Performancing Metrics

Custom Search

“ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการอ่านหนังสือ” …บารัก โอบามา



Donate



ทันทีที่รับทราบชัยชนะเหนือนางฮิลลารี่ คลินตัน “บารัก โอบามา” ได้กล่าวแสดงสุนทรพจน์ที่กินใจยิ่งว่า

…ชัยชนะที่เขาได้รับจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ อเมริกันทุกคน ในฐานะที่เป็นบทพิสูจน์ยืนยันว่าเด็กอเมริกันทุกคน ไม่เลือกว่าผู้หญิง หรือผู้ชาย ไม่เลือกว่าเชื้อสายชาติพันธุ์อะไร ล้วนมีโอกาสก้าวไปสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด

เป็นประมุขแห่งทำเนียบขาวได้อย่างเท่าเทียมกัน…

ตรงนี้เองทำให้ บารัก โอบามา นับว่าเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่ฝีปากกล้าอีกคนหนึ่ง

ที่น่าจับตามอง

ไม่เพียงเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่โดดเด่น ความสามารถด้านการเขียนหนังสือของ บารัก โอบามา ยังสร้างความฮือฮาให้กับแวดวงบรรณพิภพอีกเช่นกัน งานเขียนชิ้นแรกของเขาชื่อ Dreams From My Father : A Story of Race and Inheritance หรือ “บารัก โอบามา…ผมลิขิตชีวิตเอง” หนังสือที่ฉายภาพตัวตนของโอบามาตั้งแต่ช่วงชีวิตวัยเด็ก ช่วงชีวิตวัยรุ่นที่มีแต่ความสับสน ความโกรธเกรี้ยวกับสิ่งอยุติธรรมที่สังคมหยิบยื่นให้

หนังสือเล่มนี้ทำให้ชื่อเสียงเขาอื้ออึง เพราะมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของนิวยอร์ก ไทมส์ เบสต์เซลเลอร์ในเวลาอันรวดเร็ว

แถมหนังสือเล่มนี้ได้รับคำชมและเสียงวิจารณ์ในแง่บวก ทั้งการใช้ภาษาที่สละสลวย สำนวนคมคาย ทำให้หลายคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ถ้าโอบามาไม่เป็นนักการเมืองก็อาจจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังได้”

เส้นทางสายนักเขียนของเขาจึงไม่ได้จบลงที่งานเขียนเพียงเล่มเดียวเท่านั้น งานเขียนชิ้นต่อมาที่สร้างความฮือฮาได้อีกครั้ง นั่นคือ The Audacity of Hope ซึ่งเขียนเมื่อโอบามาก้าวสู่เส้นทางการเมืองอเมริกันแล้ว ได้บอกเล่าแนวคิด ปณิธาน อุดมการณ์ของนักการเมืองผิวสีวัยสี่สิบต้นๆ ซึ่งเป็นเสมือนกระบอกเสียงของโอบามาที่ประกาศจุดยืนต่อพลเมืองอเมริกัน

เราคงต้องยอมรับว่าเส้นทางชีวิต บารัก โอบามา เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดกรณีหนึ่ง

ไม่เช่นนั้นคงไม่มีปรากฏการณ์หนังสือของโอบามาออกมาสร้างความสั่นสะเทือนบนแผงหนังสือ รวมถึงเล่มที่ชื่อ “บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 44 ?” ของสำนักพิมพ์มติชนด้วย

และนี่คือบทสัมภาษณ์บุคคลที่มีโอกาสก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศที่ได้ชื่อว่าทรงอิทธิพลสูงสุดของโลก ในอีกฐานะที่กำลังดังนั่นคือการเป็นนักเขียน ! (ที่มา www.amazon.com)

Q : คุณทำอย่างไรเมื่อต้องเขียนหนังสือเล่มแรกที่มีใครหลายคนคอยอ่านและเปรียบเทียบ โดยที่ในจำนวนนั้นมีไม่น้อยที่รู้ว่าคุณคือใคร

