![]()
ท่ามกลางบรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) มีคำพูดอยู่ 2-3 คำที่หลายคนอาจได้ยินบ่อยครั้งคือ คำว่า ภาวะผู้นำ ทัศนคติ คุณสมบัติของผู้นำ และการบริหารรัฐบาลชุดนี้
ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเรื่องของ “คน” กับ “การบริหารองค์กร” ที่มีขอบเขตการจัดการระดับประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนของผู้นำ บนฐานความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างจะรุ่งเรืองหรือล่มสลาย ล้วนฝากไว้กับภาวะผู้นำ
จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับว่าเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดด้านภาวะการเป็นผู้นำในปี 2550 ระบุไว้ในหนังสือ Leadership Gold ว่า ในประวัติศาสตร์การจัดการและแนวคิดภาวะผู้นำ ศตวรรษที่ผ่านมาค่านิยมของภาวะผู้นำจะเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา
มีหลายแนวคิดฟู่ฟ่า โผล่เข้ามาแล้วก็หายลับไป
“เราเคลื่อนจากการแสวงหาความมั่งคั่งของจอห์น ดี. ร็อกกีเฟลเลอร์ มาสู่บิล เกตส์และอาณาจักรเทคโนโลยีไมโครซอฟท์ เคลื่อนจากพนักงานที่เคยรับแต่คำสั่งแล้วปฏิบัติตาม เคลื่อนจากผู้นำที่ไม่มีความเครียดเพราะโยนให้คนอื่นไปหมดแล้ว หลายอย่างเคลื่อนตัวมาหาเรื่องพื้นฐาน มาหาคำโบราณล้ำค่า อย่างเช่น มีความเคารพนับถือกัน สร้างความไว้วางใจ ระบุวิสัยทัศน์ รับฟังผู้อื่น”
เขาระบุว่า ผู้นำต้องไม่เหลือตัวตน มุ่งนำทางโดยปราศจากอำนาจคุกคาม เปิดเผย และสดับรับรู้
ถึงเวลาที่หลายคน อาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณเป็นผู้นำประเภทไหน
แม็กซ์เวลล์มองว่า ผู้นำส่วนใหญ่หากไม่เป็นผู้ประสานกับผู้คน ก็เป็นผู้ปีนไต่บันไดภาวะผู้นำ “หากไม่ใช้อำนาจอิงตำแหน่ง ก็จะใช้ผ่านความสัมพันธ์” ซึ่งโดยสรุปแล้วทั้งสองอย่างสำคัญเท่าเทียมกัน
การปีนขึ้นสูงไม่ใช่เรื่องผิด เพราะการอยู่ที่ราบไม่อาจเสกความเจริญก้าวหน้าได้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า ผู้นำสมควรจะปีนขึ้นสูงหรือไม่ (แม้ว่าสูงสุดนั้นจะไกลถึงระดับผู้นำประเทศ) แต่อยู่ที่ว่า จะปีนไต่ขึ้นสูงได้อย่างไร
“การปีนสู่ปลายยอดโดยไม่ต่อเชื่อมกับผู้คน ไม่ต่างไปจากการนำคนโดยไม่มีความภักดี เลวร้ายสุดเป็นการลดทอนศักยภาพภาวะผู้นำ ทำให้การดำรงตำแหน่งนั้นแสนสั้น การปีนโดยไม่มีการประสานต่อเชื่อม คุณอาจได้อำนาจ แต่ไม่มีเพื่อน เป้าหมายผู้นำควรแสวงหาเพื่อนและอำนาจ เพลาการแข่งขันให้ช้าลงแล้วจะได้มีเวลาสร้างสัมพันธ์”
คุณสมบัติ 5 ประการที่จะทำให้ผู้นำสามารถต่อเชื่อมกับผู้คนได้ มีผู้รู้บอกไว้ว่า หนึ่ง ต้องมองเห็นคุณค่า นับถือความแตกต่างของคน สอง ไวต่อความรู้สึก ปรับตัวให้เข้ากับอารมณ์คนรอบข้าง สาม วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย เป็นตัวจริง ไม่ใส่หน้ากาก สี่ มีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่แปรปรวนกระวนกระวาย และ ห้า มีอารมณ์ขัน หัวเราะบ้าง เพราะทุกอย่างไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
“ยิ่งสูงยิ่งหนาว” คำพูดนี้ผู้นำหลายคนคงตระหนักดีแก่ใจ จากคำสั่งสอนแต่โบราณว่า ผู้นำไม่ควรใกล้ชิดลูกน้อง พึงทอดระยะห่างและอยู่ให้สูงกว่า ในมุมมองของเขาแล้ว ระยะห่างเหมือนดาบสองคม ข่าวดีคือไม่มีใครทำให้ผู้นำเจ็บปวด แต่ข่าวร้ายคือ ไม่มีใครอยู่ใกล้พอจะช่วยผู้นำได้ทัน
เขาจึงเปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า ความโดดเดี่ยวไม่ใช่ปัญหาภาวะผู้นำ ถ้าวันไหนผู้นำเกิด home alone ขึ้นมา นั่นแปลว่าผู้นำทำอะไรไม่ถูกที่ไหนสักแห่ง ถ้าผู้นำโดดเดี่ยวแปลว่า ไม่มีใครยอมเดินตามหลัง และถ้าไม่มีใครเดินตามหลัง ก็แปลว่าผู้นำไม่ได้นำทางให้กับลูกน้องคนไหนเลย
