ว่าคุณเข้ามานั่งทำงานอยู่ในเมือง มันจะเกิดความขัดแย้ง

อารียา-ส่วนเราแม้จะเติบโตมาจากเมืองนอก แต่ว่าเบื้องต้นเราอยู่ที่ตรัง อยู่ในสวนยาง เอาง่ายๆ ว่าตอนที่อยู่บ้านแม่โต๋ เด็กแก้ผ้าตัวเล็กๆ แล้ววิ่งไป เข้าบ้านนั้น เข้าบ้านนี้ ไม่มีประตูล็อก ไม่มีรั้ว ไม่มีแบบว่ากำแพงนะ จะเข้ากรุงเทพฯเนี่ย กำแพงก็ใหญ่ รั้วลวดหนาม ครั้งแรกที่เราเข้ามากรุงเทพฯ เราก็ถามคุณพ่อว่า พ่อ ทำไมที่นี่คนดีอยู่ในคุกนะ เป็นกรง …กรง…กรง…แล้วคนดีๆ ก็เข้าไปอยู่ในกรง รู้สึกอึดอัดจังเลย ในเมืองใหญ่ มันเป็นอะไรที่ต้องรักษาเปลือก แต่แก่นเนี่ยมันตาย

นิสา-การทำงานในเมืองคือเราต้องเลี้ยงชีวิตนะ คือการเลี้ยงกาย ทุกคนมันมีเงื่อนไขในชีวิต โอ๊ย ! อยากมีบ้าน อยากมีรถ อยากแต่งงาน อยากสร้างครอบครัว ทุกอย่างมันใช้เงินทั้งนั้น แล้วตอนนี้ก็ทำงานรับเงิน รับเงิน แล้วคุณมีบ้านแล้ว คุณมีรถแล้ว คุณมีนั่น คุณมีนี่ แต่พอถึงวันหนึ่งคุณจะเกิดคำถามว่า คุณมีบ้าน คุณมีรถ ความสุขนะ มันมีจริงหรือเปล่า พี่เคยซื้อทุกอย่างเลยนะ ตอนทำงานโฆษณา เงินมันเยอะมาก แล้วสุดท้ายกลายเป็นขยะหมดเลย จะย้ายบ้านทีจะเอาหนังสือไปไว้ที่ไหน จะเอาซีดีไปไว้ที่ไหน แล้ววันหนึ่งเราไม่ได้ฟังมันแล้ว มันก็หมดอายุแล้ว ทดลองใช้ชีวิตว่าช่วงหนึ่งไม่ซื้ออะไรเลย ดูว่าช่วงหนึ่งมันจะเปื่อยมันจะขาดนี่เป็นยังไง

อารียา-พอถึงตอนนี้เราอยู่กันแบบพอเพียงดีกว่า

ท นี่คือคำตอบของความสุขในตอนนี้ ?

อารียา-การเดินทางของชีวิตที่บาลานซ์ มันจะประเสริฐมากเลย ในชีวิตนี้ ถ้าเราไปทำอะไรที่เลี้ยงกายและเลี้ยงใจได้ด้วย

นิสา-จริงๆ กายเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลย ถ้าเราได้เจอตัวเอง แล้วเราได้รู้จักตัวเอง แล้วได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก มันที่สุดแล้วล่ะ :D

คอลัมน์ Exclusive Interview
โดย ณัฐกร /ภาพ ธนศักดิ์






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>