A : ผมใช้หลายวิธี อย่าง Dreams from My Father เป็นหนังสือที่เขียนยากมาก ณ ตอนนั้นผมไม่แน่ใจเลยว่าเขียนหนังสือได้ การที่ต้องมานั่งเขียนหนังสือเล่มแรก มีอะไรให้ต้องค้นคว้าเยอะจริงๆ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผมมากๆ เช่น เรื่องครอบครัวหรือชีวิตในวัยเด็กก็ตาม แต่ในทางตรงกันข้าม การเขียน The Audacity of Hope มันคู่ขนานไปกับงานที่ผมทำอยู่ทุกวัน ผมพยายามปะติดปะต่อประเด็นต่างๆ ซึ่งพบเจอในประเทศนี้และใส่ความเป็นตัวเองลงไปในเรื่องเหล่านั้น

Q : กระบวนการทำงานของคุณเป็นอย่างไร ในเมื่อคุณมีตารางเวลาแน่นเอี้ยด แล้วแบ่งเวลาตอนไหนไปเขียนหนังสือ

A : ผมเป็นนกฮูกราตรีน่ะ ผมใช้เวลาตอนกลางคืนเขียนหนังสือหลังจากภาระหน้าที่ในฐานะวุฒิสมาชิกของวันนั้นๆ จบลง หลังจากมิเชลและลูกๆ เข้านอนกันหมดแล้ว จาก 3 ทุ่มครึ่งถึงตี 1 ผมจะเริ่มร่างโครงเรื่อง ประเด็นที่ชัดเจนหรือเรื่องราวทั้งหลายแหล่ที่ผมต้องการบอกกล่าวต่อผู้อ่าน จากนั้นก็จะเขียนสิ่งที่คิดไว้ทั้งหมดลงในกระดาษฉีกสีเหลือง และจะตรวจแก้เค้าโครงเหล่านั้นในขณะที่พิมพ์ออกมาเป็นต้นฉบับ

Q : หลังจากอ่าน The Audacity of Hope หากมีใครลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง (บางทีอาจมีการลงมติ) สิ่งที่ทำนั้นควรจะเป็นอะไร

A : สิ่งใดที่ควรทำคืออะไรนั้นไม่ใช่ปัญหา ขอแค่ใส่ใจในประเด็นที่เกี่ยวกับตัวคุณ อาจจะเป็นการปรับปรุงระบบการศึกษา พยายามพัฒนากลยุทธ์ที่จะแก้ปัญหาราคาน้ำมันจากต่างประเทศ ขยายโครงการดูแลสุขภาพสำหรับเด็ก เป็นต้น ก่อนนี้พวกเราเคยมอบพลังและความหวังมากมายให้กับนักการเมืองผู้เชี่ยวชาญ ล็อบบี้ยิสต์ พวกทุนนิยม และผลลัพธ์ก็คือระบอบประชาธิปไตยของเราย่ำแย่ลงทุกที

Q : คุณเป็นคนที่ขึ้นชื่อว่าสามารถทำงานกับผู้คนโดยไม่แบ่งแยกลัทธิ พรรคพวก หรืออุดมการณ์ กระบวนการทำงานแบบนี้จะเป็นไปได้หรือในเมืองวอชิงตันที่มีการแบ่งเป็นฝัก

เป็นฝ่าย

A : ผมว่าเป็นไปได้ ในพรรคการเมืองทั้งสองพรรคมีคนมากมายที่มีเจตนาดี แต่โชคร้ายที่วัฒนธรรมการเมืองทำให้เกิดความโน้มเอียงไปทางความขัดแย้ง แล้วสื่อก็ยิ่งไปตอกย้ำความขัดแย้งนั้น ส่วนโครงสร้างแคมเปญหาเสียงก็ต้องบีบให้ภาพลักษณ์ฝ่ายตรงข้ามดูแง่ลบ ผมเขียนถึงอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ไว้ในบทที่ 4 ของ The Audacity of Hope คำว่า “การเมือง” เมื่อคุณพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาให้ประชาชนแทนที่จะเป็นการทำคะแนนทางการเมือง เน้นไปที่การปฏิบัติตามสามัญสำนึกมากกว่าอุดมคติ คุณจะประหลาดใจเลยล่ะว่าสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ และอีกอย่างที่จะช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จคือให้ความไว้วางใจกับประชาชนซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองทำได้ยากเย็นเหลือเกิน

Q : คุณทำให้ผู้คนกระตือรือร้นกับแนวคิดที่ซับซ้อนและพอประมาณอย่างไร

A : หลายๆ คนตระหนักดีว่าความท้าทายที่เราพบคือการไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา ผู้คนมองหาวิธีแก้ปัญหาซับซ้อนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผมคิดว่าเราต้องไม่เจียมตัว แต่เราควรจะฮึกเหิมในการแก้ปัญหา เช่น สนับสนุนการดูแลสุขภาพอย่างเป็นสากล หรือจัดการกับปัญหาโลกร้อน เราต้องทำความเข้าใจว่าการแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าปัญหาอะไรก็ตามที่เราพบเจอและต้องการความเห็นจากคนหมู่มากซึ่งมีความสนใจในเรื่องที่แตกต่างกัน ทุกคนต้องหันมารับฟังและแบ่งปันซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่เหมือนกัน

Q : คุณเคยกล่าวว่าเราต้องมีความรับผิดชอบต่อการศึกษาของบุตรหลาน สิ่งเล็กๆ ที่

ผู้ปกครองหรือคนทั่วๆ ไปพอจะทำได้เพื่อช่วยปรับปรุงระบบการศึกษาในอเมริกาคืออะไร แล้วสิ่งเล็กนั้นจะส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่อย่างไร

A : ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการอ่านหนังสือให้บุตรหลานฟังตั้งแต่พวกเขายังเป็นเด็กเล็ก ชัดเจนอยู่แล้วว่าเรามีหน้าที่เดินไปปิดทีวีและอ่านหนังสือให้พวกเขาฟัง แต่ทว่านอกเหนือจากนั้นเราควรมีส่วนร่วมในการทำให้พวกเขาหัดอ่านเขียน ให้พวกเขาได้หัดอ่านคำยากๆ ไปพร้อมกับผู้ปกครอง ฝึกทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อพัฒนาการของเด็ก สิ่งเหล่านี้จะเป็นเบ้าหลอมยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเด็กๆ เหล่านี้

Q : คุณหาเวลาอ่านหนังสือตอนไหน หนังสือประเภทใดที่คุณอยากอ่าน แล้วหนังสือเล่มไหนที่คุณอ่านอยู่ตอนนี้

A : โชคไม่ดีนัก ผมแทบจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลยในขณะที่เขียนต้นฉบับ ผมพยายามชดเชยเวลาที่เสียไปโดยการทำสิ่งที่ชอบคือสรรหาหนังสือที่ดีที่สุด ผมเพิ่งอ่านหนังสือกิลเลียด (Gilead) ของแมริลีน โรบินสัน จบไป หนังสือเล่มนี้ยอดเยี่ยมมาก ภาษาในเรื่องก็สละสลวย

ตอนนี้ผมกำลังเริ่มอ่าน ทีม ออฟ ไรวัลส์ (Team of Rivals) ของดอร์ริส เคิร์น กู๊ดวิน

ซึ่งเป็นกรณีศึกษาเรื่องราวของอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ในฐานะที่เป็นนักยุทธศาสตร์การเมือง และผมอ่านหนังสือทุกเรื่องที่เขียนโดย Toni Morrison, E.L. Doctorow หรือ Philip Roth

Q : อะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณและคุณสามารถรักษาแรงกระตุ้นเหล่านั้นไว้ได้อย่างไร

A : ผมได้รับแรงบันดาลใจจากผู้คนที่พบระหว่างการเดินทาง จากการที่ได้รับฟังเรื่องราวของพวกเขา เห็นพวกเขาเอาชนะความยากลำบาก ประพฤติถูกทำนองคลองธรรมและมองโลกในแง่ดีซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตและจากความรักที่ผู้คนมีให้กับลูกหลานของพวกเขา และที่สำคัญแรงบันดาลใจนั้นก็มาจากลูกๆ ของผมเอง พวกเขาเติมเต็มหัวใจของผม คนเหล่านั้นทำให้ผมอยากเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นอีกสักนิดและทำให้ผมอยากเป็นคนดี :D

คอลัมน์ Exclusive Interview
เรียบเรียง จิตวิมล มาโนชญ์รัตน






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>