คำแนะนำสำหรับผู้นำโดดเดี่ยวแต่ไม่น่ารักคนนี้คือ ให้เลิกคิดในเชิงถือครองตำแหน่ง แต่มุ่งสานสัมพันธ์ “ผมใช้เวลาสอนภาวะผู้นำระดับนานาชาติ ภาวะผู้นำโดยตำแหน่งเป็นวิถีชีวิตในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง ผู้นำจะเกาะกลุ่ม หวงแหนอำนาจ มีเพียงผู้นำเท่านั้นที่ยืนอยู่บนปลายยอด ทุกคนต้องตามหลัง เป็นเรื่องน่าเศร้า”
อีกคำแนะนำที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ขอให้เข้าใจว่าผู้นำกำลังทำธุรกิจกับผู้คน “ผมไม่เคยพบผู้นำชั้นดีคนไหนที่ไม่ใส่ใจดูแลผู้อื่น ผู้นำไม่เข้าท่าจะร้องบอกว่า ฉันรักมนุษยชาติ ผู้คนต่างหากที่ฉันทนไม่ได้”
แม็กซ์เวลล์ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อผู้นำด้วยกัน เขารอนแรมมาหลายสิบปีในเส้นทางภาวะผู้นำ ทัศนคติในยุคเริ่มต้น มองว่าผู้นำต้องโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา แต่ความคิดนี้ได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เพราะความโดดเดี่ยวเป็นเพียงแค่ทางเลือก ผู้นำเลือกได้ว่าจะเดินทางไปพร้อมกลุ่มผู้คน แทนที่จะทิ้งตัวเองให้อยู่ลำพังโดยไม่สนใจใคร
หลายคนมักตั้งคำถามกับเขาว่า ปัญหาไหนท้าทายและยากที่สุดในฐานะผู้นำ คำถามเดียวกันนี้ถ้าโยนลงไปในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี คำตอบที่ได้อาจแตกต่างออกไป สำหรับแม็กซ์เวลล์ เขาตอบว่า ปัญหาหนักอกในฐานะผู้นำคือการเป็นผู้นำตัวเอง และเขาก็คิดว่า นี่เป็นเรื่องจริงสำหรับผู้นำทุกคน
ถ้าศึกษาเจาะลึกถึงคนดังในประวัติศาสตร์ อย่าง จอร์จ วอชิงตัน หรือ วินสตัน เชอร์ชิล ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ต้องรบกับศึกในอก ดิ้นรนอยู่กับการนำทางชีวิตของตนเอง ทำไมผู้นำถึงกลายเป็นศัตรูร้ายกาจของตัวเอง
บางทีอาจเป็นเพราะ ผู้นำมองไม่เห็นตัวเองเหมือนที่คนอื่นมองเห็น “ถ้าเรามองเห็นตัวเองไม่ตรงสภาพแท้จริง เราจะไม่เข้าใจเลยว่า อุปสรรคส่วนตัวของเราซ่อนอยู่ตรงไหน ถ้ามองไม่เห็นอุปสรรคในตัว เราจะไม่มีวันนำทางตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ”
บางทีอาจเป็นเพราะ ผู้นำเคี่ยวเข็ญผู้อื่นมากกว่าตัวเอง “เราตัดสินผู้อื่นจาก การกระทำ หมดจด เคร่งครัดตายตัว แต่ในยามที่เรามองดูตัวเอง เราจะตัดสินจาก เจตนา แม้ในยามที่เราทำผิด เราก็ยังอ้างว่าทำด้วยเจตนาดี เราพิพากษายกฟ้องตัวเองให้พ้นความผิด”
มีใครเคยบ้างไหม ที่เดินตามหลังผู้นำย่ำแย่ อีกเช่นกันถ้าโยนคำถามนี้ลงไปในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ส.ส.หลายคนคงแย่งกันตอบ และในหลายเวทีของห้องประชุมก็จะมีเสียงพึมพำอื้ออึง แทบทุกคนยกมือขึ้น เขาได้ข้อสรุปสั้นๆ ว่า คนลาออกจากงานเพราะเจ้านาย ไม่ใช่เพราะบริษัท (คนเลิกคบคน ไม่ใช่บริษัท)
ทุกองค์กรมีคนไหลบ่าเข้ามา และผันผ่านออกไป คนเข้ามาเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท แต่ในยามที่เดินออกไป หลายคนบอกว่า อยากออกไปหาทุ่งโล่งเขียวกว่านี้ บ่อยครั้งที่แรงกระตุ้นนี้เกิดจากอารมณ์อยากหนีไปให้พ้นหน้าใครบางคน
แต่บางคราวคนที่ลาออกจากองค์กร ก็เป็นตัวปัญหาอย่างแท้จริง เขาเข้ากับใครไม่ได้เลย ทุกแห่งที่เขาย่างเท้าก้าวไป ปัญหาจะลอยไปตามตัว ทำให้แม็กซ์เวลล์นึกถึงคำพูดของใครบางคนที่ว่า “บางคนสร้างความสุขในทุกที่ที่เขาไปเยือน บางคนสร้างความสุขทุกโอกาสที่เขาเดินจากไป”
ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเรื่องของ “คน” กับ “การบริหารองค์กร” ภายใต้การขับเคลื่อนของผู้นำ
บนฐานความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างจะรุ่งเรืองหรือล่มสลาย ล้วนฝากไว้กับภาวะผู้นำ
(เรียบเรียงจากหนังสือ Leadership Gold แต่งโดย จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี)
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม